หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านถนนช้างม่อย(๑๘)

Author by 16/08/12No Comments »

          ปากซอยช้างม่อยซอย ๓ เป็นบ้านของตระกูล “บุญญขันธ์” เดิมเป็นอาคารไม้ห้องใหญ่โล่ง ชั้นเดียว มีรั้วไม้ไผ่สานรอบบ้าน ในบริเวณบ้านปลูกต้นไม้ มีต้นซอมพอที่หน้าบ้านและมีบ่อน้ำ

เริ่มรุ่นหม่อน คือ แม่อุ๊ยป๋อง มีความรู้ด้านยาสมุนไพร บริการชุมชนโดยรับกวาดยารักษาโรคทางคอให้เด็ก เด็กละแวกนี้เมื่อมีอาการเจ็บคอหรือมีเม็ดขึ้นในลำคอมักมาให้แม่อุ๊ยป๋องกวาดคอ แม่อุ๊ยป๋องจะนำสมุนไพรมาตำผสมเป็นผง ใช้นิ้วปาดตัวยาป้ายในคอเด็กที่ป่วยไข้ สมัยนั้นไม่มีการเก็บเงินค่ายาและค่าบริการ แต่เมื่อถึงช่วงเวลาสำคัญของปี คือ ปีใหม่เมือง(สงกรานต์) ครอบครัวที่เคยมารักษามักแวะเวียนมารดน้ำดำหัวเป็นการตอบแทนสามีชื่อ นายบุญขัน  บุญญขันธ์ รุ่นลูก มี ๓ คน คือ นายบุญธรรม , นายน้อย , แม่คำใส

แม่คำใส แต่งงานกับนายลักษณ์  แซ่คัง อาชีพของแม่คำใส คือ เย็บผ้าและทำอาหารพื้นเมืองไปขายที่ตลาดวโรรสและตลาดต้นลำไย ต่อมาลูกสาวทำอาชีพนี้ต่อมา รุ่นลูกมี ๔ คน คือ นางอรุณี , นายเชิด (อดีตปลัดอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน) , น.ส.ไล และนายบุญเชิด  บุญญขันธ์ (จบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นทนายความที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน).

ต่อมารุ่นลูกของแม่คำใสได้สร้างเป็นตึก ๒ ชั้นจำนวน ๕ ห้องแบ่งไว้อยู่อาศัยส่วนหนึ่งและขายส่วนหนึ่ง ด้านทิศตะวันออกรวม ๓ ห้องขายให้คุณเอื้อมพร ร้านวัฒนาพรโอสภ ต่อมาขายเป็นกรรมสิทธิ์ของเสี่ยเล็ก  เหมาะประสิทธิ์ มาเปิดขายหินอ่อน ใช้ชื่อร้านว่า “ช้างม่อยหินอ่อน” ปัจจุบันให้ร้านตนานุวัฒน์เช่าขายเฟอร์นิเจอร์  ส่วนที่เหลือ ๒ ห้องครอบครัวบุญญขันธ์เคยเปิดกิจการร้านแสงอุดมการณ์ไฟฟ้า ดำเนินการโดยนายอุดม  วิจักชัยวงศ์ ต่อมาเลิกกิจการและให้เช่าเป็นร้านซ่อมอุปกรณ์ไฟฟ้า(น.ส.ไล  บุญญขันธ์,สัมภาษณ์)

เจ้าของร้านช้างม่อยหินอ่อนที่มาซื้อตึกของตระกูล “บุญญขันธ์” ต่อมาเป็นครอบครัวคหบดีชาวเมืองอุตรดิตถ์ ตระกูล “เหมาะประสิทธิ์”

ผู้ที่ซื้อตึกแถวนี้ไว้ คือ นายพิสุทธิ์  เหมาะประสิทธิ์ ต่อมาให้รุ่นลูก คือ นายสุรศักดิ์  เหมาะประสิทธิ์ เปิดร้านขายหินอ่อนสำหรับก่อสร้างและตกแต่งบ้าน ชื่อร้าน “ช้างม่อยหินอ่อน”

นายพิสุทธิ์  เหมาะประสิทธิ์ แต่งงานกับนางเกียว  เหมาะประสิทธิ์ มีธุรกิจหลายอย่างในจังหวัดอุตรดิตถ์ เช่น โรงเลื่อยจักร พ.วานิช , เหมืองแร่หินอ่อน , โรงโม่ที่อำเภอทองแสนขัน , ธุรกิจโรงภาพยนตร์ศรีอุตรดิตถ์ , ธุรกิจรถประจำทาง , โรงแรม พ.วานิช   เป็นต้น

รุ่นลูกที่มาประกอบธุรกิจและงานช่วยหลือสังคมในเมืองเชียงใหม่ คือ นายสุรศักดิ์   เหมาะประสิทธิ์ ปัจจุบันอายุ ๗๐ ปี บุตรชายคนที่ ๕ ในจำนวน ๗ คนของนายพิสุทธิ์และนางเกียว  เหมาะประสิทธิ์  หลังจากจบชั้นมัธยมปีที่ ๘ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๕ จากโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัยแล้ว ได้กลับไปช่วยงานธุรกิจครอบครัวที่จังหวัดอุตรดิตถ์ ขณะนั้นได้รับสัมปทานทำไม้พื้นที่เหนือเขื่อนสิริกิตติ์ ทำธุรกิจโรงงานน้ำตาล ทำไร่อ้อย รับเหมาก่อสร้างในนามบริษัท พ.วานิช ต่อมาหลังปี พ.ศ.๒๕๒๐ เล็กน้อยได้มาทำธุรกิจด้านจำหน่ายหินอ่อน หินอุตสาหกรรมสำหรับการก่อสร้าง และทำธุรกิจที่ดินที่เชียงใหม่ โดยเปิดร้านจำหน่ายหินอ่อนและหินอุตสาหกรรมที่ถนนช้างม่อย ใช้ชื่อว่า “ร้านช้างม่อยหินอ่อน” ต่อมาเลิกกิจการและให้เจ้าของร้านตนานุวัฒน์เช่า

นอกจากนี้นายสุรศักดิ์  เหมาะประสิทธิ์ได้ช่วยเหลือสังคมโดยทำหน้าที่ผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนเชียงใหม่รวม๑๕ ปี , เป็นประธานผู้พิพากษาสมทบของจังหวัดเชียงใหม่ , เป็นที่ปรึกษาพิเศษรองนายกรัฐมนตรี(พล.อ.ยุทธศักดิ์  ศศิประภา) เป็นต้น

ด้านครอบครัวแต่งงานกับนางแน่งน้อย  สกุลเดิม โตวิชัย บุตรหญิงของนายวีระและนางจินเอง  โตวิชัย มีบุตรหญิง ๑ คน คือ นางเพ็ญธิดา  วรสุภาพ(แต่งงานกับนายยงยศ  วรสุภาพ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลภาค ๕)

ถัดไปเป็นร้านเซ็นทรัลอะไหล่ จำหน่ายอุปกรณ์วิทยุโทรทัศน์เครื่องเสียง

เปิดกิจการเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๓ เจ้าของ คือ นายวิชิต  จงรักษ์สัตย์ ครอบครัวเดิมรุ่นพ่อแม่ มีกิจการร้านตัดเสื้อผ้า ชื่อ “ร้านมีศิลป์เทเลอร์” อยู่ถนนท่าแพข้างธนาคารกรุงไทย  รุ่นพ่อแม่ คือนายกิมจั๊ว  แซ่จุง เป็นจีนแคะมีความรู้และฝีมือทางตัดเย็บเสื้อผ้า แต่งงานกับนางถนอม เช่าห้องเปิดร้านตัดเย็บผ้าที่ถนนท่าแพ สมัยที่เสื้อผ้าสำเร็จรูปยังไม่นิยม  ร้านมีศิลป์เทเลอร์ได้รับความเชื่อถือด้านฝีมือการตัดเย็บโดยเฉพาะยุคที่กางเกงทรงมอสได้รับความนิยม สั่งตัดเช้ารับได้ตอนเย็นเพราะมีลูกจ้างถึง ๔๐ คน นอกจากนี้ว่ากันว่ากางเกงที่ตัดจากร้านมีศิลป์เทเลอร์สามารถนำไปจำนำได้ราคาดี  ต่อมาเมื่อมีโรงงานทอผ้าและผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปมาจำหน่ายทำให้ร้านมีศิลป์เทเลอร์มีลูกค้าน้อยลงและต้องปิดกิจการ  บริเวณร้านเปลี่ยนเป็นขายเครื่องใช้ไฟฟ้า ใช้ชื่อว่า “ร้านมีศิลป์การไฟฟ้า” มอบให้รุ่นลูกบริหาร

นายกิมจั๊วและนางถนอม  มีบุตรธิดารวม ๗ คน คือ

๑.นายวิสิทธิ์  จงรักษ์สัตย์ มีกิจการโรงงานผลิตเส้นก๋วยเตี๋ยวชื่อ โรงงานอริยผล

๒.นายวิสุตร  จงรักษ์สัตย์ ดูแลกิจการร้านมีศิลป์การไฟฟ้า ถนนท่าแพ

๓.นายวิชัย  จงรักษ์สัตย์ มีกิจการร้านเซ็นทรัลซัพพลายส์ ถนนช้างม่อย

๔.นายวิชิต  จงรักษ์สัตย์ มีกิจการร้านเซ็นทรัลอะไหล่

๕.ดร.วิภา  จงรักษ์สัตย์ อาจารย์สอนมหาวิทยาลัยพายัพ

๖.พร.วิไล  จงรักษ์สัตย์ อาจารย์สอนมหาวิทยาลัยพายัพ

๗.ดร.วิริยา  จงรักษ์สัตย์ อาจารย์สอนคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ถัดไปเป็นร้านปรีดาอาหลั่ยยนต์ เจ้าของ คือ นายธีระพงศ์  เจียระนัยปรีดา เดิมเป็นชาวกรุงเทพฯ โยกย้ายมาอยู่เมืองเชียงใหม่ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๑๘ เรื่อยมา ครั้งแรกเช่าห้องแถวอยู่บริเวณร้านเจียรนัยซักแห้ง ใกล้หน้าวัดหนองคำ ต่อมามาซื้อตึกแถวด้านข้างธนาคารทหารไทย ส่วนภรรยา คือ นางพิมพ์จันทร์ เดิมเป็นชาวอำเภอฝาง รุ่นลูกรวม ๔ คน

ถัดไปคือธนาคารทหารไทย สาขาช้างม่อย ในอดีตคือ “ร้านช้างม่อยกาแฟ” ตระกูล “ตุวพลางกูร”

เป็นร้านก๋วยเตี๋ยวเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงของเมืองเชียงใหม่

น่าแปลกอยู่เหมือนกันที่ใช้ชื่อว่า ช้างม่อยกาแฟ แทนที่จะใช้ช้างม่อยก๋วยเตี๋ยว หรือ ก๋วยเตี๋ยวช้างม่อย

เหตุเพราะสมัยเริ่มต้นร้านใหม่ๆ ขายกาแฟควบคู่ไปกับก๋วยเตี๋ยวด้วย และกาแฟได้รับความนิยมมากในขณะนั้น

ย้อนถึงประวัติ “ก๋วยเตี๋ยว”  เป็นภาษาจีน เป็นอาหารจีนที่ไม่ขายตามภัตตาคารจีน  แต่แพร่หลายทั่วไป ผู้ขายก๋วยเตี๋ยวยุคแรกๆ เป็นคนจีนล้วนๆ แม้รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีจะกำหนดนโยบายให้คนไทยหันมาขายก๋วยเตี๋ยวและรณรงค์ให้คนไทยกินก๋วยเตี๋ยว แต่อาจด้วยความยากลำบากในการเตรียมเครื่องปรุงและฝีมือการปรุง ทำให้คนไทยไม่นิยมขายก๋วยเตี๋ยวตามที่รัฐบาลในยุคนั้นมุ่งหวัง แต่การรณรงค์ให้กินก๋วยเตี๋ยวได้ผลมาจนถึงปัจจุบัน

ร้านช้างม่อยกาแฟ  เริ่มเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๙ ล่วงมา  ๕๐  ปีเศษแล้ว โดยคุณปรีชา  แซ่โต๋ว(เสียชีวิตเมื่อต้นปี พ.ศ.๒๕๕๕) ต่อมาเปลี่ยนเป็น “ตุวะพลางกูร”  เดิมครอบครัวมีอาชีพขายผ้าอยู่ที่ตรอกเล่าโจ้ว  ต่อมาแต่งงานกับแม่มานี  แซ่นิ้ม  ชาวบ้านช้างม่อย  หลังจากแต่งงานกันได้มาอยู่กับครอบครัวทางภรรยาและเริ่มขายก๋วยเตี๋ยว

โดยสร้างเป็นเพิงเล็กๆที่หน้าบ้านของภรรยาริมถนนช้างม่อยที่ถนนช้างม่อยขายก๋วยเตี๋ยวและกาแฟในเวลาเดียวกัน  ร้านเดิมดังกล่าวอยู่บริเวณธนาคารทหารไทย สาขาถนนช้างม่อยในปัจจุบัน

ยุคนั้นเป็นยุคที่นิยมทานกาแฟร้อนเป็นอาหารเช้า รวมกับขนมปังปิ้งและไข่ลวก  และเนื่องจากร้านตั้งอยู่ถนนช้างม่อย  คุณปรีชา จึงตั้งชื่อว่า “ร้านช้างม่อยกาแฟ”  ก๋วยเตี๋ยวชามละ ๑ บาท ถึง ๑ บาท ๕๐ สตางค์

ด้านนางมานี  ตุวพลางกูร ภรรยาของนายปรีชา ตุวพลางกูร เล่าว่า “เตี่ยและแม่เคยค้าขายผ้าอยู่ที่ตรอกเล่าโจ้ว เตี่ยชื่อ นายเอ่งเหยียง  แซ่นิ้ม แม่ชื่อนางก๋วน เตี่ยมาจากเมืองจีน  ต่อมาครอบครัวโยกย้ายไปอยู่อำเภอเมืองลำพูนระยะหนึ่ง หลังจากนั้นแม่(นางก๋วน) มาซื้อที่ตรงถนนช้างม่อยไว้ประมาณ ๒๐๐ ตารางวาและย้ายมาพักอาศัย ขณะนั้นเตี่ยและแม่อายุมากแล้ว  ป้า(นางมานี)อายุประมาณ ๑๘ ปี เหตุผลที่โยกย้ายมาเนื่องจากพี่สาวคนโตแต่งงานและย้ายมาอยู่เชียงใหม่ ครอบครัวจึงย้ายกันมาทั้งหมด.

       พ.ต.อ.อนุ   เนินหาด ผกก.สภ.แม่แจ่ม