หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านถนนช้างม่อย(๓๐)

Author by 9/11/12No Comments »

ย่านถนนช้างม่อย(๓๐)

ร้านเฟอร์นิเจอร์ร้านหนึ่งก่อนถึงสะพานแม่ข่า คือ “ร้านพรภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์”

ครอบครัวนี้ดั้งเดิมโยกย้ายมาจากภาคกลาง คือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

เริ่มจากคุณยายชื่อ ยายเปลี่ยน ปัญจสังข์และอากง(ตา)ชื่อ บุญเฮง  แซ่ตั้ง(หรือนายซิน  แซ่โค้วตรวจสอบข้อมูลใหม่) ย้ายครอบครัวมาจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สมัยก่อนเล่าว่ามาทางแพ

แป๊ะอินทร์ เป็นชาวจีนที่อพยพมาจากประเทศจีน มาค้าขายอยู่ที่ย่านวัดเกต สกุลเดิม คือ “ซิ้มกิมฮั่วเซ้ง” ในร้านขายของสารพัดอย่าง เช่น สีย้อมผ้า เป็นต้น มักซื้อจากเรือที่มาขึ้นท่าวัดเกต และนำจำหน่ายให้พ่อค้าต่างอำเภอที่มาซื้อไปขายต่อ

ส่วนคุณละไม  เป็นหม่อมของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพร้อมพงศ์อธิราช อดีตอธิบดีกรมศุลกากร ใช้นามสกุล สนิทวงศ์

เนื่องจากแป๊ะอินทร์และแม่จีบไม่มีบุตรธิดา หลังจากแม่จีบเสียชีวิตแล้ว แป๊ะอินทร์ ได้ขายบ้านที่ย่านวัดเกต  และขายห้องแถวของตนเองที่ใกล้วัดแขก ข้างตลาดวโรรส  นำเงินมาแบ่งปันให้หลานและเมื่ออายุ ๘๐ ปีเศษ ย้ายมาอยู่กับหลานที่ชื่อ นางคำตุ้ย ที่ร้านถนนช้างม่อย จนเสียชีวิตประมาณ ปี พ.ศ.๒๔๙๖(นางสมพร  ลักษณ์ศิริ ,สัมภาษณ์)

ยายเปลี่ยน ปัญจสังข์และอากง(ตา)ชื่อ บุญเฮง  แซ่ตั้ง(หรือนายซิน  แซ่โค้ว)มีบุตรธิดา ๓ คน คือ นางคำตุ้ย , นายภิญโญ  ปัญจะสังฆ์(รับราชการเป็นอาจารย์อยู่จังหวัดลำปาง) และน.ส.ทองสุข  ปัญจะสังฆ์

ต่อมานายบุญเฮง เสียชีวิต ยายเปลี่ยนต้องทำมาหากินเลี้ยงลูกทั้ง ๓ คน         เรื่อยมา

ประมาณปี พ.ศ.๒๔๗๙ ยายเปลี่ยน และแม่คำตุ้ยมาซื้อบ้านที่ถนนช้างม่อย รวม ๓ แปลง แต่ละแปลงมีบ้านปลูกสร้างอยู่แล้ว ราคาขณะนั้น ๑,๒๐๐ บาท คือ แปลงที่เป็นร้านขายเฟอร์นิเจอร์ในปัจจุบันแปลงหนึ่ง ด้านหลังแปลงหนึ่งและด้านข้างอีกแปลงหนึ่ง

ซื้อและโยกย้ายครอบครัวอยู่ ขณะนั้นแม่คำตุ้ย แต่งงานกับนายชิน  แซ่โค้ว แล้ว รุ่นลูก ๔ คน คือ

๑.นางสมจิต ตียาภรณ์ แต่งงานแล้วแยกไปอยู่กับครอบครัวสามี ชื่อ นิวัติ  ตียาพันธุ์ มีร้านอยู่ที่ตลาดวโรรส ถนนวิชยานนท์ ชื่อร้านเตียจี๊เซ้ง ต่อมาเปลี่ยนกรรมสิทธิ์เป็นร้านเชียงใหม่ใจดี  นายนิวัติเป็นน้องของแม่อาจารย์ดวงจันทร์ อาภาวัชรุตม์ เจ้าของร้านซิงกวง ที่อยู่หน้าตลาดวโรรส

๒. นางสมพร ลักษณ์ศิริ

๓. นายสมพงษ์ ปัญจะสังฆ์ เปิดร้านขายเฟอร์นิเจอร์ชื่อร้าน พงษ์ภัณฑ์ ใกล้ร้านตนานุวัฒน์ ต้นถนนช้างม่อย

๔. น.ส.สมคิด ปัญจะสังฆ์

คุณสมพร  ลักษณ์ศิริ อายุ ๗๙ ปี(เกิดปี พ.ศ.๒๔๗๖) เล่าเกี่ยวกับย่านช้างม่อยว่า

“ป้าเกิดที่บ้านเช่าริมน้ำปิง ตอนอายุ ๓ ขวบ ครอบครัวโยกย้ายมาอยู่ช้างม่อย คนเก่าๆ บอกว่าสมัยก่อนละแวกนี้เป็นหนองน้ำ ชื่อ หนองคำ เป็นที่ทิ้งขยะของคนในกาดหลวง ต่อมาจึงพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัย เมื่อซื้อแล้วได้ย้ายครอบครัวมาอยู่ที่นี่ พักอาศัยอยู่บ้านแปลงด้านหลัง เป็นบ้านไม้ ส่วนด้านหน้าติดถนนเป็นกระต๊อบ มีคนมาขอเช่าทำรางน้ำสังกะสี

“สมัยเด็กเข้าเรียนโรงเรียนเรยีนาเชลี ส่วนใหญ่ลูกคนจีนในตลาดเรียนโรงเรียน      เรยีนากัน หากพี่น้อง ๓ คนเข้าเรียนจ่ายค่าเทอมเพียง ๒ คน พี่น้องไปเรียนกัน ๓ คน ไปโรงเรียนมีรถสามล้อมาคอยรับส่ง จำได้ว่าขณะนั้นสะพานแม่ข่าใกล้บ้านกำลังสร้างเป็นสะพานคอนกรีต มีไม้พาดให้เดินข้ามชั่วคราว รถสามล้อจอดฝั่งโน้นต้องมาจูงมือข้ามสะพานไม้ไปขึ้นรถสามล้อ

“ตอนเด็กจำได้ว่าญาติคนหนึ่งศักดิ์เป็นคุณตา เป็นญาติผู้น้องของหม่อมละไม ชื่อ พญาจันธุรกิจสุเทพ บุคลิกที่จำได้ง่ายคือ ไว้หนวดเฟิ้ม ทำงานกับเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าหลวงเชียงใหม่ ทำหน้าที่ด้านเอกสาร นอกจากนี้ช่วงที่ครูบาศรีวิชัยสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ พญาจันฯ ได้ร่วมสร้างด้วย มีภาพถ่ายรวมตอนที่สร้างถนนเสร็จ ภรรยาของพญาจันฯ ชื่อ ยายบัวผัน มีลูกหลายคน มีบ้านอยู่บ้านพวกครกทางไปอำเภอสันกำแพง เป็นคนใจคอกว้าง เป็นที่นับถือของชาวบ้านทั่วไป

“เมื่อโยกย้ายมาอยู่บ้านที่ถนนช้างม่อย แม่มีอาชีพเย็บเสื้อผ้าอยู่ที่บ้าน ส่วนพ่อ(นายชิน แซ่โค้ว)ค้าขายเสื้อผ้า โดยจะรวบรวมเสื้อผ้า บรรทุกรถโดยสารคอกหมูไปขายส่งตามอำเภอต่างๆ ที่จังหวัดเชียงราย  เดือนหนึ่งพ่อจะอยู่บ้านประมาณ ๕ วัน จะเดินทางไปขายเสื้อผ้า เสื้อผ้าที่ขายเป็นเสื้อผ้าที่แม่ตัดเย็บ ส่วนหนึ่งจ้างเขาตัดเย็บ แต่ละแบบทำเป็นโหล วางแยกเป็นสีๆ การตัดเย็บเสื้อผ้าและค้าเสื้อผ้านี้ทำก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒(ก่อน พ.ศ.๒๔๘๔) ระหว่างสงครามการค้าขายไม่ดี พ่อต้องเก็บรวมกองไว้

“หลังสงคราม(พ.ศ.๒๔๘๘ เรื่อยมา) เราเริ่มค้าขายที่ตลาดวโรรส คือ พี่สาว ชื่อ สมจิต ชอบค้าขาย แม่ไปเซ้งห้องและแผงขายของที่ตลาดวโรรสและให้พี่สมจิต นำเครื่องบวชและเสื้อผ้าไปวางขาย เครื่องบวชจำพวกผ้าไตรจีวรซึ่งเราตัดเย็บเอง แม่ตัดเย็บและย้อม มีลูกจ้างอยู่คนสองคนช่วย ต่อมาเมื่อป้า(สมพร) จบจากโรงเรียนเรยีนาฯ ก็มาช่วยแม่ค้าขายที่บ้าน

“ต่อมาเพิ่มสินค้ามาขายที่บ้าน จำพวกหม้อน้ำคนโทดินเผาพื้นเมือง ขณะนั้นขายดี คนกรุงเทพฯเมื่อมาเที่ยวเชียงใหม่มักจะซื้อไปเป็นของที่ระลึกเป็นสิ่งแปลกของคนกรุงเทพฯ ช่วงเทศกาลสงกรานต์ขายดี มาก ขายถึงเที่ยงคืนกว่าจะปิดร้านได้  ขณะนั้นอายุประมาณ ๒๐-๒๒ ปี(ประมาณ พ.ศ.๒๔๙๖)

“ปี ๒๕๑๒ จึงรื้อบ้านและสร้างเป็นตึก

“ใกล้บ้านที่ฐานะดี คือ แม่ขิ่น สามีชื่อ พ่อเลี้ยงหนานเฮือน(อุ่นเรือน)  ยุตบุตร เป็นเจ้าของรถบรรทุก สรช. รุ่นลูก คือ ทองศรี , บัวชุม , บุญทอง , บุญธรรม เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีลูกสาวคนเล็กอีกคน

“ที่เป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน คือ บัวชุม สมัยก่อนหัดรถจักรยานด้วยกันที่ถนนช้างม่อย สมัยนั้นต้องตื่นเช้า ช่วยแม่หุงข้าวเตรียมให้ยายตัดบาตรหน้าบ้าน อายุประมาณ ๑๒ ปี(ประมาณปี พ.ศ.๒๔๘๘) รถจักรยานกำลังนิยมกัน ทำงานเสร็จก็หัดขี่จักรยานกับบัวชุม ตอนเช้าถนนโล่งไม่มีรถ ตี ๔ ตี ๕ พระจันทร์ข้างขึ้นสว่างพอ หัดขี่จักรยานจนคล่อง สมัยนั้นไฟฟ้าที่ถนนยังไม่มี สามล้อต้องมีตะเกียงน้ำมันก๊าดติดสองข้าง พอค่ำคนขี่รถสามล้อจะพากันมาซื้อน้ำมันก๊าดที่บ้านเรา คุณยายสั่งน้ำมันก๊าดมาขายด้วย

“บริเวณสหพานิช เป็นบ้านแม่คำแปง หน้าบ้านสร้างห้องแถวชั้นเดียวให้เช่า แม่คำแปงมีบ้านอยู่ด้านใน ต่อมาลูกสาวคนหนึ่งแต่งงานกับเจ้าไชยณรงค์  ณ เชียงใหม่ ต่อมารื้อห้องแถวและสร้างตึกทำโรงแรม ตอนนั้นป้าออกจากโรงเรียนแล้ว ที่คนละแวกนี้ตื่นเต้นกันมากคือ มีดาราชื่อดังมาพักที่โรงแรมไชยณรงค์แห่งนี้  มองจากหน้าบ้านก็เห็น จำชื่อไม่ได้แล้ว”

ด้านครอบครัวคุณป้าสมพร แต่งงานกับ นายประสิทธิ์  ลักษณ์ศิริ  ครอบครัวของสามีค้าขายอยู่ตรอกข่วงเมรุ ชื่อร้านลี้กือหลี อาชีพทำขนมเปียะ ในตรอกข่วงเมรุมีร้านทำขนมเปียะขาย ๒ ร้าน นอกจากร้านลี้กือหลีแล้ว ยังมีร้านเหม่งแซตึ้งอีกด้านหนึ่ง นอกจากทำขนมเปียะแล้วยังขายยาอีกด้วย

“ก่อนแต่งงานไม่รู้จักกันมาก่อน ไม่เคยเห็นหน้า ญาติผู้ใหญ่ติดต่อทาบทามกันเอง เป็นแนวทางปฏิบัติของครอบครัวคนจีน ขณะนั้นป้ายังไม่อยากแต่งงานเพราะเห็นว่าอยู่บ้านค้าขาย ช่วยดูแลแม่ ดูแลยายก็ดีอยู่แล้ว ไม่ได้เที่ยวเตร่หรือรู้จักกันผู้ชายอื่น แรกๆ ก็ปฏิเสธไม่แต่งงานทำให้แม่ไม่พอใจ แม่ประท้วงด้วยการไม่กินยา ตอนนั้นแม่ร่างกายอ่อนแอเป็นโรคหัวใจโต ระหว่างนั้นคืนหนึ่งนอนหลับฝันไปว่าแม่เสียใจมากที่ป้าไม่แต่งงานและเสียชีวิต ร้องไห้รู้สึกเสียใจมาก ตื่นขึ้นรู้ว่าเป็นความฝันก็ดีใจ คิดได้ว่าเราแต่งงานก็จะดี แม่จะไม่เสียใจจึงยอมแต่งงาน  คนสมัยก่อนฟังแต่พ่อแม่ ไม่เคยได้เที่ยวเตร่ ไปตลาดก็เพียงนำเสื้อผ้าไปส่งขายที่ร้านแล้วก็รีบกลับ ไม่เคยเถียงพ่อแม่ กลัวบาป รู้เพียงว่าเถียงพ่อเถียงแม่ไม่ดี ซึ่งต่างกับเด็กในสมัยนี้ขอเถียง ขอแย้งไว้ก่อน หลังจากแต่งงานแล้วสามีย้ายมาอยู่ด้วย ซึ่งต่างจากครอบครัวคนจีนทั่วไป คือ ต้องแต่งออก คือ ฝ่ายหญิงย้ายไปอยู่กับครอบครัวฝ่ายชาย  แต่บ้านป้าต้องดูแลแม่ ดูแลยาย จึงขอมาช่วยงาน ส่วนบ้านสามีผู้ชายมีหลายคนแล้ว”

นางสมพร และนายประสิทธิ์ ลักษณ์ศิริ มีบุตรธิดารวม ๕ คน คือ

๑.นายไกรศรี  ลักษณ์ศิริ

๒.นายไกรวุฒิ  ลักษณ์ศิริ

๓.น.ส.อรุณรัตน์  ลักษณ์ศิริ

๔.น.ส.ดารารัตน์ ลักษณ์ศิริ

๕.อาจารย์ไกรสร  ลักษณ์ศิริ สอนมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่.