หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านถนนช้างม่อย(๓๑)

Author by 2/08/13No Comments »

ก่อนถึงลำน้ำแม่ข่า มีวัดสำคัญ คือวัดหนองคำ ตั้งชื่อตามหนองน้ำที่อยู่บริเวณนี้ที่ชื่อ หนองคำ

จากแผนที่เมืองเชียงใหม่สมัยรัชกาลที่ ๕ หนองคำมีพื้นที่กว้าง พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ด้านเหนือของวัด(ด้านหลังวัด)และเป็นแนวมาทางข้างวัดด้านตะวันออกติดกำแพงเมืองชั้นนอก เรื่อยมาถึงหน้าวัดอีกส่วนหนึ่ง

หนองคำแห่งนี้ มีข้อสันนิษฐานว่าได้ขุดดินเพื่อนำมาเผาเป็นก้อนอิฐและก่อเป็นกำแพงเมืองชั้นนอก เช่นเดียวกับหนองน้ำบริเวณอื่นๆ ที่อยู่ใกล้กำแพงเมือง

สมัยเมื่อเกือบ ๑๐๐ ปีก่อนมีบ้านชาวบ้านไม่กี่หลังในละแวกนี้ หน้าวัดมีน้อยติ๊บ หลวงจงรักษ์ บ้านหนานปุง หนานหมา น้อยลม เป็นต้น โดยเฉพาะส่วนที่ติดกับลำน้ำแม่ข่าไม่มีบ้านชาวบ้าน คงมีสภาพเป็นป่ารก จากหนองน้ำเลยมาทางตะวันออกเป็นกำแพงเมืองชั้นนอก ถัดลงจากกำแพงเมืองที่ลาดต่ำสู่ลำน้ำแม่ข่าจากแผนที่ดังกล่าวปรากฏวัดหนองคำสร้างไว้แล้ว ต่อมาเมื่อบ้านเมืองเจริญขึ้น จึงมีการมาจับจองพื้นที่อยู่อาศัย ที่ต่ำบริเวณหนองคำก็ถมให้สูงขึ้น  ส่วนที่สูงบริเวณกำแพงเมืองก็ปรับให้ต่ำลง บริเวณกำแพงเมืองจึงถูกปรับให้ต่ำลงและสร้างเป็นถนนให้ผู้คนสัญจร ใช้ชื่อว่า “ถนนสิทธิวงศ์”

จากหนังสือประวัติวัดหนองคำ(พ.ศ.๒๕๕๔) มีข้อมูลว่า ตามประวัติเป็นวัดเก่าแก่ ไม่ปรากฏปีที่สร้างแน่นอน เดิมชื่อว่า วัดช้างม่อย  ดังเอกสารลงวันที่ ๑๕ มีนาคม ร.ศ.๑๒๐(พ.ศ.๒๔๔๕) เจ้าพระยาวิชิตวงศ์วุฒิไกร มีหนังสือกราบทูลพระเจ้าน้องยาเธอกรมขุนสมมติอมรพันธุ์ทราบฝ่าพระบาทว่า เจ้าราชวงศ์ ว่าราชการแทนเจ้าผู้ปกคองนครเชียงใหม่ มีโทรเลข ๒ มีนาคมว่า หม่องปิด ชาวพม่าที่ศรัทธาสร้างอุโบสถวัดช้างม่อย บ้านประตูช้างม่อย แขวงเมืองเชียงใหม่ ขอผูกพัทธสีมา กว้าง ๑๐ วา ยาว ๑๐ วา(อ้างจากกองจดหมายเหตุแห่งชาติ)

จากการสำรวจและจดบันทึกชื่อวัดและนิกายสงฆ์ในเชียงใหม่ พ.ศ.๒๔๕๐ มีจำนวน ๑๘ นิกาย แตกต่างกันตามกลุ่มชาติพันธุ์ นิกายเชียงใหม่เป็นวัดของชาวเชียงใหม่ มีประเพณีธรรมเนียมการปฏิบัติตามอย่างสงฆ์เชียงใหม่ นิกายม่านเป็นของชาวพม่า เป็นต้น  รายชื่ออารามในนครพิงค์เชียงใหม่ รายชื่อนี้คัดจากต้นฉบับเดิมเป็นหนังสือเมือง(อักษรล้านนา) เขียนเมื่อจุลศักราช ๑๒๖๔ หรือ พ.ศ.๒๔๕๐ บางวัดก็ร้างไปนานแล้ว บางวัดก็มีสภาพดังเดิมหรือเจริญขึ้นกว่าเดิม ข้อความมีดังนี้

วัดที่อยู่ในกำแพงเวียง ๑๐๐ วัดพอดี และวัดเวียงชั้นมี ๕๑ วัด ในจำนวนนั้นมีวัดช้างม่อยปรากฏอยู่ด้วย(แต่ไม่มีชื่อวัดหนองคำ จึงสันนิฐานได้ว่าวัดช้างม่อยในอดีต คือ วัดหนองคำในปัจจุบัน และมีการสำรวจวัดในเชียงใหม่ยังมีพระสงฆ์อยู่ ๗๑ วัด เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๔ ในจำนวน ๗๑ วัดนั้น วัดหนองคำปรากฏอยู่ด้วย)

ประวัติวัดหนองคำอีกส่วนหนึ่งระบุว่าสร้างเมื่อปี พ.ศ.๒๓๔๐  ชื่อวัดหนองคำมาจากในสมัยก่อนบริเวณเขตของวัดหนองคำเป็นป่าค่อนข้างรกและทึบ และมีหนองน้ำขนาดใหญ่เยื้องไปทางทิศเหนือด้านหลังวัด  หนองน้ำแห่งนี้มีความกว้างประมาณเท่าสนามฟุตบอลและมีความลึกพอสมควร มีการเล่าขานกันมาว่า ใต้ก้นบึงหรือในหนองน้ำมีทองคำอยู่ และทางวัดก็อาศัยน้ำจากหนองน้ำแห่งนี้ใช้ประโยชน์ ด้วยเหตุนี้จึงเรียกวัดนี้ว่า วัดหนองคำ

วัดหนองคำสร้างโดยชาวปะโอ หรืออีกชื่อหนึ่งคือชาวต่องสู้เป็นนชนกลุ่มน้อยในพม่าที่มาอยู่ในเชียงใหม่ มักมีอาชีพทำป่าไม้ ชาวปะโอได้ชื่อว่าศรัทธาและเคร่งครัดในพระพุทธศาสนามาก ได้อดีตได้รวบรวมเงินปรับปรุงพื้นที่บริเวณหนองคำซึ่งเป็นที่ลุ่ม และร่วมกันสร้างวัดขึ้น

วัดหนองคำแห่งนี้มีการบูรณปฏิสังขรณ์หลายครั้ง ปี พ.ศ.๒๔๕๒ มีคณะศรัทธา คือ จองจารินตะ(นายจรินทร์) , จองนันตา(นายนันตา)และคณะ ได้สร้างกุฏิสงห์เป็นตึกชั้นเดียวจำนวน ๙ หลัง อยู่ทางทิศใต้ด้านหน้าของวัดขณะนั้นเรียกว่า ศาลา ๙ ห้อง สำหรับให้พระภิกษุสามเณรพักอาศัย(จอง หมายถึง วัด จองตะก๊า หมายถึงผู้อุปถัมภ์วัด เป็นภาษาปะโอ)

ปี พ.ศ.๒๔๗๐ เจ้าอาวาสในขณะนั้นและคณะศรัทธานำโดย จองจีงนะ(นายจีงนะ) ได้บูรณะปฏิสังขรณ์วัดหนองคำครั้งใหญ่

ปี พ.ศ.๒๔๗๑ บูรณะวัดโดยคณะศรัทธานายจองจิ่งนะและนางจองบัว

ปีพ.ศ.๒๔๘๒ วัดหนองคำว่างจากเจ้าอาวาสระยะหนึ่ง คณะศรัทธาได้นิมนต์พระอาจารย์สว่างหรือพระธัมมปาละ จากลำปางมาดูแลวัดและได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสต่อมา สมัยนั้นได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอาคาร เสนาสนะหลายอย่าง และเปลี่ยนประเพณีธรรมเนียมการปฏิบัติตามอย่างสงฆ์นิกายม่าน(พม่า)ด้วย โดยพระอาจารย์สว่าง มีเชื้อสายปะโอ ได้บวชเรียนศึกษาตามแนวทางนิกายม่าน วัดหนองคำจึงเรียกขานกันว่า วัดหนองคำ(พม่า)เรื่อยมา  ต่อมาเจ้าอาวาสต่อๆ มาคงยึดแนวทางเดิมมาตลอด

ปี พ.ศ.๒๕๒๑ วัดหนองคำว่างเจ้าอาวาสอีกครั้ง คณะศรัทธานำโดยพ่อสล่ามอง อินทารักษ์และพ่อบุญยืน ได้นิมนต์พระอาจารย์ทังโถ ฐานธัมโม จากวัดจองแป้นหรือวัดจองออก อำเภอฝาง มาดูแลวัดและได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดหนองคำ

ปี พ.ศ.๒๕๓๐ พระอาจารย์ทังโถ ได้นำคณะศรัทธาปรับปรุงวัดหนองคำ ซ่อมวิหาร เจดีย์โบสถ์และอื่นๆ ถึงปี พ.ศ.๒๕๔๕ ได้มรณภาพลง

พระอาจารย์ปัญญา ปิยธัมโม รักษาการเจ้าอาวาส และเป็นเจ้าอาวาสต่อมา เน้นการส่งเสริมศึกษาเล่าเรียนของพระภิกษุสามเณรในวัด ต่อมากลางปี พ.ศ.๒๕๕๔ ได้มรณภาพลง

ศรัทธาหลักของวัด คือ พ่อจองนันตา(อู๋) วงศ์อนันต์ คหบดี ได้สร้างพระวิหาร บรูณะเสนาสนะอื่น ถวายไว้เป็นสมบัติพระพุทธศาสนาสิ้นค่าก่อสร้าง ๔๕,๐๐๐ บาท ประชาชนให้เกียรติ ใช้คำนำหน้าว่า พ่อตะก่าจองนันตา(อู๋) วงศ์อนันต์ (ประวัติวัดหนองคำ,๒๕๕๔)

บริเวณหน้าวัดสร้างเป็นตึกแถวให้เช่า

ด้านข้างวัดหนองคำ ด้านทิศตะวันออกมีพื้นที่ติดกำแพงเมืองด้านนอกที่ปัจจุบันเรียกว่ากำแพงดิน  ต่อมาก่อนปี พ.ศ.๒๕๐๐ มีการปรับกำแพงเมืองด้านนอกที่เป็นทางเดินอยู่เดิมขยายเป็นถนนตั้งชื่อว่า ถนนสิทธิวงศ์  นอกจากนี้ถัดจากถนนสิทธิวงศ์มาทางวัดหนองคำมีพื้นที่ว่างแคบๆ ชาวบ้านได้ตั้งบ้านเรือนอยู่อาศัยมานาน

ด้านหลังวัดหนองคำ ยังคงเป็นที่ลาดต่ำ หน้าฝนมักมีน้ำท่วมขัง ชาวบ้านส่วนหนึ่งได้เข้าไปสร้างบ้านเรือนอยู่อาศัย

“ถนนสิทธิวงศ์” เคยเป็นกำแพงเมืองชั้นนอก(มักไม่ใช้คำว่ากำแพงดินเนื่องจากกำแพงส่วนใหญ่ก่อสร้างด้วยอิฐ)ที่เริ่มต้นจากข้างวัดชัยศรีภูมิ  ต่อมามีการปรับเป็นทางเดินและปรับเป็นถนน ตั้งชื่อว่าถนนสิทธิวงศ์ ด้านตะวันออกของถนนสิทธิวงศ์ เป็นคลองแม่ข่า ส่วนด้านตะวันตกเป็นที่ลุ่มลาดลงและเป็นหนองน้ำ ไล่มาจากด้านทิศเหนือเรียกว่าหนองหล่ม ถัดไปทางทิศใต้เรียกหนองคำ ซึ่งอยู่บริเวณหลังวัดหนองคำ

ถนนสิทธิวงศ์ด้านเหนือ ละแวกย่านต้นโพธิ์ สมัยหนึ่งเคยเป็น บ้านสาว

บริเวณนี้มีต้นโพธิ์ใหญ่อยู่ต้นหนึ่งเจริญเติบโตอยู่ริมถนนสิทธิวงศ์ติดลำน้ำแม่ข่าช่วงเวลาหนึ่งใกล้บริเวณนี้เคยมีหญิงบริการทางเพศ ชาวเมืองเชียงใหม่เรียกย่านนี้ว่า “ย่านต้นโพธิ์”

ปรากฏการณ์ทางสังคมเรื่องนี้เริ่มตั้งแต่หลังปี พ.ศ.๒๕๐๐ มาเล็กน้อย บริเวณที่เคยเงียบสงบแห่งนี้ เริ่มมีผู้มาเช่าบ้านและห้องแถว เปิดให้บริการทางเพศ  ว่ากันว่าส่วนหนึ่งขยายกิจการมาจากย่านกำแพงดิน ที่อยู่เลยมาทางด้านทิศใต้ที่มีบ้านบริการทางเพศอยู่ก่อนแล้ว

หญิงวัย ๔๗ ปีคนหนึ่งอยู่ถนนสิทธิวงศ์ในซอยใกล้สะพานแม่ข่าให้ความเห็นเรื่องบ้านสาวย่านนี้ว่าเริ่มตั้งแต่วัยเด็กแล้วที่เริ่มมีบ้านสาว ผลกระทบที่เห็นชัดคือ ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านย่านนี้ในเชิงลบ คือทำให้มีขโมยมากขึ้น มีคนร้ายวิ่งราวทรัพย์

“ก่อนหน้านี้ด้านใกล้สะพานแม่ข่า ถนนสิทธิวงศ์ที่ปัจจุบันเป็นตึกแถวและโรงพิมพ์ เคยเป็นที่โล่ง มีต้นไมยราพยักษ์ มีน้ำบ่อเราไปตักมาใช้ได้ ต่อมามีการสร้างตึกแถว และครอบครัวหนึ่ง คือ ผู้กำกับธานี  วีระเดชะ ย้ายมาอยู่ ฝั่งด้านเหนือเป็นบ้านเดิมของจ่ามา เป็นตำรวจจราจร ส่วนโรงแรมชาวเพชรมีมาตั้งแต่เด็กแล้ว เป็นตึกสภาพเก่า เห็นมาตั้งแต่เด็ก ละแวกนี้ไม่มีบ้านสาวเป็นบ้านชาวบ้านที่อยู่เดิมละแวกนี้  นอกจากนี้แล้วก็มีร้านอาหาร ร้านเสริมสวย เปิดบริการให้หญิงที่มาขายบริการ บ้านสาวมักอยู่ด้านทิศเหนือ”.

.ต.อ.อนุ  เนินหาด ผกก.สภ.แม่แจ่ม