หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านถนนช้างม่อย(๓๗)

Author by 2/08/13No Comments »

ติดสะพานแม่ข่า ถนนช้างม่อย ปัจจุบันคืออาคารบริษัทจรัลธุรกิจและร้านปืนจรัล ก่อนหน้านี้เป็นร้านทำฟันและถ่ายรูป ชื่อ ร้านเต้กหมัน เจ้าของคือ นายเต้กหมัน แซ่จัง

นายเต้กหมัน แต่งงานกับนางบัวผัด มีบุตร ๑ คน คือ นายเจง  แซ่จัง ต่อมาแต่งงานกับนางนาง บุตรธิดา ๒ คน คนหนึ่งคือ อาจารย์ไพศาล  จันเตยูร อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับร้านเต้กหมันว่า

“พ่อผิดหวังกับโกเจง(บุตรชาย) มาก จนล้มป่วย เส้นเลือดในสมองแตกและเป็นอัมพาต และต่อมาเสียชีวิตลง ขณะนั้นผมอายุประมาณ ๑๑ ปี(ประมาณปี พ.ศ.๒๕๐๒) หลังจากพ่อเสียชีวิตแล้ว นายฟอน ผมเรียกว่าโกฟอน ชื่อจริง คือ อินทร กาญจนวงศ์ ลูกของพี่สาวแม่ดูแลร้านต่อ เราอยู่ที่ตึกเดิมอีกประมาณ ๕ ปี  ต่อมาจำเป็นต้องย้ายออกจากตึกเพราะการสร้างตึกได้กู้เงินจากธนาคารมาสร้าง ธนาคารยึด ครอบครัวย้ายไปเช่าตึกของเจ้าของร้านสิทธิวงศ์ ฝั่งตรงกันข้าม เขาสร้างตึกด้านข้างให้เช่า เราเช่า ๑ ห้องและเปิดร้านเต้กหมันเหมือนเดิม มีโกฟอนดูแลร้าน

“ตรงข้ามร้านผม เป็นบ้านของแม่จันทร์เป็ง ลูกเขย ชื่อหมอวิมล  โนตานนท์ รุ่นลูก คือ แต้ม ติ๊ก ต๊อก แต๊ก เป็นเพื่อนเล่นมาด้วยกัน นอกจากนี้ก็มีลูกหมอถาวร  อนุมานราชธน อยู่คนละฝั่งน้ำแม่ข่า ชื่อ อาจารย์ธนัน  อนุมานราชธน เป็นเพื่อนเล่นกันมาสมัยเด็ก

“ผมจบมงฟอร์ต และไปสอบเข้าคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระหว่างเรียนอยู่ แม่ก็เสียชีวิตลง ผมจบมาเข้ารับราชการเป็นอาจารย์สอนที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จนเกษียณอายุราชการ”

ด้านครอบครัวอาจารย์ไพศาล จันเตยูร สมรสกับนางพรพิสิฏฐ์  เสียมภักดี บุตร ๑ คน คือ นายโอม  จันเตยูร เป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยพายัพ

ต่อมาร้านเต้กหมันกรรมสิทธิ์ตกมาสู่นายห้างปาลชัย  ชวาลาและตั้งเป็นร้านปืนจรัล เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๘

นายห้างปาลชัย  ชวาลา ปัจจุบันอายุ ๖๘ ปี เป็นบุตรคนสุดท้องในจำนวน ๕ คนของนายมาฮันซิงห์เกิดที่กรุงเทพฯ ต่อมาอายุ ๔ ขวบ ครอบครัวย้ายมาค้าขายที่เชียงใหม่ โดยเช่าห้องพักอาศัยของเถ้าแก่โอ๊วที่ถนนช้างม่อย เยื้องร้านวิศาลบรรณาคาร ครอบครัวประกอบอาชีพค้าขายผ้าโดยมีร้านขายผ้าที่ตรอกข่วงเมรุ ชื่อ “ร้านใจดี” ต่อมาครอบครัวย้ายมาอยู่ที่ร้านใจดี นายห้างปาลชัย เล่าเกี่ยวกับครอบครัวว่า

“ปู่มาค้าขายที่เชียงใหม่ก่อนแล้ว แต่ไปๆ มาๆ ระหว่างเชียงใหม่กับอินเดีย คล้ายกับคนจีนสมัยก่อน คือ ค้าขายนำเงินบางส่วนไปช่วยเหลือครอบครัวเดิม ครอบครัวเดิมอยู่ประเทศอินเดีย ต่อมาแยกเป็นประเทศปากีสถาน

“เมืองเชียงใหม่เริ่มเจริญขึ้นประมาณปี พ.ศ.๒๕๑๐ เป็นต้นมา ก่อนหน้านี้ยังเห็นเกวียนเทียมวัวบรรทุกข้าวมาส่งผ่านตลาดต้นลำไยเวลา ๑ ทุ่ม-๒ ทุ่ม ติดโคมไฟห้อยไว้ด้านท้ายเกวียน ผมเป็นเด็กชอบวิ่งตามและเกาะท้ายเกวียนห้อยโหนไปเป็นที่สนุกสนาน

“ผมจบมัธยมที่โรงเรียนมงฟอร์ต รุ่น ๐๔  เรียนจบแล้วออกมาช่วยพ่อแม่ค้าขายผ้า สมัยนั้นร้านขายผ้าใหญ่ที่สุด คือ ร้านเชียงใหม่สโตร์ของนายห้างโมตีราม ร้านอยู่มุมถนนเยื้องร้านวิศาลบรรณาคารปัจจุบันคือบริเวณร้านทองตั้กเซงฮง ร้านเขามีหลายคูหา นายห้างโมตีรามเป็นคนใจบุญ นับถือศาสนาพราหมณ์และบูชาพระพิฆเนศ ทุกวันอังคารเวลาเย็นจะซื้อกล้วยมาวางที่หน้าร้านแจกชาวบ้านและเด็ก เป็นกล้วยหอม ผมเคยแวะไปรับมากิน นอกจากนี้นายห้างโมตีรามใช้ชีวิตมัธยัสถ์ ไปไหนก็มักขี่รถจักรยานทั้งๆ ที่ฐานะดีมีเงินที่จะซื้อรถยนต์ได้ ขณะนั้นคนมีเงินมักซื้อรถยนต์มาขี่กันแล้ว แต่นายห้างโมตีรามยังขี่จักรยาน  ลูกชายคนหนึ่งชื่อ ชีวัน มักถูกเพื่อนๆ ล้อเรื่องพ่อขี่จักรยานก็อาย เล่าต่อกันมาว่าวันหนึ่งได้แอบนำรถจักรยานของพ่อที่เก่ามากซ่อนไว้ หวังให้พ่อซื้อรถยนต์ใช้ แต่นายห้างโมตีรามตามเจอยังคงขี่จักรยานอยู่เหมือนเดิม เป็นเรื่องเล่าของชาวตลาดในสมัยนั้น

“ผมแยกออกจากครอบครัวเดิมเมื่อพ่อเสียชีวิต แยกตัวออกมาเปิดร้านค้าขายเอง เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๘ มาซื้อตึกของเต็กหมันซึ่งขณะนั้นเต็กหมันเสียชีวิตแล้ว ตึกนี้ให้เช่าขายจักรเย็บผ้า ผมซื้อจากหลายเจ้าของที่รับจำนองไว้ราคา ๑ ล้าน ๗ แสนบาท ตึกเก่าแล้วเป็นแบบโบราณ พื้นกระเบื้องลายดอกไม้ แต่ทรุดโทรมจำเป็นต้องรื้อและสร้างใหม่ใช้เงินไป ๑ ล้านบาทเศษ หลังจากนั้นเปิดร้านขายผ้าชื่อ ห้างรานี และอีกส่วนหนึ่งเปิดร้านขายปืน ชื่อ ปืนจรัล ชื่อจรัลมาจากชื่อของพี่ชายคนโต เป็นการให้เกียรติพี่ชายคนโต  เหตุผลที่ค้าปืนเนื่องจากญาติที่กรุงเทพฯ มีร้านขายปืน จึงแนะนำมา ส่วนชั้นสองเป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัว

“ต่อมาเปลี่ยนจากขายผ้ามาทำรถทัวร์ ขายตั๋วและเป็นที่พักคนโดยสารระหว่างเชียงใหม่-กรุงเทพฯ ประมาณปี พ.ศ.๒๕๒๑-๒๕๒๒ ขณะนั้นบริษัทชาญทัวร์มีชื่อเสียงมากที่ภาคอีสาน ผมรู้จักจึงรับเป็นผู้จัดการที่เชียงใหม่ การลงทุนเกี่ยวกับรถทัวร์เจ้าของเดิมลงทุนเอง ผมเพิ่มจุดขายคือแจกแอปเปิลให้ผู้โดยสารและแจกวิสกี้คนละแก้ว  ต่อมาเจ้าของบริษัททัวร์ขายให้คนอื่นบริหาร  ผมเปลี่ยนมาทำกิจการอินทราทัวร์ ซื้อกิจการของคนอื่นและมีคนอื่นร่วมหุ้นด้วย นำเงินลงทุนซื้อรถทัวร์ ๕ คันๆละ ๓ ล้านบาทเศษ การทำรถทัวร์ปัญหาเยอะ เกิดอุบัติเหตุรถชนคนตาย รถเสียกลางทาง ทำอยู่ประมาณ ๓ ปีก็เลิก เปลี่ยนมาขายตั๋วรถไฟ และปัจจุบันเปลี่ยนมาขายตั๋วเครื่องบิน  ส่วนร้านขายปืนยังคงดำเนินการเรื่อยมา”

ธุรกิจของครอบครัวอีกส่วนหนึ่งคือพัฒนาที่ดิน คือ แอร์พอร์ตอพาตเม้นต์และลาวินคอร์ดหลังห้างกาดสวนแก้ว ด้านครอบครัวนายห้างปาลชัย  สมรสกับนางราวิน บุตรธิดา ๔ คน คือ นางอินทิรา  ศรีกุเรชา , นายพันธ์เทพ  ชวาลา , นายพรเทพ  ชวาลาและนางนาเดีย  ชวาลา

จากบริษัทจรัลธุรกิจข้ามลำน้ำแม่ข่าไป เป็นบริษัทสหพานิช จำกัด

ในอดีตเคยเป็นบ้านของตระกูล “ศิริพันธ์” เจ้าของบ้าน คือนายอินทร์สนและแม่คำแปง  ศิริพันธ์ ตระกูลเดิมอยู่บ้านฮ่อม รุ่นลูกคนหนึ่งคือ นายเซฟ  ศิริพันธ์ อดีตเทศมนตรีเมืองเชียงใหม่หลายสมัย

แม่คำแปง  ศิริพันธ์ เจ้าของบ้านเกิดเมื่อกลางปี พ.ศ.๒๔๓๔ เป็นบุตรหญิงของนายน้อยและนางอ๋อง  เกิดที่บ้านอำเภอเมืองเชียงใหม่ สมรสกับนายอินทร์สน  ศิริพันธ์ บุตรธิดา ๔ คน คือ

๑.นายบุญศรี  ศิริพันธ์

๒.นางอินทร์เถาว์  ณ เชียงใหม่ สมรสกับเจ้าไชยณรงค์ ณ เชียงใหม่ บุตรธิดา ๓ คน คือ ด.ญ.ฉัตรแก้ว  ณ เชียงใหม่(เสียชีวิตวัยเด็ก) , ด.ญ.พันธ์แก้ว  ณ เชียงใหม่(เสียชีวิตวัยเด็ก) และนายจลณงค์  ณ เชียงใหม่

๓.นายเซฟ  ศิริพันธ์ สมรสกับนางวศิน  ศิริพันธ์(สกุลเดิมตันสุหัส) บุตรหญิง ๒ คน คือ นางวสิฐิ  คุณเขต(สมรสกับนายโกษา คุณเขต) , นางศุวศา  กานตวณิชกุล(สมรสกับนายแพทย์ชรินทร์  กานตวณิชกุล)

๔.นายแพทย์จำรูญ  ศิริพันธ์ สมรสกับแพทย์หญิงฉวีวรรณ  ศิริพันธ์(สกุลเดิม เชียงพิทยาการ) บุตร คือ นายธนา  ศิริพันธ์

แม่คำแปง ได้ชื่อว่าใจบุญอย่างยิ่งชอบทำบุญถือศีล พระรูปหนึ่งที่แม่คำปันร่วมทำบุญด้วยเสมอ คือ เณรหน้อย หรือ ครูบาหน้อย ปัจจุบันคือครูบาบุญชุ่ม  ทาแกง สมัยที่เป็นเณรหน้อย พำนักอยู่ที่วัดบ้านด้าย อำเภอเชียงแสน แม่คำแปงจะไปร่วมทำบุญอยู่เสมอแม้อายุจะมากถึง ๙๐ ปีเศษแล้วก็ตาม จนเรียกกันติดปากว่า “แม่ออกเฒ่า” ของครูบาหน้อย  การทำบุญครั้งหลังสุดของแม่คำแปง คือ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๗ ถวายผ้าป่าที่วัดลอยเคราะห์ ในนามสามเณรบุญชุ่ม  ทาแกง และสิ่งที่คาดหวังไว้คือได้มีโอกาสร่วมอุปสมบทครูบาบุญชุ่มซึ่งจะครบในปี พ.ศ.๒๕๒๘ แต่แม่คำแปงได้เสียชีวิตเสียก่อนเมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๗ อายุ ๙๔ ปี  แม้ไม่ได้ร่วมงานบุญอุปสมบทครูบาบุญชุ่มแต่บุญกุศลที่สั่งสมไว้มากมายย่อมส่งผลในด้านที่ดีตามหลักพระพุทธศาสนาอย่างแน่นอน (หนังสืองานศพนางคำแปง  ศิริพันธ์,๒๕๒๗)

บ้านของแม่คำแปง เคยทำกิจการโรงสีข้าว ชาวบ้านช้างม่อยมักนำข้าวเปลือกมาสีที่โรงสีบ้านแม่คำแปงทั้งสิ้น เป็นยุคที่เปลี่ยนแปลงจากการใช้มองตำข้าวเปลือกเพื่อให้เป็นข้าวสารสำหรับหุง เปลี่ยนมาเป็นใช้เครื่องจักรที่เรียกว่า โรงสีข้าว แทน

โรงสีข้าวแม่คำแปง ดำเนินการหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ คือ ประมาณปี พ.ศ.๒๔๘๙

คนช้างม่อยรุ่นเก่าให้ข้อมูลว่า บ้านช้างม่อยสมัยก่อน มีประมาณ ๑๕–๒๐ ครอบครัว อาชีพหลักที่เป็นรายได้ของบ้านช้างม่อย คือ ทำขนมจีนและตีเหล็ก แต่ละบ้านมักมีนาข้าวเป็นของตัวเอง  ส่วนหนึ่งนาอยู่แถวประตูก้อมมักจ้างชาวบ้านทำนาแทนและแบ่งข้าวมาใส่ยุ้งไว้กิน  สมัยแรกๆ  ใช้ตำข้าวเปลือกเป็นข้าวสาร  ต่อมาเมื่อสงครามโลกเลิกใหม่ๆ  มีโรงสีของเจ้าไชยณรงค์  อยู่ใกล้สะพานแม่ข่า ถนนช้างม่อย เป็นร้านสหพานิชในปัจจุบัน  เป็นบ้านของแม่ภรรยาของเจ้าไชยณรงค์   แต่ละบ้านก็จะนำข้าวมาสีที่นี่.

 พ.ต.อ.อนุ  เนิดหาด

ผกก.สภ.แม่แจ่ม