หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านถนนช้างม่อย(๓๘)

Author by 2/08/13No Comments »

บริษัทสหพานิช จำกัด ติดสะพานแม่ข่า เคยเป็นบ้านของแม่คำแปง  ศิริพันธ์

คราวหนึ่งเคยมีกิจการโรงสีข้าว ช้าวบ้านช้างม่อยมักนำข้าวเปลือกมาสีที่โรงสีแม่คำแปง

โรงสีข้าวแม่คำแปง ดำเนินการหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ คือ ประมาณปี พ.ศ.๒๔๘๙

คนช้างม่อยรุ่นเก่าให้ข้อมูลว่า บ้านช้างม่อยสมัยก่อน มีประมาณ ๑๕–๒๐ ครอบครัว อาชีพหลักที่เป็นรายได้ของบ้านช้างม่อย คือ ทำขนมจีนและตีเหล็ก แต่ละบ้านมักมีนาข้าวเป็นของตัวเอง  ส่วนหนึ่งนาอยู่แถวประตูก้อมมักจ้างชาวบ้านทำนาแทนและแบ่งข้าวมาใส่ยุ้งไว้กิน  สมัยแรกๆ  ใช้ตำข้าวเปลือกเป็นข้าวสาร  ต่อมาเมื่อสงครามโลกเลิกใหม่ๆ  มีโรงสีของเจ้าไชยณรงค์  อยู่ใกล้สะพานแม่ข่า ถนนช้างม่อย เป็นร้านสหพานิชในปัจจุบัน  เป็นบ้านของแม่ภรรยาของเจ้าไชยณรงค์   แต่ละบ้านก็จะนำข้าวมาสีที่นี่ ช่วงค่ำจะหาบข้าวเปลือกไปสี ประมาณ ๒ ชั่วโมง จึงไปรับข้าวสาร ไม่เสียค่าจ้างสี  แต่ต้องซื้อรำจากที่นี่ ราคาถังละ ๑ บาท นำไปเลี้ยงหมูสมัยนั้นแต่ละบ้านเลี้ยงหมูกันทุกบ้าน  ต่อมาโรงสีข้าวเลิก เจ้าไชยณรงค์เปลี่ยนมาทำเป็นโรงแรม ชื่อโรงแรมไชยณรงค์

ลูกเขยของบ้านนี้ คือ เจ้าไชยณรงค์  ณ เชียงใหม่ลงทุนสร้างเป็นโรงแรมไชยณรงค์ ว่ากันว่าเป็นโรงแรมที่สวยและทันสมัยมากในช่วงเวลานั้น

ด้านธุรกิจโรงแรมในเมืองเชียงใหม่นั้น คนเก่าๆ เล่าว่าเกิดขึ้นหลังจากรถไฟจากกรุงเทพฯ มาถึงเมืองเชียงใหม่แล้วไม่นาน ก่อนหน้านี้คนมาจากจังหวัดอื่นมักพักค้างคืนที่บ้านญาติพี่น้องหรือคนรู้จักกัน ในระยะแรกที่มีการตั้งโรงแรมใหม่ๆ หากสอบถามว่าพักที่ไหน ตอบว่าพักโรงแรม คนถามจะมองด้วยสายตาดูแคลนเหมือนคนไร้ญาติขาดมิตร  แต่ปัจจุบันค่านิยมเปลี่ยนแปลงไป

รถไฟเดิมนั้นมาถึงแค่จังหวัดลำปาง ต่อมามีการตัดทางรถไฟผ่านถ้ำขุนตาลมาถึงเมืองเชียงใหม่ในปี พ.ศ.๒๔๖๔

เมื่อรถไฟมาถึงเมืองเชียงใหม่ ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นหลายประการ  ประการสำคัญ คือ ด้านการขนส่งที่รวดเร็วยิ่งขึ้น จากเดิมที่มีการขนส่งสินค้าทางเรือเปลี่ยนมาเป็นขนส่งทางรถไฟ  ส่งผลให้ย่านการค้าเปลี่ยนจากย่านวัดเกตการามเป็นย่านถนนเจริญเมือง โดยเฉพาะย่านสันป่าข่อยที่อยู่ใกล้สถานีรถไฟเชียงใหม่

นอกจากนี้ด้านการเดินทางของผู้คนทั้งจากกรุงเทพฯและจังหวัดอื่น มีการเดินทางมายังเมืองเชียงใหม่มากยิ่งขึ้น

ยุคนี้เองที่เริ่มต้นมีการลงทุนด้าน “โรงแรม” เพื่อรองรับความต้องการด้านที่พักของผู้คน

ต่อมาปี พ.ศ.๒๕๑๐ รัฐบาลมีนโยบายให้จังหวัดเชียงใหม่เป็นเมืองท่องเที่ยวรองจากกรุงเทพฯ ส่งผลให้มีนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น  ตระกูลใหญ่ๆในเชียงใหม่จึงเริ่มลงทุนสร้างโรงแรมรองรับนักท่องเที่ยว เช่น โรงแรมรินคำ โดยตระกูลนิมมานเหมินท์และชุติมา , โรงแรมสุริวงศ์ โดยตระกูล ณ เชียงใหม่ เป็นต้น

โรงแรมยุคแรกๆ ของเมืองเชียงใหม่  น่าจะเป็นโรงแรมรถไฟที่อยู่ตรงข้ามกับสถานีรถไฟ ยุคต่อมามีการปรับปรุงหลายครั้ง จนเลิกกิจการไปในที่สุด

โรงแรมเก่ารุ่นต่อมา หลายคนเห็นว่าน่าจะเป็นโรงแรมไท้เผ็ง อาคารปูนกึ่งไม้ที่ถนนวิชยานนท์ ตรงข้ามกับโรงพยาบาลเทศบาลนครเชียงใหม่สมัยที่เรียกว่า “สุขศาลา” พื้นที่บริเวณนี้เป็นของตระกูล “กิติบุตร” แบ่งให้เช่ามีประมาณ ๕ ห้อง ผู้เช่าทำโรงแรมเป็นคนจีนจากกรุงเทพฯ ต่อมาสัญญาเช่าหมดก็เลิกกิจการไป ปัจจุบันเป็นบริเวณห้างสรรพสินค้าวรวัฒน์

ผู้เข้าพักโรงแรมเหล่านี้มักเป็นพ่อค้าจากต่างจังหวัดหรือต่างอำเภอที่มาค้าขายในเมืองเชียงใหม่  ดังเช่นพ่อค้าจากอำเภอพร้าวรายหนึ่งที่นำสุกรนับสิบตัวใส่แพไม้ล่องมาขึ้นที่บริเวณหน้าเทศบาลนครเชียงใหม่ก็มักเข้าพักที่โรงแรมไท้เผ็งแห่งนี้ ด้านล่างเป็นร้านอาหารและมีที่ทำขนมปัง

กิจการโรงแรมมักอยู่ใกล้กับย่านตลาด โดยเฉพาะตลาดต้นลำไยและตลาดวโรรส

บริเวณตลาดต้นลำไย มีโรงแรมตลาดต้นลำไย อยู่ในซอยเข้าตลาดข้างร้านเซเว่นอีเลฟเว่นในปัจจุบัน ที่ตลาดวโรรสมีโรงแรมอ้อมอารีย์ เลิกกิจการเมื่อเกิดเพลิงไหม้ใหญ่ในปี พ.ศ.๒๕๑๑

โรงแรมไชยณรงค์  เจ้าของ คือ  เจ้าไชยณรงค์  ณ เชียงใหม่ อดีต ส.ส.จังหวัดเชียงใหม่ และเป็นพี่ชายของเจ้าไชยสุริวงศ์  ณ เชียงใหม่

เจ้าไชยณรงค์  ณ เชียงใหม่ เป็นบุตรของ พ.ต.อ.เจ้าไชยสงคราม(สมพมิตร  ณ เชียงใหม่) กับแม่คำใส  พ.ต.อ.เจ้าไชยสงคราม(สมพมิตร  ณ เชียงใหม่) นี้เดิมเป็นองครักษ์ของเจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ ต่อมาเป็นองครักษ์ของเจ้าแก้วนวรัฐและพระราชชายาเจ้าดารารัศมี  เคยเป็นผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย  ในช่วงที่รัชกาลที่ ๗ เสด็จประพาสเมืองเชียงใหม่ในปี พ.ศ.๒๔๖๙  พ.ต.อ.เจ้าไชยสงคราม ทำหน้าที่ที่สำคัญอย่างยิ่ง คือ ควบคุมขบวนช้างในขบวนเสด็จและเป็นควาญช้างพระที่นั่งอีกด้วย

พ.ต.อ.เจ้าไชยสงคราม(สมพมิตร  ณ เชียงใหม่) มีบุตรรวม ๔ คน คือ

๑. เจ้าไชยมงคล  ณ เชียงใหม่

๒. เจ้าไชยณรงค์  ณ เชียงใหม่

๓. เจ้าไชยสุริวงศ์  ณ เชียงใหม่

๔. เจ้าไชยชนะ  ณ เชียงใหม่

เจ้าไชยณรงค์  ณ เชียงใหม่ ศึกษาที่โรงเรียนมหาดเล็กหลวง ที่ถนนห้วยแก้ว ต่อมาเมื่อโรงเรียนเลิกกิจการได้ย้ายไปเรียนโรงเรียนเซ็นต์คาเบรียลที่กรุงเทพฯโดยได้รับพระราชทานทุนจากรัชกาลที่ ๗  พักที่บ้านของเจ้าเทพ  บูรณพิมพ์ หลังจากนั้นสอบเข้าเรียนแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรียนได้แค่ปี ๒ เปลี่ยนมาเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์  จบมาแล้วเริ่มทำร้านอาหารที่มุมอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ชื่อ ร้านไชยณรงค์ เมื่อเลิกกิจการจึงกลับมาอยู่เชียงใหม่

ด้านครอบครัวสมรสกับแม่อินเถา  ศิริพันธ์ บุตรสาวของนายอินสนและแม่คำแปง  ศิริพันธ์ ตระกูลเดิมอยู่บ้านฮ่อม พี่สาวของแม่อินเถา คือนายเซฟ  ศิริพันธ์ อดีตเทศมนตรีเมืองเชียงใหม่หลายสมัย เจ้าไชยณรงค์  ณ เชียงใหม่ ได้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่(ส.ส.) สังกัดพรรคของจอมพล ป.พิบูลสงคราม และได้รับเลือกเป็น ส.ส.เชียงใหม่ (เจ้าไชยสุริวงศ์  ณ เชียงใหม่,สัมภาษณ์)

เจ้าไชยณรงค์  ณ เชียงใหม่ ได้รับเลือกเป็น ส.ส.ในปี พ.ศ.๒๔๙๕  ได้รับเลือกร่วมกับนายพิรุณ  อินทราวุธ , นายสงวน  ศิริสว่างและนายเมธ  รัตนประสิทธิ์ หลังจากได้รับเลือกเป็น ส.ส.แล้วจึงลงทุนสร้างโรงแรมในบริเวณบ้านของภรรยาซึ่งมีบริเวณกว้าง โรงแรมไชยณรงค์ถือว่าทันสมัยที่สุดในสมัยนั้น ชั้นล่างเป็นห้องอาหารและมีวงดนตรีบรรเลง ต่อมากิจการไม่ประสบความสำเร็จจึงเลิกกิจการและขายให้กับตระกูล “ศักดาทร” ในเครือบริษัทนิยมพานิชและสหพานิช ปัจจุบันเป็นบริษัทสหพานิชจำกัด

ถัดมาเป็นตึกแถวอาคารพาณิชย์ บริเวณนี้เป็นพื้นที่ว่างเป็นที่ราชพัสดุ เคยมีบ้านพักราชการเป็นบ้านไม้สภาพเก่าอยู่หลังหนึ่ง โดยรอบเป็นมีหญ้าขึ้นรก ต่อมานางมัณฑนา ลี้ตระกูล เจ้าของบริษัทมัทนาพาณิชย์จำกัด เช่าจากราชการและสร้างตึกแถวให้เช่า มีประมาณ ๒๐ ห้อง

ติดกับที่ราชพัสดุมาทางตะวันออกเคยเป็นโรงแรม ชื่อ โรงแรมกำธร

เป็นอาคารไม้สองชั้น ชั้นบนแบ่งเป็นห้องพัก ชั้นล่างเป็นห้องอาหาร

เจ้าของ คือ นายกิมไล  แซ่นิ้ม ต่อมาสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม บังคับให้ชาวจีนเปลี่ยนชื่อและนามสกุล จึงเปลี่ยนชื่อเป็น นายกำธร  นิมานันท์  โดยเป็นบุตรของนายเซ่งโหก  แซ่นิ้มและแม่เฒ่าวันดี มีพี่น้อง ๕ คน คือ นางเป๊า (แต่งงานกับนายกอ แซ่โต๋ว บุตรธิดา ๒ คน คือ นางบัวตองและนายทวีศิลป์) ,นายบุญมี , นายกิ่มซิ้ว ,นายกิมสูน และนายกิมไล(กำธร)

นายกำธร ก่อนหน้านี้เคยมีร้านขายกระจกอยู่ที่ตลาดต้นลำไย ต่อมาย้ายไปเปิดร้านที่หน้าวัดอุปคุต ถนนท่าแพ หลังจากนั้นมาซื้อที่และสร้างบ้านอยู่ถนนช้างม่อยแห่งนี้และเปิดเป็นร้านขายปืน ชื่อ “ร้าน ปืนกำธร”  เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ในปี พ.ศ.๒๔๘๔  ร้านปืนถูกสั่งปิดขณะนั้นมีพ่อค้าชาวญี่ปุ่นมาขอเช่าร้านขายของจึงให้เช่า ย้ายครอบครัวมาเช่าบ้านอยู่ถนนราชวงศ์  หลังจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ ๒ มีผู้มาเช่าทำโรงแรม ใช้ชื่อว่า โรงแรมกำธร ส่วนนายกำธรและครอบครัวไปสร้างบ้านอยู่ด้านหลังสถานกงสุลอเมริกา

นายกำธรแต่งงานกับนางเง็กเน้ย  แซ่โต๋ว มีบุตรหญิงคือ นางนิภา นิมานันท์ แต่งงานกับนายทวีสิน  ตุวานนท์ บุตรชายคนหนึ่ง คือ ดร.นิพนธ์  ตุวานนท์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ช่วงที่ทางเทศบาลนครเชียงใหม่ตัดถนนจากถนนท่าแพผ่านข้างวัดแสนฝางตรงมาทะลุถนนช้างม่อยและเชื่อมต่อกับถนนราชวงศ์ ได้เวนคืนบริเวณโรงแรมกำธรไปเป็นส่วนหนึ่งของถนนสายนี้(นางซิวเฮียง  โจลานันท์,สัมภาษณ์).

พ.ต.อ.อนุ  เนิดหาด

ผกก.สภ.แม่แจ่ม