หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านถนนช้างม่อย(๔๐)

Author by 2/08/13No Comments »

ที่ถนนช้างม่อย ก่อนถึงแยกถนนราชวงศ์ มีตึกสองชั้นเก่า ปัจจุบันเป็นร้านตั้งล่งฮวด ในอดีตเป็นบ้านของนายเลียบ  วสุวัต อาชีพทนายความ

รุ่นพ่อของนายเลียบ คือ นายจีน  วสุวัต โยกย้ายจากกรุงเทพฯมาอยู่ที่เชียงใหม่ ฐานะร่ำรวย ตั้งบ้านหลังใหญ่ที่ถนนราชวงศ์ บริเวณโรงแรมนิวมิตรภาพในปัจจุบัน

รุ่นหลานคนหนึ่ง คือ นายชลอ วสุวัต   เคยเล่าว่า “เกิดที่บ้านที่ถนนราชวงศ์ เป็นบ้านแบบโบราณ ขณะอายุประมาณ ๕ ขวบ ทวด คือ นายจีน ก็เสียชีวิตที่บ้านหลังนี้  ผมเข้าเรียนมงฟอร์ตและไปต่อที่ช่างกลปทุมวัน จนแม่เสียชีวิตผมได้กรรมสิทธิ์ที่บริเวณใกล้แยกป่าแพ่ง ,ที่นาบริเวณแม่เหียะประมาณ ๒๐ ไร่ และที่ดินข้างวัดพันแหวน บริเวณนี้แบ่งกัน ๔ ส่วน คือ ส่วนของผม ส่วนของหลวงประเสริฐ ส่วนของนายเลียบ อาชีพทนายความ ภรรยาชื่อ เวก และตกแก่รุ่นลูกชื่อ วิสิษฐ์  ส่วนที่สี่ของนายเชย ยกให้ลูกสาว ชื่อ ผ่องศรี  ที่ดินส่วนหนึ่งที่เป็นของนางช่อชลูด คือ บริเวณในคูเมืองใกล้แจ่งหัวลิน ที่เป็นที่ว่างอยู่ในปัจจุบัน กรรมสิทธิ์เป็นของนายณัฐพร”

บ้านตึกของนายเลียบ แห่งนี้ รุ่นลูกเล่าว่าสร้างประมาณปี พ.ศ.๒๔๖๕ อายุประมาณ ๙๐ ปี เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ปี พ.ศ.๒๔๘๔ ทหารญี่ปุ่นได้มาขอเช่าตึกนี้เพื่อใช้เป็นสโมสรนายทหาร ครอบครัวองนายเลียบ ย้ายไปอยู่บ้านที่สร้างไว้ด้านหลัง ต่อมาย้ายไปอยู่บ้านที่วังสิงห์คำแต่เนื่องจากอยู่ใกล้ที่ตั้งปืนต่อสู้ทางอากาศของทหารไทยอยู่ตั้งอยู่เกาะกลางแม่น้ำปิงจึงย้ายไปอยู่ที่โรงเรียนเกตรแม่โจ้ซึ่งบุตรสาวคือ สวาท สอนอยู่ หลังสงครามโลกได้ย้ายครอบครัวมาอยู่บ้านเช่นเดิม(คุณวิศิษฐ์  วสุวัต,สัมภาษณ์)

ตามประวัตินายเลียบ  วสุวัต เป็นบุตรของนายจีน วสุวัตและนางเกษ  วสุวัต นายเลียบ เกิดที่จังหวัดนครศรีธรรมราช พี่น้อง ๒ คน คือ

๑.นายเลียบ  วสุวัต         ๒.พลจัตวาหลวงประเสริฐศัสตราวุธ(ลาภ  วสุวัต)                นอกจากนี้ยังมีพี่น้องต่างมารดา(บิดาคือ นายจีน มีภรรยาหลายคน) ๗ คน คือ

๑.นางเชื้อ  วสุวัต                    ๒.นายเชย  วสุวัต

๓.นายชั้น  วสุวัต           ๔.นายสนิท  วสุวัต

๕.นางวิจิตร  สุวรรณหลง ๖.นายประดิษฐ์  วสุวัต  ๗.นางประจวบพร  สมชนะ

นายเลียบ หลังจากแต่งงานแล้วได้แยกครอบครัวจากบ้านพ่อแม่ที่ถนนราชวงศ์ มาสร้างบ้านตึกอยู่ถนนช้างม่อย เดิมต้องการให้บุตรธิดาใช้เป็นสถานที่ค้าขายรถจักรยาน อะไหล่จักรยานจึงสร้างเป็นอาคารตึกสองชั้น ชั้นล่างใช้วางสินค้าขาย ส่วนชั้นบนเป็นที่อยู่อาศัย แต่ต่อมารุ่นลูกมักชอบเรียนหนังสือจึงไม่ได้ค้าขาย จึงได้เปลี่ยนเป็นสำนักงานทนายความ รับว่าความ

วัยเด็กนายเลียบ วสุวัต เข้าศึกษาที่โรงเรียนคุ้มหลวง ต่อมาเรียกว่าโรงเรียนตัวอย่างและได้รับพระราชทานนามต่อมาว่า โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย การเรียนได้ชื่อว่าเรียนดีเยี่ยม เมื่ออายุ๑๖ ปีได้ทำหน้าที่เป็นครูสอนนักเรียน เคยเป็นครูใหญ่โรงเรียนสันป่าข่อย เคยเป็นครูโรงเรียนวัดพันเตา เคยเป็นครูใหญ่โรงเรียนวัดพระสิงห์และเคยเป็นผู้ช่วยครูใหญ่โรงเรียนยุพราชวิทยาลัยอีกด้วย

ต่อมานายเลียบ ได้เข้าเรียนวิชากฎหมายที่กรุงเทพฯจนสำเร็จเมื่อปี พ.ศ.๒๔๕๐ และประกอบอาชีพทนายความที่กรุงเทพฯ ระยะหนึ่ง ต่อมาจึงกลับมาอยู่ที่เชียงใหม่เรื่อยมา

ด้านครอบครัว นายเลียบ  วสุวัต แต่งงานกับนางเวก บุตรธิดา ๑๒ คน คือ

๑.นางสาวถนอม  วสุวัต เสียชีวิตขณะอยู่ในวัยรุ่นด้วยโรคหัวใจ

๒.นายสวัสดิ์  วสุวัต เป็นครูสอนดนตรีขิมและร่วมเล่นดนตรีไทยในวงของเจ้าไชยสุริวงศ์ ณ เชียงใหม่

๓.นางศิริลักษณ์  แต่งงานกับนายบุญศรี  วินิจฉัยกุล อาจารย์มหาวิทยาลัยแม่โจ้

๔.คุณหญิงสวาท รัตนวราห  หลังจากจบโรงเรียนเพาะช่างแล้วศึกษาต่อจบคณะครุศาสตร์และอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รับราชการอดีตผู้อำนวยการโรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ

๕.นางสุมนา คำทอง(แต่งงานกับ ศ.บัวเรศ  คำทอง)

๖.นายสวง  วสุวัต ทำงานหนังสือพิมพ์สยามนิกรรายวันและสยามสมัยรายสัปดาห์

๗.นายสนาน  วสุวัต อาชีพสถาปนิก

๘.นางวนิดา ศิริบุญ อดีต รอง ผอ.รสพ. สมรสกับเรือเอกชะลอ  ศิริบุญ

๙.น.ส.วลี  วสุวัต ทำงานกรมประมวลข่าวกลาง       ๑๐.นายชวลิต  วสุวัต ทำงานธนาคารกรุงเทพฯ

๑๑.นางวรลักษณ์  ตียาภรณ์ (แต่งงานกับอาจารย์สุพจน์  ตียาภรณ์) จบคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รับราชการเป็นอาจารย์คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

๑๒.ร.ต.วิศิษฐ์  วสุวัต ปัจจุบันอายุ ๗๗ ปี จบโรงเรียนมงฟอร์ต หลังจากนั้นศึกษาต่อโรงเรียนเพาะช่างและจบจากมหาวิทยาลัยศิลปากร ทำงานเป็นศิลปินอิสระที่เชียงใหม่ เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งชมรมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยศิลปากรภาคเหนือและศิลปินกลุ่มล้านนา

เมื่อมีบุตร ๓ คนแรก นายเลียบ และครอบครัวย้ายมาอยู่ที่เชียงใหม่ (หนังสืออนุสรณ์งานฌาปนกิจศพนางเวก  วสุวัต,๒๕๑๕)

ส่วนภรรยา คือ นางเวก วสุวัตเป็นชาวกรุงเทพฯ พี่น้อง ๙ คน ได้เสียชีวิตลงเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๕

คุณวรลักษณ์  ตียาภรณ์ บุตรหญิงคนที่ ๑๑ ปัจจุบันอายุ ๘๐ ปี เล่าเกี่ยวกับนายเลียบและบ้านตึกหลังนี้ ว่า

“พ่อ(นายเลียบ) เรียนกฎหมายที่กรุงเทพฯ แต่ปู่ไม่อยากให้เรียน จดหมายไปบอกว่าปู่ป่วยหนักให้กลับเชียงใหม่ พ่อต้องรีบกลับมา สมัยก่อนเดินทางลำบาก รถไฟมาถึงจังหวัดนครสวรรค์เท่านั้น ต้องนั่งเรือต่อมาเชียงใหม่

“พ่อเกิดที่จังหวดนครศรีธรรมราช ปู่รับราชการเก็บอากรส่งหลวง  รุ่นทวดคือ หลวงรัตนราชสมบัติ หน้าที่เก็บอากรส่งหลวง  ปู่(นายจีน  วสุวัต)เดินทางมาเชียงใหม่สมัยรัชกาลที่ ๕  ส่วนพ่อมาโตที่เชียงใหม่ เข้าเรียนที่เชียงใหม่และไปต่อที่กรุงเทพฯ เรียนกฎหมาย

“พ่อเล่าให้ฟังว่า ปู่มาสมัยที่เกิดกบฏเงี้ยว บุกมาถึงลำปาง จะเข้าเชียงใหม่ ครอบครัวปู่ รวมทั้งชาวบ้านอื่นอพยพเข้าไปอยู่ในตัวเมือง ไปอยู่ที่วัดเจดีย์หลวงกัน แต่ปู่ห่วงบ้าน เฝ้าบ้านพร้อมกับทาส ต่อมากบฏถูกทหารปราบลงได้

“พ่อจบกฎหมายและประกอบอาชีพทนายความ รับว่าความ เป็นทนายความชั้นสอง นอกจากนี้ครอบครัวเรามีที่นา มีบ้านให้เช่าเป็นรายได้ สมัยก่อนถนนราชวงศ์ทั้งสองฝั่งส่วนหนึ่งเป็นที่ดินของปู่ บริเวณโรงแรมนิวมิตรภาพเคยเป็นบ้านของปู่ ต่อมาตกเป็นกรรมสิทธิ์ของอาเชื้อ น้องของพ่อ และตกสู่รุ่นลูก คือ ช่อชะลูด

“ที่บ้านตึกของพ่อที่ป้าเกิด(คุณวรลักษณ์) นอกจากตัวอาคารตึกแล้ว บริเวณบ้านมีพื้นที่เป็นสวน ด้านทิศตะวันตกติดคลินิคหมอถาวร ส่วนด้านหลังมีพื้นที่ว่างพ่อปรับเป็นสนามแบดมินตัน ให้ครอบครัวออกกำลังกาย รุ่นลูกจึงเล่นแบดมินตันเก่งกันทุกคน  ด้านตะวันออกติดห้องแถวไม้ บ้านตึกถนนช้างม่อยของครอบครัวเรา หลังจากสิ้นพ่อแม่แล้ว ตกเป็นของพี่สาว เรียนจบมีครอบครัวแยกย้ายกันไปอยู่กรุงเทพฯ ขาดคนดูแลรักษาจึงขายต่อไป

“ส่วนแม่เป็นคนกรุงเทพฯ เป็นแม่บ้าน ลูกถึง ๑๒ คน พ่อบอกว่าเมื่อก่อนหากมียาคุมกำเนิดพวกเอ็งไม่ได้เกิดกันหรอก

“รุ่นลูกที่อยู่กับพ่อแม่คือ ป้า(คุณวรลักษณ์),วิสิษฐ์ น้องชาย และพี่สาว คือพี่          ศิริลักษณ์ เสียชีวิตอายุ ๙๖ ปี คนนี้เสียสละไม่เรียนหนังสือ อยู่บ้านช่วยดูแลพ่อแม่ เสียสละให้น้องเรียนทั้งๆที่เรียนเก่งมาก สอบได้ที่ ๑ ของมณฑลพายัพในสมัยนั้น

“ส่วนน้องชาย คือ วิสิษฐ์ ไปอยู่ในที่ดินของปู่ ใกล้วัดพระยาเม็งราย บริเวณนั้นเป็นที่ของปู่ ต่อมาแบ่งเป็น ๔ แปลงให้พ่อและน้องๆ  พ่อเป็นลูกคนโตได้ ๑ แปลง ต่อมามอบให้วิสิษฐ์ สร้างบ้านอยู่อาศัย ส่วนแปลงอื่นๆ เป็นของอาเชย น้องของพ่อมอบให้ลูกชื่อผ่องศรี อีกแปลงของอาลาภ น้องของพ่อ

“ที่ของปู่อีกแปลงหนึ่งที่เป็นแปลงใหญ่คือ ในคูเมืองริมถนนสิงหราช ตรงข้ามศูนย์คอมพิวเตอร์ช้างเผือก ต่อมาตกเป็นของอาเชื้อ น้องพ่อ

“พ่อทำงานช่วยสังคมขณะนั้น เป็นสภานครเชียงใหม่ เป็นกรรมมาธิการสามัญ เป็นสภาจังหวัดเชียงใหม่ นอกจากนี้พ่อเป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายของเจ้าแก้วนวรัฐและบุตรหลาน เล่าต่อกันมาว่าเมื่อพ่อสร้างบ้านที่ถนนช้างม่อย เจ้าแก้วนวรัฐประทานไม้ซุงให้พ่อส่วนหนึ่งสำหรับสร้างบ้านหลังนี้  งานสาธารณประโยชน์อีกส่วนหนึ่งคือ การสร้างเมรุวัดป่าแพ่ง พ่อสร้างไว้และเมื่อแม่เสียชีวิตได้ใช้เมรุแห่งนี้”

พ.ต.อ.อนุ  เนิดหาด

ผกก.สภ.แม่แจ่ม