หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านถนนช้างม่อย(๔๓)

Author by 2/08/13No Comments »

          โรงหนังศรีนครพิงค์ก่อตั้งเมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๔๘๘ โดยเจ้าไชยสุริวงศ์  ณ เชียงใหม่ เช่าโรงละครเดิมของเจ้าแก้วนวรัฐ มาปรับเป็นโรงภาพยนตร์ ซึ่งได้รับความนิยมมากเพราะอยู่ใกล้ตลาดวโรรสและตลาดต้นลำไย

ต่อมาคุณนายลัดดา  พันธาภา ได้เช่าดำเนินกิจการต่อ

ยุคของโรงหนัง “ศรีนครพิงค์” สิ้นสุดลง เมื่อมีการขายพื้นที่บริเวณโรงหนังให้กับกลุ่มนักธุรกิจ ซื้อโรงหนังสร้างเป็นอาคารพาณิชย์ขายให้ผู้สนใจ

ผู้ที่เป็นหลักในการร่วมกับกลุ่มนักธุรกิจทั้งเชียงใหม่และกรุงเทพฯ ซื้อโรงหนังศรีนครพิงค์จากทายาทของเจ้าราชบุตร คือ คุณเอื้อมพร  โออริยะกุล   ซึ่งเล่าเหตุการณ์ในช่วงนั้นว่า

“พี่มาเช่าตึกแถวด้านหน้าโรงหนังศรีนครพิงค์เปิดเป็นร้านขายยาวัฒนาพรโอสถ ตั้งแต่ ปี พ.ศ.๒๕๐๒ เจ้าของ คือเจ้าราชบุตร(วงศ์ตะวัน  ณ เชียงใหม่)โดยมอบให้นายชู  โอสถาพันธ์ หรือเจ๊กโอ๊ว ก่อสร้างอาคารสองชั้นประมาณ ๓๐ ห้องเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๘   โดยเจ๊กโอ๊วมีสิทธิเก็บผลประโยชน์ในช่วง ๑๐ ปีแรก หลังจากนั้นเป็นสิทธิของเจ้าราชบุตร

“ร้านค้าละแวกนี้ขายดีมากเพราะใกล้โรงหนัง ผู้คนพลุกพล่าน พี่ได้ความกรุณาจากเจ้าราชบุตรเก็บค่าเช่าน้อยกว่าราคาปกติ  ต่อมามีการบอกขายกรรมสิทธิ์บริเวณโรงหนังและตึกแถวใกล้เคียง มีกลุ่มนักธุรกิจที่ดินมาดูกันหลายราย ตอนนั้นเจ้าราชบุตรเสียชีวิตแล้ว พี่สนใจจึงได้พูดคุยกับกลุ่มเพื่อนที่สนิทกันแล้วเดินทางไปพบเจ้าวงศ์จันทร์  คชเสนี ธิดาของเจ้าราชบุตรที่กรุงเทพฯ สอบถามราคา ตกลงราคากันที่ ๓๖ ล้านบาท

“เนื้อที่ ๕ ไร่เศษ รวมทั้งอาคารตึกแถวเดิมริมถนนช้างม่อยและข้างโรงหนังอีกประมาณ ๓๐ ห้อง ซื้อเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๙  หุ้นส่วนรวม ๙ หุ้น คนเชียงใหม่ ๓ หุ้น คนกรุงเทพฯ ๖ หุ้นเป็นเจ้าของบริษัทยาที่ติดต่อกันจนสนิทและไว้ใจกัน ทำสัญญาจ่าย ๔ งวด เงินส่วนหนึ่งนำที่ดินเข้าธนาคารกู้เงินมาจ่าย

“หลังจากนั้นประมาณปี พ.ศ.๒๕๒๕ ได้รื้อโรงหนัง สร้างเป็นตึกแถวอาคารพาณิชย์ขาย”

หลังจากพื้นที่เปลี่ยนกรรมสิทธิ์ในปี พ.ศ.๒๕๑๙ โรงหนัง ศรีนครพิงค์ก็เลิกกิจการ กลายเป็นอาคารพานิชย์ เป็นการปิดฉากโรงหนังที่ชาวเมืองเชียงใหม่คุ้นเคยนับตั้งแต่นั้น

นางเอื้อมพร โออริยะกุล เป็นบุตรสาวของนายจุนเลี้ยง  แซ่โอ๊วและแม่เง็กง้อ  แซ่โอ๊ว ซึ่งอพยพมาจากเมืองจีนมาอยู่เมืองเชียงใหม่ เริ่มต้นด้วยอาชีพขายเมล็ดพันธุ์ผักของบริษัทเจียไต้ ต่อมาย้ายมาเช่าห้องที่ใกล้ประตูตลาดวโรรส เปิดร้านรับจ้างตีทองและขายทอง โดยมีน้องชายของนายจุนเลี้ยงมาช่วยงาน ตั้งชื่อว่า “ร้านโอ่วจุ้นล้ง”

รุ่นลูกรวม ๖ คน คือ

๑.นางวันเพ็ญ  พลินชัยวาณิช กิจการร้านงามอาภรณ์ ตลาดวโรรส

๒.นางเอื้อมพร  โออริยกุล

๓.นางวราภรณ์  โออริยกุล

๔.นายวีรพันธ์  โออริยกุล กิจการร้านวัฒนาพรโอสถ ๒๕๑๒ ที่ตลาดต้นลำไย

๕.นางสาววิลาวรรณ  โออริยกุล

๖.นายจิรศักดิ์  โออริยกุล กิจการร้านช้างม่อยเภสัช

นางเอื้อมพร โออริยกุล เรียนชั้นประถมที่โรงเรียนช่องฟ้า ขณะอยู่ป.๓ ได้ออกมาประกอบอาชีพค้าขายลอตเตอรี่ ขายผลไม้ หลังแต่งงานประกอบอาชีพขายยาและลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์

“พี่ชอบค้าขายมาตั้งแต่เด็ก พอเรียน ป.๓ โรงเรียนช่องฟ้า ขณะนั้นตัวเล็กๆ อ้วน อายุ ๑๑ ปี เห็นเขาขายลอตเตอรี่อยู่ที่ประตูเข้าตลาด ก็ไปสอบถามราคา ได้กำไรเท่าไร ขอมาขายจะได้มั้ย เขาตกลงก็ลองรับมาขาย ขณะนั้นใบละ ๑๐ บาท เสี้ยวละ ๕ บาท รับมา ๙ บาท ๕๐ สตางค์ ใบหนึ่งได้กำไร ๕๐ สตางค์ ไม่ต้องลงทุนเอามาขายก่อนได้ วันแรกลอง ๑๐ ใบ ก็ขายหมด วันที่สอง รับมา ๒๐ ใบ ก็ขายได้หมด  เช้าแต่งตัวไปโรงเรียนช่องฟ้าสมัยนั้นอยู่บริเวณไนท์บาซ่า แวะร้านกาแฟสมัยนั้นอยู่บริเวณธนาคารนครหลวงไทย แยกวัดอุปคุต ขายลอตเตอรี่ เขาคงเห็นว่าเป็นเด็กมักช่วยซื้อ กลับจากโรงเรียนทำการบ้าน ช่วยงานบ้านเสร็จก็ออกไปตระเวนขายหน้าโรงหนัง หน้าโรงหนังศรีพิงค์ โรงหนังศรีวิศาล โรงหนังเวียงพิงค์  ได้กำไรมาก็ฝากคนขายลอตเตอรี่ไว้ เขาไม่โกง ทำบัญชีให้ ได้ประมาณ ๕๐๐ บาท เขาก็ไปบอกแม่เรื่องเราขายลอตเตอรี่ แม่ก็ไม่ว่าอะไร ตอนนั้นขายได้วันละ ๖๐ ใบ กำไร ๓๐ บาท  พอได้กำไรมีเงินก็ไม่อยากเรียนแล้ว อยากค้าขายช่วยพ่อแม่ ตอนนั้นครอบครัวยังยากจน ครูมาตามไปเรียนก็ไม่ไปแม้ทางโรงเรียนบอกว่าหากไม่มีค่าเทอมให้เรียนฟรีก็ได้  พี่ก็ยืนยันว่าไม่เรียน อยากค้าขาย แม่ก็ไม่ว่า  ตามใจเรา ออกจากโรงเรียนมาขายลอตเตอรี่

“ต่อมาเริ่มขายผลไม้  เห็นเขาขายผลไม้อยู่ข้างร้านของแม่ ว่างๆ ก็ไปช่วยเขา เป็นคนชอบซักชอบถามสอบสังเกต เห็นคนมาส่งผลไม้ให้ก็ถามมาจากไหน ส่งราคาเท่าไหร่  ก็มองเห็นกำไร ไปบอกแม่ขอพื้นที่ด้านหน้าร้านเริ่มขายผลไม้ ขายลางสาดกิโล(กรัม)ละ ๒ บาท สั่งทุเรียนจากอุตรดิตถ์มาขาย เดินทางไปติดต่อถึงสวนที่อุตรดิตถ์เลย ตอนนั้นอายุแค่ ๑๔-๑๕ ปี บุคลิกเป็นคนออกแนวบู๊ นั่งรถไฟไปตั้งแต่ตี ๔ ที่อำเภอพิชัย มีพันธุ์กระดุม , กบ , กบตาขาม ส่วนส้มรับจากเมืองน่าน เดินทางไปติดต่อที่น่าน นั่งรถไฟไปลงอำเภอเด่นชัยและนั่งรถแท้กซี่เป็นรถเก๋งคันใหญ่แบบโบราณไป อัดกันแน่น ด้านหน้านั่ง ๕ คนรวมคนขับ บางทีต้องนั่งคร่อมเกียร์ ด้านหลัง ๗ คน ถนนก็ไม่ดี ลำบากก็ต้องทน สั่งส้มมาขาย สั่งมะนาวจากน่านมาขาย มะนาวที่เชียงใหม่แพง ไปซื้อจากน่านมาขาย  ไปเช้ากลับเย็น วันเดียวก็ได้เงินแล้ว บางครั้งทางนี้ลำไยออกก็ส่งไปให้เขา หักกับค่าส้ม หน้าลำไยไปเหมาลำไยที่สวนบ้านหนองช้างคืน ลำพูน ปีแรกขาดทุนเพราะมีนก มีค้างคาวมากินลำไยมาก ปีที่สองต้องไปเฝ้า คอยจุดประทัดไล่ค้างคาว ไปนอน ไปอยู่กับชาวบ้าน ลำไยขายดีบางครั้งพวกตัวแทนขายยาจากกรุงเทพฯ สั่งเป็นเข่งส่งไปฝากเจ้าของร้านค้าที่กรุงเทพฯ ได้กำไรดี  ทุนเข่งละ ๖๐ บาท ขาย ๑๐๐ บาท เข่งหนึ่งหนัก ๒๑ กิโลกรัม แต่ละเดือนมีกำไรให้แม่เดือนละ ๑,๐๐๐ บาท มีกำไรเหลือขณะนั้น ๑๐,๐๐๐-๒๐,๐๐๐ บาท

“ต่อมาครอบครัวเปลี่ยนจากทำทอง ขายทอง มาขายถ้วยชาม จนเกิดเหตุไฟไหม้ตลาดครั้งใหญ่ต้นปี พ.ศ.๒๕๑๑ ก็แยกครอบครัวออกมาเพราะแต่งงาน สามีชื่อ วิวัฒน์  งามอริยกุล เคยรับจ้างอยู่ร้านจิบอังตึ้งและร้านมานะโอสถ แม่เขาขายตือคาโคอยู่ข้างโรงหนังศรีนครพิงค์  เขาแยกไปเช่าห้องเปิดร้านขายยาอยู่ที่ประตูเชียงใหม่ ต่อมาเห็นว่าโอกาสเจริญยากจึงหาที่ใหม่ มีตัวแทนขายยาแนะนำมาด้านหน้าโรงหนังศรีนครพิงค์ ห้องที่เราอยู่ปัจจุบันนี้ ตอนนั้นคนเช่าเดิมย้ายออกไป จึงมาติดต่อกับลูกเถ้าแก่โอ๊วที่มีกรรมสิทธิ์ ชื่อ มงคล เขาคิดค่าแปะเจี๊ยะ ๘๐,๐๐๐ บาท ค่าเช่าเดือนละ ๓๕๐ บาท รวม ๒ ห้อง

“ห้องเหล่านี้เป็นของเจ้าราชบุตร ต่อมาเจ้าราชบุตรเสียชีวิต ตกสู่ลูกหลาน คือ เจ้าวงศ์จันทร์  สามีชื่อคุณปฐม พักอยู่ที่คุ้มเจ้าราชบุตร ตรงข้ามเทศบาลเชียงใหม่ คนละฝั่งแม่น้ำปิง เดิมเถ้าแก่โอ๊วเช่าสร้างอาคารพาณิช สัญญาเช่าหากจำไม่ผิด ๑๒ ปี เมื่อครบแล้วสิทธิเป็นเจ้าของคือ เจ้าวงศ์จันทร์  ตอนนั้นคุ้มหลวงขายให้เถ้าแก่โอ๊วแล้ว พื้นที่คงเหลือบริเวณโรงหนังศรีนครพิงค์และห้องแถวโดยรอบบางส่วน ประมาณ ๔๘ ห้อง เมื่อทราบว่าสัญญากับเถ้าแก่โอ๊วหมด เราต้องการเช่าต่อก็แวะไปคุยกับเจ้าวงศ์จันทร์และคุณปฐม สามี ทางโน้นกำลังมีปัญหาว่าจะให้ลูกเถ้าแก่โอ๊วเช่าเหมาจ่ายต่อหรือไม่ แต่ทำเองคงไม่ทำเพราะเจ้าไม่อยากมาเก็บแต่ละเดือน ก็เลยเสนอตัวที่จะช่วยเรื่องการเก็บค่าเช่าโดยไม่คิดเงินเดือน โดยคำนวณรายได้ให้เห็น ตอนนั้นลูกจ้างที่เก็บเงินของเจ้าวงศ์จันทร์ ชื่อ ลุงหงวนและนายคำ เจ้าวงศ์จันทร์ ได้ลดค่าเช่าให้เราส่วนหนึ่ง เช่าเปิดร้านขายยาชื่อ วัฒนาพรโอสถ นอกจากขายที่ร้านแล้ว เช้าก็ไปเดินตลาดสอบถามแม่ค้าว่าต้องการยาอะไรบ้าง จดแล้วก็กลับมาจัดยา ไปส่งให้ถึงที่  จนปี พ.ศ.๒๕๐๒ ได้ซื้อห้องนี้ไว้เป็นกรรมสิทธิ์”

ต่อมานางเอื้อมพร  ศึกษาเรื่องการพัฒนาที่ดินและค้าขายที่ดิน ทราบว่าพื้นที่โรงหนังศรีนครพิงค์ต้องการขายจึงร่วมหุ้นกับกลุ่มเพื่อนซื้อไว้เป็นกรรมสิทธิ์เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๙ และต่อมาปี พ.ศ.๒๕๒๕ ได้รื้อโรงหนัง สร้างอาคารพาณิชย์ขาย

เมื่อมีการรื้อโรงหนังศรีนครพิงค์สร้างอาคารพาณิชย์ขาย กลุ่มผู้ขายอาหารย่านหน้าโรงหนังต่างแยกย้ายหาทำเลค้าขายต่อไป แต่ยังมีร้านหนึ่งที่ยังคงตั้งร้านเล็กๆ ขายของอยู่เช่นเดิม คือ ร้านกล้วยปิ้งป้านวล

คนรุ่นเก่าที่ทันชมภาพยนตร์ที่โรงหนังศรีนครพิงค์มักต้องคุ้นเคยกับรสชาติกล้วยปิ้งแบบดั้งเดิมของป้านวล

แม้โรงหนังศรีนครพิงค์จะเลิกกิจการไปนานแล้ว แต่ป้านวลยังคงขายกล้วยปิ้งอยู่ละแวกหน้าโรงหนังศรีนครพิงค์เดิม ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนเก่าที่เคยเป็นลูกค้าสมัยมาชมภาพยนตร์.

 พ.ต.อ.อนุ  เนิดหาด
ผกก.สภ.แม่แจ่ม