หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านถนนช้างม่อย(๔๖)

Author by 2/08/13No Comments »

           ธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาช้างม่อย ในอดีตเคยเป็นห้องแถวไม้ ๒ ชั้นรวม ๔ ห้อง คราวหนึ่งมีร้านเสริมสวยมาเช่า ๑ ห้อง ชื่อว่าร้านเสริมสวย บุษกร

หากย้อนไปสัก ๕๐ ปีเศษ ชาวตลาดวโรรสและตลาดต้นลำไย ย่อมรู้จักแฝดสาว ๒ พี่น้องหน้าตาสะสวย นามว่า กิมเฮี้ยและกิมกี  กิมเฮี้ยต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น พรพิมล เรียนด้านการตัดเย็บเสื้อผ้า ส่วนแฝดน้อง กิมกี ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น บุษกร ศึกษาด้านการเสริมสวย

กิมกี ศึกษางานด้านเสริมสวยที่เน้นทำทรงผม แต่งหน้าและทำเล็บจากร้าน “อรทัย” ของพี่สาว(เชงฮวย)ที่ตรอกข่วงเมรุ และพี่สาวส่งเรียนเพิ่มที่กรุงเทพฯ กลับมาช่วยทำงานในร้านอรทัยระยะหนึ่ง จนถึงปี พ.ศ.๒๔๙๙ สมรสกับนายเกษม เทวาดิเทพ ปีถัดมาจึงได้แยกจากร้านของพี่สาวมาเช่าห้องของนางทองปอนด์ ชวชาติอยู่ที่ถนนช้างม่อย ลงทุนเปิดร้านเสริมสวยของตัวเองใช้ชื่อว่า “บุษกร”

นอกจากจะมีลูกค้ามาใช้บริการเสริมความงามที่ร้าน “บุษกร” กันหนาตาแล้ว บางส่วนยังมาขอสมัครเรียนเสริมสวยจากเจ้าของร้านอีกด้วย เมื่อมีผู้มาเรียนมาขึ้นจึงเปิดเป็นโรงเรียนสอนเสริมสวยขึ้นสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ กิจการก้าวหน้าจนต้องซื้อตึกด้านหลังที่ทะลุไปถึงตลาดนวรัฐ

สมัยนั้นโรงเรียนเสริมสวยในเมืองเชียงใหม่นอกจากร้านบุษกรแล้ว ยังมีร้านเกศวรรณ ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น เกศสยาม และอีกร้านหนึ่งคือ ร้านศิริวัฒนา

ข่าวที่เจ้าของร้านเสริมสวย บุษกร เดินทางไปศึกษาต่อด้านการเสริมสวยที่ประเทศญี่ปุ่นเพื่อนำมาพัฒนาร้านเสริมสวยของตนเอง เป็นข่าวใหญ่ที่สตรีเมืองเชียงใหม่เล่าต่อกันและส่งผลต่อชื่อเสียงของร้านบุษกรในเวลาต่อมาไม่น้อย

ค่าเสริมสวยเมื่อประมาณ ปี พ.ศ.๒๕๑๐ ค่าบริการสระ เซ็ตผม คนละ ๑๒ บาท แต่หากไม่มีเงินพออาจมาสมัครรับจ้างเป็นหุ่นให้นักเรียนเรียนทำผมได้ในอัตราวันละ ๗ บาท ได้ทำผมฟรี

ความสำเร็จส่วนหนึ่งของร้านเสริมสวยบุษกร นอกเหนือจากความสามารถของเจ้าของร้านแล้ว ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นด้านปัจจัยสถานที่ตั้งของร้านที่ตั้งอยู่ใกล้ตลาดวโรรสและตลาดต้นลำไย ศูนย์กลางของเมืองเชียงใหม่ยุคหลัง ปี พ.ศ.๒๕๐๐

รุ่นลูกบันทึกเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมของย่านนั้นอย่างมองเห็นภาพได้ว่า

“…ด้านหน้าร้านของแม่ติดถนนช้างม่อย ซึ่งไม่ห่างจากกาดหลวง ตรงหัวมุมกาดหลวง ถนนช้างม่อยตัดกับตรอกข่วงเมรุ จะมีร้านกาแฟอร่อยใต้ถุนโรงแรมอ้อมอารี(โรงแรมตังอา) และใต้ถุนนี้ยังขายเค้กโรล เนื้อหนัก ชุ่มและหวานเจี๊ยบ ชิ้นละ ๒๕ สตางค์ ที่ดิฉันมักจะเดินข้ามถนนไปซื้อทานเมื่อผู้ใหญ่ใจดีให้สตางค์ค่าขนม เมื่อแม่ซื้อตึกราคาราว ๒ แสนบาทเศษเพื่อทำโรงเรียนต่อทะลุออกไปด้านหลังของตึกเช่าสองชั้นที่ช้างม่อยไปเชื่อมกับตลาดนวรัฐหรือกาดเจ๊กโอ้ว ของนายชู และไม่ไกลออกไปคือ กาดลำไย ส่วนอีกฟากหนึ่งใกล้แค่เดินแป๊บเดียวถึง คือ โรงภาพยนตร์ศรีนครพิงค์หรือที่เรียกง่ายๆ ว่าโรงหนังศรีพิงค์ ความที่ใกล้โรงหนังเสียจนทุกรอบที่หนังจะฉาย จะได้ยินเพลงโหมโรงจากโรงหนังดังลั่นมาถึงบ้านเรา และเมื่อหลังเลิกก็จะได้ยินเพลงอีกเพลงหนึ่งสำหรับหนังเลิกหรือเป็นเพลงประกอบหนังเรื่องนั้นๆ เสมอ

“แม้แต่นั่งอยู่บนตึกชั้นที่สอง เมื่อมองจากหน้าต่างลงมาทางด้านตลาดนวรัฐ ด้านหลังบ้าน จะเห็นร้านลาบดิบแบบชาวบ้านอย่างโบราณที่ขายให้ชาวบ้านที่เดินทางมาจากแหล่งห่างไกลหรือบ้านนอกเพื่อมาตลาดนี้(ตลาดนวรัฐ) ซึ่งเป็นตลาดหนึ่งที่รับซื้อ ขายส่งพวกผลผลิตพืชไร่ เช่น พริกแห้ง หอมแดง เป็นต้น รวมทั้งลูกค้าส่วนหนึ่งที่นั่งกินลาบก็อาจจะเป็นนักเรียนของโรงเรียนแม่ด้วย พวกเราพี่ๆน้องๆจะนั่งจ้องดูได้เป็นเวลานานนับชั่วโมง ป้าคนที่ขายที่ชื่อ ป้าเต้บหรือป้าเทพนั่นเอง ป้าจะร้องเรียกลูกค้าเป็นคำเมืองคล้องจองกันด้วยเสียงอันดังและไพเราะ ขณะเดียวกับที่สาละวนใช้อุปกรณ์คนเนื้อและเนื้อควายดิบกับเครื่องปรุงผักต่างๆ หั่นฝอย และเครื่องเทศในหม้ออย่างคล่องแคล่วเป็นที่สุด ปากเจื้อยแจ้วทักคนตามถนนไป มือก็คนๆ เป็นระวิง

“ลาบดีมีใส่คัวในแวด…เจิญเข้ามา…เจิญเข้ามาตังในก่อนเจ้า…พี่น้องตังหลาย…ลาบดี มีใส่คัวในแวด…ลาบดีมีใส่คัวในแวดเจ้า…ลาบบ่ลำ ยำแหมใหม่ก็ได้เจ้า…ลาบดี มีขม…ลาบบ่ลำ ยำแหมใหม่ก็ได้เจ้า…แปลว่า ลาบดีๆ มีเครื่องในพร้อมเจ้าค่า…ถ้าไม่อร่อยปรุงให้ใหม่ก็ได้ค่ะ…ลาบใส่ดีขมก็มีเจ้าค่า…” (จากหนังสือ จำมาเล่า โดยโจโจ้)

ร้านบุษกร ต่อมาโยกย้ายมาอยู่ถนนราชวงศ์ ใกล้แยกป่าแพ่ง รุ่นลูกคนโต คือ นางอลินดา โชตินฤมล ดำเนินกิจการทั้งร้านเสริมสวยและโรงเรียนสอนสืบต่อจากรุ่นแม่ จนเลิกกิจการเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๓

นางบุษกรและนายเกษม เทวาดิเทพ มีบุตรธิดารวม ๔ คน คือ นางอลินดา โชตินฤมล , นางจุฬาลักษณ์ โดยอาษา , นางสลักจิต อัครธนกุลและนายแพทย์กิตติวุฒิ เทวาดิเทพ

นอกจากร้านเสริมสวย อรทัย แล้วในยุคใกล้เคียงกันร้านเสริมสวยและเป็นโรงเรียนรับสอนมีร้านเสริมสวยศิริวัฒนา , เกศวรรณ , จอมนาง , สุทิน , ร้านพริ้งเพราและร้านอำไพ

บางร้านนอกเหนือจากรับเสริมความงามแล้ว ยังทำหน้าที่ส่งนางงามเข้าประกวดอีกด้วย โดยเฉพาะร้านศิริวัฒนาและร้านสุทิน สองร้านนี้มีสาวในร้านได้ตำแหน่งนางงามหลายคน ร้าน สุทิน สาวในร้านคนหนึ่งต่อมาเป็นนางแบบและดาราที่มีชื่อเสียงนามว่า เพ็ญพักตร์ ศิริกุล

ร้านหนึ่งที่เคยมาเช่าห้องของหมอสมานระหว่างสร้างฐานะให้มั่นคงคือ ร้านนาทีทอง วังแว่น ตระกูล โอวาทเวโรจน์

ครอบครัวโยกย้ายหลายที่ ย้ายหลายที่ เดิมจากวิชยานนท์มาช้างม่อย และราชวงศ์

เริ่มจากนายนายธเนศ  โอวาทเวโรจน์ ปัจจุบันอายุ ๘๑ ปี อพยพมาจากเมืองจีน มาอยู่กรุงเทพฯก่อน เป็นคนเสิร์ฟกาแฟแถวพลับพลาชัย ต่อมาโยกย้ายมาอยู่เชียงใหม่ เหตุผลเพราะเป็นเมืองเล็กกว่ากรุงเทพฯ สร้างตัวง่ายกว่าอยู่เมืองใหญ่ ก่อนมาได้หัดซ่อมนาฬิกา โดยเรียนกับครูที่เปิดร้านซ่อมและเปิดสอนพิเศษ ประมาณ ๑ ปีก็ซ่อมนาฬิกาเป็น หลังจากนั้นย้ายมาอยู่ที่เชียงใหม่ ก่อนหน้านี้พ่อมาตั้งรกรากอยู่ก่อนแล้ว ชื่อนายเซงจี่  แซ่โอ้ว เช่าห้องตั้งร้านค้าอยู่ถนนวิชยานนท์ ชื่อร้านโอ้วเอียบไถ่ อยู่ถนนวิชยานนท์ ขายเมล็ดพันธ์ผัก

นายนายธเนศ  โอวาทเวโรจน์ เล่าเรื่องการสร้างฐานะเมื่อมาอยู่ถนนช้างม่อยว่า

“ขณะนั้นอายุ ๒๖ ปี อยู่กับเตี่ย ๒ คน เพิ่งเริ่มต้นสร้างฐานะอยู่กันสองคน ขายเมล็ดพันธ์ผักได้กำไรนิดหน่อย เมื่อก่อนค่าใช้จ่ายถูก ก๋วยเตี๋ยวชามละ ๕๐ สตางค์ ค่อยๆ เก็บเงินไป ค่าครองชีพถูก ไม่ได้ใช้เงินเลย ไม่มีที่เที่ยว เมื่อก่อนเปิดร้าน ๖ โมงเช้า ปิด ๖ โมงเย็น ต้องนอนเร็ว พักผ่อนมากๆ จะได้ตื่นเช้าทำงานได้

“เมื่อมาอยู่เชียงใหม่แล้ว เริ่มต้นเป็นลูกจ้างก่อน เป็นลูกจ้างร้านแผ่นเสียงนครพานิช เคยอยู่ตรงข้ามโรงพยาลบาลเทศบาล ได้ค่าจ้างเดือนละ ๒๐๐-๓๐๐ บาท ระยะแรกๆ มีปัญหาคือพูดไทยไม่ชัด อยู่กรุงเทพฯ ไม่ค่อยได้ใช้ภาษาไทย ร้านนี้ขายแผ่นเสียง นาฬิกา รองเท้า นามสกุลโอสถาพร เป็นญาติของเถ้าแก่โอ้ว รับจ้างอยู่ ๑ ปี จึงออกมาเปิดร้านเล็กๆ ของตัวเอง

“เริ่มตั้งตู้เล็กๆ รับซ่อมนาฬิกาที่หน้าร้านเตี่ย เราขยัน ซ่อมครั้งละ ๑๐ บาท ๑๕ บาท ค่อยๆ เก็บเงิน วันหนึ่งทำงาน ๑๐ กว่าชั่วโมง เก็บเงินส่งให้แม่ที่เมืองจีน ไม่ได้ใช้เงินเลย อย่างเก่งก็ไปดูหนัง นานๆครั้ง สมัยก่อนราคาตั๋ว ๓ บาท ๔ บาท ดูที่โรงหนังศรีวิศาล ถนนท่าแพ , ศรีนครพิงค์ , เวียงพิงค์ช้างคลาน ตอนหลังมีชินทัศนีย์ , สุริวงศ์

“เช้ากินข้าวต้ม ต้มเองกับข้าวมีปลา ๑ ตัว เที่ยงซื้อก๋วยเตี๋ยวชามละ ๕๐ สตางค์ ต่อมาขึ้นเป็น ๑ บาท ส่วนใหญ่เป็นก๋วยเตี๋ยวของพ่อแม่เฮียซ้ง  ค่าใช้จ่ายการอยู่การกินถูกไม่สิ้นเปลือง

“ต่อมาร้านที่เตี่ยเช่าอยู่ที่วิชยานนท์ เจ้าของขาย จึงย้ายมาอยู่ถนนช้างม่อย เมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๕ เช่าของหมอสมาน ตั้งชื่อร้านว่า ร้านนาทีทอง ชื่อนี้มีเพื่อนคนหนึ่งตั้งให้  ตอนย้ายมาอยู่ถนนช้างม่อยเลิกขายเมล็ดพันธ์ผักแล้ว นำเงินที่เก็บสะสมไว้มาลงทุนซื้อนาฬิกามาขายและรับซ่อม อยู่ที่นี่ประมาณ ๕ ปี และแต่งงานที่นี่  ด้านข้างร้านเป็นร้านบุษกร ปัจจุบันคือร้านอี้จุ้นหลี อีกด้านหนึ่งเป็นทางเข้าตลาด ถัดไปเป็นร้านอิมพีเรียล ถัดไปเป็นร้านพิงพานิช

“ขณะนั้นเริ่มมีทุนมากขึ้นแล้ว ซื้อนาฬิกามาขายทุนเรือนละ ๕๐ บาท ๖๐ บาท เรียกว่าเครื่องหยาบ ซื้อมาจากกรุงเทพฯ มีผู้แทนมาส่ง ขณะนั้นร้านขายนาฬิกาหลักๆ คือ ร้านเจริญศิลป์ท่าแพ , ร้านเที่ยงตรงเคยอยู่ปากตรอกข่วงเมรด้านช้างม่อย , ร้านนิยมพานิช , ร้านวินัยพานิช , ร้านเข็มทิศ ในเมืองเชียงใหม่ประมาณ ๕-๖ ร้าน

“เค่าเช่าเดือนละ ๔,๐๐๐ บาท รวม ๒ ห้อง ต่อมาแต่งงานกับภรรยา ชื่อ อารีย์  กาญจนคูหา เชื้อสายจีน โดยเตี่ยแม่มาจากเมืองจีน มาอยู่จังหวัดนครราชสีมา ต่อมาย้ายมาค้าขายเสื้อผ้าอยู่จังหวัดลำพูน ครอบครัวมีพี่น้อง ๙ คน ญาติผู้ใหญ่ติดต่อจึงได้รู้จักและแต่งงานกัน หลังแต่งงานแล้วมาอยู่ร่วมกันที่ร้านถนนช้างม่อย”.

                             .ต.อ.อนุ  เนินหาด ผกก.สภ.แม่แจ่ม