หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านถนนช้างม่อย(๔๘)

Author by 2/08/13No Comments »

          บ้านบาจา ขายรองเท้า

ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นนักบุญ นักสะสมบุญไว้มากมายคือเจ้าของร้านบาจาแห่งนี้ เป็นตระกูล “สุภาวงศ์”

เจ้าของร้าน คือ นางสาวนิ่มคิ้ม  แซ่เฮ้ง ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น นิ่มนวล  สุภาวงศ์ ผู้เป็นหลักในการริเริ่มสร้างวัดสันติธรรม เมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๒

น.ส.นิ่มคิ้ม เป็นบุตรหญิงคนที่ ๔ ในจำนวน ๑๐ คนของนายฮกเคียมและนางดำ  แซ่เฮ้ง

นายฮกเคียม ซื้อบ้านอยู่อาศัยเยื้องกับปากตรอกข่วงเมรุ หน้าบ้านเปิดเป็นร้านขายของชำ ชื่อว่า “ร้านเคียมกี่”  โดยนายฮกเคียมไปรับมาจากท่าเรือย่านวัดเกตการาม มาวางขายหน้าร้าน นอกจากนี้ยังได้ไปลงทุนที่เมืองเชียงราย ตั้งโรงเลื่อย โรงสีข้าว ต่อมานายฮกเคียมเสียชีวิตที่เมืองเชียงราย กิจการต่างๆ จึงเลิกไป

บ้านที่ถนนช้างม่อย เดิมเป็นเรือนไม้ ต่อมาปี พ.ศ.๒๔๗๗ นางดำ ภรรยาของนายฮกเคียมได้พา น.ส.นิ่มนวล , ริ้วทอง , วงศ์ทอง , นายวิคมน์ , นายชัยสวัสดิ์ มาอยู่เชียงใหม่  ได้จ้างช่างมาสร้างบ้านหลังใหม่เป็นบ้านไม้สองชั้น สร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๘  สร้างไว้รวม ๖ ห้อง ห้องทางตะวันออกมอบให้ น.ส.นิ่มนวล , น.ส.ริ้วทอง และน.ส.วงศ์ทอง ซึ่งเป็นโสดทั้งสามคนตั้งร้านชื่อ “ร้านไทยสิริ” ขายเครื่องเขิน น้ำต้น หม้อน้ำ

ห้องถัดมาทางตะวันตก มอบให้ลูกสาวคนโต ชื่อนางหมา สามี คือนายยิน  คุณาดร ตั้งร้านค้าชื่อ  ”ร้านเชียงใหม่ภูษาคาร” ขายผ้าไหม ผ้าฝ้าย น้ำต้น หม้อน้ำ เครื่องเขิน

น.ส.นิ่มนวลและน้องสาว ได้เพิ่มมูลค่าสินค้าในร้านของตน ตกแต่งให้สวยงาม น.ส.นิ่มนวลและน้อง มีฝีมือวาดภาพระบายสี จึงซื้อสีน้ำมันมาวาดภาพทิวทัศน์บนเครื่องเขินมหม้อน้ำดินเผา ช่างปั้นหม้อจะทำรูกลมๆ ไว้ด้านข้างของหม้อ(ทรงสูง) น.น.ริ้วทองจะทำก๊อกน้ำมาติดยาด้วยปูนซิเมนต์ให้เรียบ ลูกค้าใช้สะดวกทำให้ขายดีขึ้น นอกจากนี้ น.ส.นิ่มนวลและน้องยังประดิษฐ์ดอกมะลิ ดอกเอื้องจากต้นต้าง เป็นสินค้าที่ขายดีอีกอย่างหนึ่ง(สมัยนั้นไม่มีดอกผ้า , ดอกพลาสติก)

คุณสิริลักษณ์ เล่าเกี่ยวกับร้านขายของที่ระลึกที่เปลี่ยนแปลงจากถนนช้างม่อยไปยังถนนวิชยานนท์และถนนท่าแพว่า

“เริ่มแรกนั้นร้านขายของที่ระลึกสำหรับนักท่องเที่ยวมีเฉพาะที่ถนนช้างม่อยเท่านั้น  ต่อมาความเจริญเปลี่ยนไปที่ถนนวิชยานนท์และถนนท่าแพ  ร้านขายของที่ระลึกเปลี่ยนไปขายดีทางโน้น โดยเฉพาะร้านของคุณพิมพรรณ  ฤกษ์เกษม ภรรยาของหมอระเบียบ  ฤกษ์เกษม  นามสกุลเก่าเขาคือพรหมชนะ เปิดร้านขายของที่ระลึกนักท่องเที่ยวที่ถนนวิชยานนท์  ขณะนั้นมีค่านิยมใหม่ว่าพนักงานขายในร้านต้องส่งเข้าประกวดงานฤดูหนาว หากได้ตำแหน่งจะทำให้นักท่องเที่ยวเข้ามาที่ร้านและทำให้ของในร้านขายดี ร้านขายของที่ระลึกแต่ละร้านจึงหาสาวจากต่างอำเภอมาเป็นพนักงานในร้าน นำมาฝึกและส่งเข้าประกวด เมื่อได้รางวัลนักท่องเที่ยวจะแวะมาและสินค้าในร้านขายดี  ต่อมามีร้านค้าเปิดเพิ่มละแวกถนนท่าแพเพิ่มขึ้น  ร้านทางถนนช้างม่อยเริ่มลดน้อยลง”

          ส่วนที่ร้านไทยสิริของ น.ส.นิ่มนวล สุภาวงศ์ ต่อมาเปลี่ยนจากขายของที่ระลึกเป็นขายรองเท้าบาจาซึ่งคุณสิริลักษณ์ ได้กล่าวถึงการเริ่มต้นขายรองเท้าบาจาว่า

“สมัยก่อนถนนช้างม่อยไม่กว้างแบบทุกวันนี้ รถก็น้อย บ้านคนละฟากถนนตะโกนคุยกันได้ หน้าหนาวนำเสื่อมาปูที่ทางเท้าหน้าบ้าน ให้เป็นที่นั่งเล่นของเด็กๆ ละแวกเดียว      กันนี้

“ตรงข้ามร้านเป็นตึก ๓ ชั้น แห่งเดียวในละแวกนี้ นักท่องเที่ยวมาบอกสามล้อว่ามาตึก ๓ ชั้น รู้จักทั่วไปหมด สร้างเป็นโรงแรมอ้อมอารี  สมัยนั้นใครๆ ก็มาพักกันที่นี่  โกคิ้ม(น.ส.นิ่มนวล)เล่าให้ฟังว่าคราวหนึ่งมีคนจีนจากสิงคโปร์มาพักที่นี่ เห็นโกคิ้มเอาใจใส่สินค้าและดูแลร้านดีจึงเดินมาหาที่ร้านและสอบถามว่าอยากเป็นตัวแทนขายรองเท้าบาจาบ้างมั้ย ครั้งแรกโกคิ้มไม่มั่นใจว่าจะขายได้ คนจีนคนนี้ให้กำลังใจสินค้าที่ขายอยู่ยังขายได้ ขายรองเท้าไม่ยากเลย  โกคิ้มตัดสินใจตกลงเป็นตัวแทนขายรองเท้าบาจาซึ่งเป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่ทั้งๆที่ไม่รู้จักกันมาก่อน มีการทำสัญญาและโกคิ้มต้องจ่ายเงินมัดจำบางส่วนด้วย นัดหมายไม่เกิน ๑ เดือนจะส่งสินค้ามาให้  แต่หลังจากนั้นคนจีนผู้นี้ก็ไม่ติดต่อมาล่วงไปถึง ๓ เดือน โกคิ้มคิดว่าถูกหลอกแล้ว หลังจากนั้นจึงทราบว่าคนจีนคนนี้ว่าเกิดล้มป่วย ทำให้ผิดนัด เขาได้ส่งโครงเหล็กสำหรับวางรองเท้าและรองเท้ามาจำนวนหนึ่ง สมัยนั้นส่งมาทางรถไฟ โดยทางบริษัทจะโทรเลขแจ้งมาว่าส่งมารถไฟเที่ยวไหน จำนวนสินค้าเท่าไร โกคิ้มก็จะขี่จักรยานไปรับสินค้า และว่าจ้างเกวียนรับจ้างที่จอดรออยู่ละแวกสถานีรถไฟ ยกสินค้าขึ้นเกวียนมาส่งที่ร้าน สมัยนั้นยังไม่มีรถบรรทุกรับจ้างบริการ

“เริ่มเป็นตัวแทนขายรองเท้าบาจาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๘๒ ระยะแรกร้านของโกคิ้มขายรวมกับเครื่องเขิน น้ำต้นและของฝากของที่ระลึกอื่น ต่อมาทางผู้จัดการบริษัทบาจาที่กรุงเทพฯมาปรับปรุงร้านใหม่และให้ขายเฉพาะรองเท้าบาจาเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ได้ขยายร้านจาก ๒ ห้องเป็น ๓ ห้อง และต่อมาขยายทั้งหมดเป็น ๖ ห้อง”

“เหตุที่ไปเป็นศรัทธาหลวงปู่สิม เนื่องจากโกหมา เปิดร้านขายผ้าซิ่นไหม จึงรู้จักกับแม่แสง ชินวัตรที่อำเภอสันกำแพง แม่แสงเป็นผู้สร้างวัดโรงธรรมสันกำแพง และได้นิมนต์หลวงปู่สิมมาจำพรรษาที่วัดโรงธรรม  หลวงปู่สิมท่านเทศน์ดี ก็มาชวนโกคิ้มว่า ลองไปฟังท่านอาจารย์สิมเทศน์ดูก่อ ท่านเทศน์ดี แต่โกคิ้มยังลังเลเพราะเป็นลูกคนจีนอาชีพค้าขาย ไปแล้วเกรงวางตัวไม่ถูกต้องให้คนรู้จักลองไปฟังเทศน์ก่อน ต่อมาเมื่อหลวงปู่สิมมาพักที่บ้านแม่เลี้ยงดอกจันทร์จึงมีโอกาสไปฟังเทศน์ แล้วก็ชอบ เมื่อหลวงปู่สิมปรารภว่าอยากสร้างวัด จึงเป็นหลักในการบอกบุญคนรู้จักไปร่วมกันสร้างวัดสันติธรรม จนสำเร็จ”

คุณสิริลักษณ์  ยืนยันว่า น.ส.นิ่มนวล เป็นคนใช้ชีวิตแบบประหยัดมัธยัสถ์ ไม่ได้ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย และไม่ใช่คนร่ำรวย ด้วยแรงศรัทธาในหลวงปู่สิมจึงมุ่งมั่นที่จะสร้างวัดให้สำเร็จ และความสำเร็จเกิดขึ้นได้เพราะความร่วมมือของคณะศรัทธาหลายๆ คน น.ส.นิ่มนวล คนเดียวย่อมทำไม่สำเร็จ

แต่ถึงกระนั้นก็เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่า ผู้ที่เป็นหลักในการสร้างวัดสันติธรรม คือ น.ส.นิ่มนวล  สุภาวงศ์

น.ส.นิ่มนวล  สุภาวงศ์ เสียชีวิตเมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๔๕ บุญกุศลจากการสร้างวัดเป็นบุญใหญ่ย่อมส่งผลดีต่อชาติภพภายหน้าอย่างแน่นอน

          ติดร้านขายรองเท้าบาจา คือร้านเชียงใหม่ใจดี ตระกูล ชวาลา

นอกเหนือจากธุรกิจส่วนใหญ่อยู่ในตระกูลคนไทยเชื้อสายจีนที่อพยพมาก่อร่างสร้างตัวในเมืองเชียงใหม่ในอดีตกับตระกูลชาวพื้นเมืองดั้งเดิมแล้ว  อีกเชื้อชาติหนึ่งที่น่าสนใจซึ่งได้วางรากฐานสร้างฐานะไว้ไม่น้อย คือ เชื้อสายอินเดียในเมืองเชียงใหม่

บางคนบอกว่าเป็นกลุ่มพ่อค้าที่  รวยเงียบ  ความหมายอาจบ่งบอกถึงการสร้างฐานะที่มั่นคงแต่ไม่เปิดเผยตัวเท่าที่ควร

ชาวไทยเชื้อสายอินเดียมีความเหมือนกับคนไทยเชื้อสายจีนในการสร้างฐานะ คือ  “ความขยัน” และ “อดออม”

อีกทั้งเชื่อว่า การเคร่งครัดในศาสนา ทำให้ชาวไทยเชื้อสายอินเดียในเมืองเชียงใหม่มีหลักในการครองชีวิตและมีเป้าหมายชีวิตที่แน่นอน

ดังนั้นหากถามคนเมืองเชียงใหม่ ถึงเรื่องความขยัน อดทนในการทำมาหากินแล้ว ชาวอินเดียไม่ด้อยกว่าคนจีน และชาวอินเดียบางตระกูลร่ำรวยกว่าด้วยซ้ำไป

ว่ากันว่า ชาวอินเดียในเมืองเชียงใหม่ มีประมาณ ๑๖  ครอบครัว และมีตระกูลใหญ่ประมาณ   ๓ – ๔  ตระกูล  ซึ่งแยกเป็นซิกข์ประมาณ  ๒๐%  เป็นฮินดูประมาณ  ๘๐%

ข้อสังเกตของชาวอินเดียวที่นับถือศาสนาซิกข์ คือ การโผกผ้าที่ศีรษะ  ส่วนผู้นับถือศาสนาฮินดู ไม่โพกผ้า

สถานที่ประกอบพิธีศาสนาของชาวอินเดียวศาสนาซิกข์ในเมืองเชียงใหม่ คือ ที่โบสถ์ที่ใกล้แยกศรีนครพิงค์และที่หน้าวัดเกตการาม ส่วนชาวอินเดียศาสนาฮินดู คือที่วัดเทพมณเฑียร หน้าสนามกีฬาเทศบาลนครเชียงใหม่

ย้อนกลับมาถึงร้านเชียงใหม่ใจดี ร้านนี้มีประวัติความเป็นมาว่าเริ่มมาจากรุ่นปู่ คือนายห้างยีวันซิงห์   ชวาลา ปัจจุบันบริหารโดยนายห้างจรัล  ชวาลา เป็นรุ่นหลาน

การอพยพโยกย้ายครอบครัวของนายห้างยีวันซิงห์  ชวาลาจากรัฐปันจาบ ประเทศอินเดียมาประเทศไทยนั้นมีเหตุผลเหมือนกับชาวต่างชาติอื่นๆที่อพยพมาทำมาหากินในประเทศไทย คือ ปัญหาความยากจนและต้องการมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิม ประเทศอินเดียในสมัยนั้นปกครองโดยประเทศอังกฤษ  การเดินทางนั้นต้องมาขึ้นเรือที่เมืองกัลกัตตา นั่งเรือมาลงที่ปินัง และต่อรถไฟมากรุงเทพฯ  อยู่กับญาติที่กรุงเทพฯ อาชีพที่เป็นหลักของชาวอินเดียโดยทั่วไป คือ การค้าขายผ้า.

พ.ต.อ.อนุ  เนิดหาด

ผกก.สภ.แม่แจ่ม