หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านถนนช้างม่อย(๔๙)

Author by 2/08/13No Comments »

ร้านเชียงใหม่ใจดี ร้านนี้มีประวัติความเป็นมาว่าเริ่มมาจากรุ่นปู่ คือนายห้างยีวันซิงห์   ชวาลา ปัจจุบันเรื่อยมาถึงปัจจุบันที่บริหารโดยนายห้างจรัล  ชวาลา รุ่นหลาน ประกอบอาชีพค้าขายผ้า

เหตุผลที่ชาวอินเดียมักประกอบอาชีพนี้เนื่องจากมีบริษัทแองโกลไทย เป็นบริษัทรับสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศ เป็นของชาวอังกฤษมักทำธุรกิจเกี่ยวกับชาวอินเดียมายาวนานจึงคุ้นเคยและให้เชื่อสินค้านำไปขายและจ่ายเงินภายหลัง บริษัทแองโกลไทยไม่กลัวชาวอินเดียทุจริตเนื่องจากเครือข่ายกว้างขวางสามารถติดตามตัวได้ง่าย

อยู่ที่กรุงเทพฯไม่นาน นายห้างยีวันซิงห์  ชวาลา ในวัย ๒๔ ปี ตัดสินใจเดินทางมาค้าขายที่เมืองเชียงใหม่ตามคำแนะนำของญาติ เดินทางโดยลำพังและมาเช่าห้องแถวของเจ้าแก้วนวรัฐ ที่ถนนช้างม่อย ในปี พ.ศ.๒๔๖๙  นายยีวันซิงห์ เลือกการค้าขายผ้าที่บ้านเช่า แทนที่จะตระเวนขายดังเช่นชาวอินเดียอื่น และปฏิบัติตามวิถีชาวอินเดีย คือ อยู่ ๓ ปี กลับอินเดีย ๑ ปี เพื่อนำเงินไปช่วยเหลือญาติพี่น้อง และมักเดินทางไปรับผ้าจากกรุงเทพฯมาขายโดยทางเรือ และได้สร้างฐานะจนเป็นปึกแผ่น

นายห้างยีวันซิหง์ เสียชีวิตที่เชียงใหม่  เมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๕๐๐(นายห้างจรัล ชวาลา,สัมภาษณ์)

กิจการค้าขายสู่รุ่นลูกมี ๓ คน คือ

๑.นายมาฮันซิงห์  ชวาลา ทำอาชีพค้าผ้าในเมืองเชียงใหม่ มีบุตร ๔ คน คือนายห้างดาร์ซันซิงห์ ชวาลา ,นางกูรเบนก์กอร์          ชวาลา , นายห้างจรัล  ชวาลาเจ้าของกิจการร้านเชียงใหม่ใจดี และนายห้างปาลชัย ชวาลา เจ้าของกิจการจรัลธุรกิจ ใกล้สะพานแม่ข่า

๒.นายรัตตันซิงห์  ชาวลา มีลูก ๕ คน อยู่เชียงใหม่ ๒ คน คือ นายอานันท์  ชาวลาและนายมนตรี ชาวลา

๓.นายเอนก   ศรีชวาลา บุตรมคือ นายการันต์  ศรีสกุลชวาลา ทำร้านศิริยีวัน(ไอเอส)หน้าตลาดวโรรส ซึ่งรุ่นปู่เคยมาอยู่บริเวณนี้ ,นายแพทย์มันยิดซิงห์ ทำงานที่ประเทศอเมริกา ,นายอัชระ  ศรีชวาลา ทำร้านไอเอสการม่าน(นายห้างการันต์  ศรีสกุลชวาลา,สัมภาษณ์)

นายห้างจรัล   ชวาลา บุตรชายของนายมาฮันซิงห์  ชวาลา ปัจจุบันอายุ ๗๓ ปี เล่าเรื่องการเริ่มต้นสร้างฐานะของครอบครัวในเมืองเชียงใหม่ว่า

“ผมเกิดที่เมืองเชียงใหม่ ปี พ.ศ.๒๔๘๒ ขณะนั้นพ่อมาเช่าห้องของเถ้าแก่โอ๊วอยู่ถัดจากธนาคารกรุงไทยไปทางทิศตะวันออกประมาณ ๓ ห้อง ต่อมาช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ (พ.ศ.๒๔๘๔-๒๔๘๘) ครอบครัวย้ายไปอยู่กรุงเทพฯ  หลังสงครามจึงกลับมาใหม่ พ่อแม่มาเช่าห้องของเถ้าแก่โอ๊วอยู่ถัดจากร้านทองเชียงใหม่ เยื้องกับร้านวิศาลบรรณาคารใช้อยู่อาศัย นอกจากนี้ได้เช่าห้องอยู่ที่ตรอกเล่าโจ๊ว ตลาดวโรรสเปิดร้านขายผ้าใช้ชื่อว่า ร้านใจดี  ผมเข้าเรียนโรงเรียนมงฟอร์ตรุ่น ๒๕๐๐ จบม.๑ ต้องออกมาช่วยค้าขายที่ร้านเนื่องจากพ่อป่วย ต้องไปรักษาตัวที่ประเทศอินเดีย  ตอนนั้นอายุแค่ ๑๔ ปี ต้องออกมาค้าผ้า สมัยนั้นต้องนำผ้าผูกกับท้ายรถจักรยานและขี่ไปขายต่างอำเภอ บางเส้นทางก็เสี่ยงมักมีคนร้ายมาคอยดักทำร้ายชิงทรัพย์อยู่เสมอ ชาวอินเดียถูกฆ่าชิงทรัพย์มีข่าวให้ทราบอยู่บ่อยๆ รายหนึ่งถูกฆ่าที่บ้านป่าแป๋ เขตอำเภอแม่แตง อีกคนถูกฆ่าที่แถวโรงพยาบาลแมคเคน จึงต้องระวังตัวมาก

“ตี ๔ ต้องตื่นแล้ว นำผ้าขึ้นรถจักรยานปั่นไปตลาดประตูเชียงใหม่ นั่งรถโดยสารคอกหมูไปขายผ้าตลาดหางดง นำรถจักรยานขึ้นวางบนหลังคา ต้องไปแต่เช้าเพราะตลาดหางดง ๘ โมงก็เลิกแล้ว เป็นตลาดเช้า เสร็จแล้วต้องรีบปั่นจักรยานกลับมาขายที่ร้านในตรอกเล่าโจ๊ว  นอกจากนี้อาทิตย์ละครั้งจะไปขายที่ตลาดบ้านสามหลัง อำเภอสันป่าตองเป็นตลาดเช้าเช่นเดียวกัน ขายได้วันละ ๗๐๐-๘๐๐ บาท กำไรแค่ ๒๐-๓๐ บาทเท่านั้นเอง ส่วนค่ารถ ๒ บาท เคยไปขายแล้วขากลับไม่มีรถโดยสาร ต้องปั่นจักรยานจากอำเภอจอมทองกลับบ้านในเมืองเชียงใหม่ ทางบ้านเป็นห่วงกันมากเกรงจะถูกคนร้ายดักปล้นฆ่า ถึงบ้านประมาณ ๑ ทุ่ม คนในบ้านต่างดีใจกัน สมัยนั้นเส้นทางสายหางดงกลางถนนเป็นกรวด ขี่จักรยานกลางถนนไม่ได้ ต้องขี่ริมถนน

“เคยขี่ไปขายทางโรงพยาบาลแมคเคน เขตติดต่อสารภี-หางดง สมัยนั้นโจรผู้ร้ายเยอะ ขากลับต้องไม่กลับเส้นทางเดิมเพราะอาจถูกดักปล้นเอาเงินได้ ต้องกลับทางสารภี

“ตอนไฟไหม้ตลาดปี พ.ศ.๒๕๑๑ ตอนนั้นผมป่วยไปอยู่โรงพยาบาลหมอจินดา รู้ว่าไฟไหม้ก็วิ่งมาที่ร้าน เก็บผ้าได้ประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ อีก ๘๐ เปอร์เซ็นต์ถูกไฟไหม้ ค่าเสียหายประมาณ ๘ แสนบาท เราประกันไว้ได้เพียง ๒ แสนบาท ตอนนั้นไม่มีที่ทางทำกินจึงอพยพไปอยู่กับญาติที่กรุงเทพฯ ๓ ปี ต่อมาเมื่อตลาดวโรรสสร้างเสร็จ จึงกลับมาค้าขายผ้าอีกครั้ง ทางตลาดให้สิทธิคนที่เคยเช่าอยู่เดิมได้สิทธิก่อน จึงเซ้งห้องใกล้บริเวณที่เคยเป็นร้านเดิมที่ตรอกเล่าโจ๊วค่าเซ้ง ๒ แสนบาท ค่าห้อง ๖ แสนบาท เปิดร้านขายผ้าชื่อ ร้านใจดีเหมือนเดิม

“ต่อมาเปิดอีกร้านหนึ่งที่ถนนช้างม่อย ใช้ชื่อว่า ร้านเชียงใหม่ใจดี เดิมเป็นบ้านของแม่คำป้อ ต่อมาตกเป็นของลูกชายคือ นายบุญธรรม  ณ เชียงใหม่ อยู่อาศัยกับภรรยาและรุ่นลูก ตอนซื้อนั้นนายบุญธรรมเสียชีวิตแล้ว ภรรยาและลูกอยู่อาศัยอยู่ชั้นสองของบ้าน ส่วนชั้นล่างให้เช่า  ร้านที่เช่าคือร้านเชียงใหม่บาซ่า เช่าขายผ้า ต่อมาทราบว่าเจ้าของต้องการขาย ผมจึงติดต่อซื้อไว้และเปิดร้านขายผ้าใช้ชื่อว่า เชียงใหม่ใจดี ขณะนั้นราคา ๑ ล้าน ๒ แสนบาท ปี พ.ศ.๒๕๒๕

นายห้างจรัล  ชวาลา แต่งงานกับนางอัมรัตกอร์ บุตรธิดา ๔ คน คือ

๑.นายประวิน  ชวาลา      ๒.นางสุขวิน     ชวาลา

๓.นายสุเทพ    ชวาลา มีกิจการร้านเชียงใหม่ใจดีถนนวิชยานนท์

๔.นางสุขใจ  ชวาลา        ๕.นางวีณา  ชวาลา

นอกเหนือจากมีร้านขายผ้าแล้ว ครอบครัวนายห้างจรัล มีธุรกิจห้องเช่าที่กรุงเทพฯ , ธุรกิจโรงแรมที่ถนนท่าแพ , และธุรกิจด้านการเงินอีกส่วนหนึ่งด้วย

นายห้างจรัล  ชวาลา ให้ข้อมูลว่าอาคารร้านเคยเป็นบ้านเดิมของแม่คำป้อ จากการสอบถามทราบว่าแม่คำป้อ อาชีพขายเพชรพลอย

แม่คำป้อ เดิมเป็นชาวบ้านฮ่อม บ้านอยู่หน้าวัดลอยเคราะห์ ถนนลอยเคราะห์ มีพี่น้องรวม ๔ คน คือ คนหนึ่ง คือ พ่อหนานตั๋น(บ้านอยู่ติดวัดพันตองเลย มีอาชีพทำล้องัว(เกวียน)ขาย แต่งงานกับแม่คำแปง ลูก ๕ คน คนหนึ่งชื่อ ผ่องใส แต่งงานกับนายอนุชาติ แก้ววิวัฒน์ รับราชการเป็นนายอำเภออยู่หลายอำเภอในเชียงใหม่), นางบัวเขียว และนางจันทร์ดี(แต่งงานกับนายขี่ซัง แซ่พัว บุตรหญิงคนหนึ่งคือนางเชงฮวย เจ้าของร้านเสริมสวยอรทัย ในตรอกเล่าโจ๊ว)

ส่วนแม่คำป้อ แต่งงานกับนายจินฮั่ง  แซ่โค้ว และมาซื้อบ้านอยู่ถนนช้างม่อย ใกล้ตลาดวโรรส ต่อมาร้านให้อี้จุ้นหลีเช่า แม่คำป้อฐานะร่ำรวยว่ากันว่าได้สร้างห้องให้เช่าตั้งแต่บริเวณร้านจิบอังตึ้งถึงธนาคารกรุงเทพฯ ต่อมาแบ่งขายบางส่วนไป

แม่คำป้อ มีบุตรธิดา ๓ คน คนหนึ่งชื่อ แม่จันทร์ฟองแต่งงานกับนายแพทย์สง  เสียมภักดี , บุตรชายคนหนึ่งชื่อนายโต แต่งงานกับสุวภี บ้านอยู่หน้าวัดหนองคำ ถนนช้างม่อย มีอาชีพค้าขายที่ดิน

รุ่นลูกคนสุดท้องของแม่คำป้อชื่อนายบุญธรรม เป็นบุตรบุญธรรมของเจ้าราชบุตร ใช้นามสกุล ณ เชียงใหม่

ติดร้านเชียงใหม่ใจดีเป็นร้านชาวอินเดียเช่นเดียวกัน

แต่ไม่ได้ขายผ้า เป็นร้านชาวอินเดียที่ขายยาสมุนไพรไทย

คือร้าน อี.เอ.รัตลามวาลา

เจ้าของ คือนายชุก อาลีและนางปาน ปัจจุบันตกสู่รุ่นลูก คือนายไซฟูดิน  รัตลามวาลา ต่อมาเปลี่ยนเป็น จันทร์บาล  เอมวัฒนา ปัจจุบันอายุ ๘๐ ปี

“ชื่อร้านเป็นชื่อพ่อ เป็นคนอินเดีย ส่วนแม่เป็นคนไทย ชื่อแม่ปาน เป็นคนบ้านปากลัด เชื้อสายมอญที่กรุงเทพฯ แต่งงานแล้วมาอยู่ด้วยกันที่เชียงใหม่ เช่าห้องเปิดร้านขายสมุนไพรที่ถนนช้างม่อยใกล้ตลาดวโรรสที่อยู่ปัจจุบันนี้ ต่อมาจึงซื้อเป็นกรรมสิทธิ์

“ร้านเปิดเมื่อปี พ.ศ.๒๔๘๐ ร้านของเราเดิมเป็นบ้านของแม่คำป้อ รวมทั้งร้านเชียงใหม่ใจดีด้วย ยังคงเป็นอาคารเดิมอายุร่วม ๘๐ ปี แล้ว เป็นไม้สองชั้น เดิมเป็นบ้านแม่คำป้อ สามีชื่อ แป๊ะห่าน อาชีพเปิดร้านขายผ้าพื้นเมือง ขายขี้ผึ้ง ธูปเทียน รุ่นลูกมี ๓ คน คือ นายบุญธรรม , นางจันทร์และนายโต  เดิมพ่อเช่าเปิดร้าน ต่อมาพ่อซื้อมาเป็นกรรมสิทธิ์

“พ่อเป็นชาวอินเดียอพยพมากอยู่กรุงเทพฯ ต่อมาย้ายมาอยู่เมืองเชียงใหม่เมื่อปี พ.ศ.๒๔๘๐ รุ่นลูกรวม ๗ คน ผมเป็นคนโต เกิดปี พ.ศ.๒๔๗๔ ตอนเด็กพ่อส่งไปเรียนที่อินเดีย กลับมาอายุประมาณ ๒๐ ปี.

.ต.อ.อนุ  เนินหาด ผกก.สภ.แม่แจ่ม