หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านถนนช้างม่อย(๕๑)

Author by 2/08/13No Comments »

          เลยไปเป็นปากทางเข้าตลาดนวรัฐและร้าน อินเดียสโตร์ ตระกูล สิงห์สกุล

เริ่มจากรุ่นปู่ คือ นายอมร  สิงห์สกุล รุ่นลูกมี ๓ คน คนโต คือ นายกระสิทธิ์  สิงห์สกุล

รุ่นลูกของนายกระสินธุ์และแม่ยมนา  สิงห์สกุล คือ

๑.นางมาโนช  ตานีเยาว์              ๒.นางวันเพ็ญ

๓.นางดวงเด่น                        ๔.นางรัตนา

๕.นายกมล  สิงห์สกุล                ๖.นายมนตรี  สิงห์สกุล

๗.นายวีระศักดิ์ สิงห์สกุล            ๘.นายสุรินทร์  สิงห์สกุล

๙.นายกฤษณา                        สิงห์สกุล(เสียชีวิตแล้ว)

ปัจจุบันร้านอินเดียสโตร์ ดูแลกิจการโดยนายมนตรี  สิงห์สกุล รุ่นที่สาม เปลี่ยนจากขายผ้ามาขายเสื่อน้ำมันและเป็นตัวแทนขายลอตเตอรี่รัฐบาล

ถัดไปเป็นร้านขายเสื้อผ้าโบ๊เบ๊ เลยไปเป็นร้าน “เจริญสโตร์” เริ่มต้นจากนายเทวัญ  สิงห์ชวาลา ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ.๒๔๘๐ รุ่นลูกมี ๑๓ คน ล้วนแยกย้ายครอบครัวไป คนหนึ่งที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั่วเมืองเชียงใหม่ คือ นายห้างนรินทร์  สิงห์ชวาลา นอกจากประกอบอาชีพค้าขายแล้วยังปลีกเวลาไปช่วยเหลือสังคมโดยเป็นเจ้าหน้าที่สภากาชาดจังหวัดเชียงใหม่ มักช่วยเหลืองานกาชาดอยู่เสมอ โดยเฉพาะกิจกรรมงานฤดูหนาวที่จัดขึ้นทุกปีหาทุนเข้าสภากาชาด นายห้างนรินทร์มักทำหน้าที่โฆษกประชาสัมพันธ์ให้คนมาซื้อคูปองจับรางวัล ทำให้สภากาชาดมีเงินทุนสำหรับทำกิจกรรมเพื่อสังคมมากขึ้น หลายคนมักรำลึกถึงนายห้างนรินทร์และเสียดายที่เสียชีวิตเร็ว คือ อายุประมาณ ๕๐ ปีเศษเท่านั้น

ปัจจุบันร้านเจริญสโตร์ดำเนินการโดยรุ่นหลาน ชื่อ ไกรวิณ  สิงห์ชวาลา

          เลยไปเป็นร้านทองย่งไท้ฮวด เริ่มเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๒ โดยนายเลียกกวง แซ่เบ๊ ต่อมาเปลี่ยนชื่อสกุลเป็นนายจำรัส บริสุทธนารักษ์ ก่อนหน้านี้เคยกลับไปอยู่ประเทศจีนระยะหนึ่ง ต่อมาหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ กลับมาอยู่ที่หาดใหญ่และแต่งงานกับนางจุไร หลังจากนั้นโยกย้ายมาอยู่เชียงใหม่โดยเช่าห้องของเถ้าแก่โอ๊วและเปิดร้านขายทอง ต่อมาจึงได้ซื้อเป็นกรรมสิทธิ์ในราคา ๒ แสน ๔ หมื่นบาท

          ถัดไปเป็นร้านทองทองใบ ตราเสือบิน เริ่มจากรุ่นปู่ คือ นายตั๊งกองปอ  แซ่ตั๊ง อพยพจากเมืองจีนมาค้าขายที่กรุงเทพฯ มาถึงรุ่นพ่อ คือ นายตั๊งปวงหรือวัลลภ  สุทธิวรเศรษฐ์ เกิดและเติบโตที่กรุงเทพฯ ต่อมาปี พ.ศ.๒๕๐๖ โยกย้ายครอบครัวมาอยู่เมืองเชียงใหม่ เช่าบ้านอยู่ตลาดนวรัฐ(ตลาดเจ๊กโอ๊ว) และช่วยพี่สาวซึ่งมาเปิดกิจการร้านทองที่เชียงใหม่ก่อนแล้ว คือ ร้านทองโอ๊วจินเฮง ต่อมาได้แยกออกมาเปิดร้านทองของตัวเองที่บริเวณตลาดนวรัฐ ใช้ชื่อว่าร้านทองศรีทองใบ ต่อมาเปลี่ยนเป็นร้านทองทองใบ

รุ่นลูกมี ๖ คน คนเล็ก คือ นายสุรพล  สุทธิวรเศรษฐ์ดำเนินกิจการต่อในปัจจุบัน

          อาคารหลังสุดท้ายฝั่งถนนช้างม่อยด้านทิศเหนือ คือ ร้านทองเชียงใหม่

ร้านทองเชียงใหม่เปิดดำเนินการเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๖

ร้านทองเชียงใหม่เริ่มจากนายเกียเซีย  แซ่ทั้งและนางเพ็กลั้ง  แซ่จิว

นายเกียิซียอพยพมาจากประเทศจีนมาอยู่กรุงเทพฯก่อน ส่วนนางเพ็กลั้งอพยพมาอยู่เชียงใหม่ก่อนเมื่อปี พ.ศ.๒๔๖๐  ต่อมาสามีคือ นายเกียเซีย  แซ่ทั้ง ตามมาภายหลัง ทั้งสองเริ่มต้นสร้างฐานะด้วยการเช่าห้องแถวอยู่หน้าที่ทำการไปรษณีย์แม่ปิง นางเพ็กลั้ง รับจ้างหาบน้ำเมื่อพอมีทุนจึงเริ่มค้าขาย ซื้อของมาขายที่ตลาดต้นลำไย

นายเกียเซีย แซ่ทั้งและนางเพ็กลั้ง มีบุตรธิดารวม ๔ คน คือ

๑.นางนิลวรรณ อุดมศรีสุข(แต่งงานกับนายไมตรี  อุดมศรี เคยทำกิจการเหมืองแร่ดีบุกที่อำเภอสะเมิง)

๒.นางอุบลวรรณ ทิพย์กมล

๓.นายนิวัธน์  ทิพย์กมล แต่งงานกับนางบุญทอง สกุลเดิม สุริยวงศ์ บุตรธิดา ๔ คน คือ นางศิริมา  สิทธิกุล ทำงานบริษัทการบินไทย(แต่งงานกับนายวุฒิพงศ์  สิทธิกุล) , นายตรีรัตน์  ทิพย์กมล , นางศุภนิตย์  ศรีมนัส(แต่งงานกับนายศิริวัฒน์  ศรีมนัส) และนายวีรวุฒิ  ทิพย์กมล(แต่งงานกับ พญ.ศรีตระกูล  ทิพย์กมล แพทย์ประจำ รพ.นครพิงค์)

นอกจากนี้นายเกียเซีย มีภรรยาที่เมืองจีน๑ คน บุตร ๑ คนและภรรยาที่กรุงเทพฯ ๑ คน บุตร ๑ คน

นายนิวัธน์ ทิพย์กมล ปัจจุบันอายุ ๗๘ ปี เล่าเรื่องการเริ่มต้นสร้างฐานะของครอบครัวว่า

“แม่มาจากเมืองจีนเมื่อ พ.ศ.๒๔๖๐ แต่งงานกับพ่อที่ประเทศจีนแล้วอพยพกันมา ครอบครัวแซ่ทั้ง มาจากเมืองแต่เฮี้ย ติดเมืองเซี่ยงไฮ้  พ่อมาอยู่กรุงเทพฯก่อน ส่วนแม่มาอยู่เชียงใหม่ภายหลังพ่อตามมาอยู่ด้วย เริ่มแรกมาเช่าห้องแถวอยู่ข้างองค์การโทรศัพท์ ใกล้โรงพักแม่ปิง สมัยนั้นใกล้โรงพักมีต้นฉำฉาใหญ่ ยังจำผู้กองสงวน ผู้กองถาได้ ผมทันได้รู้จัก ที่ต้นฉำฉามีสลิงมีห่วงไว้สำหรับโหนออกกำลัง ผมมาโหนเล่นเสมอ  ถัดไปที่น้ำปิง กลางน้ำเป็นเกาะทรายกว้าง มีคนมาปลูกผัก

“เป็นเด็กก็วิ่งเล่นอยู่ละแวกนั้น หน้าน้ำมีไม้ซุง เราเป็นเด็กชอบไปเล่น โดดลงน้ำ ขี่ไม้ซุง แล้วไปขึ้นที่โรงแรมศรีประกาศ  ขโมย(หนี)พ่อแม่มาเล่น แล้วก็วิ่งไปวัดศรีโขง โดดลงน้ำปิง ขี่ซุงมาขึ้นที่โรงพักแม่ปิง

“ผมเกิดที่ถนนวิชยานนท์ เมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๗  ตอนนั้นพ่อแม่ย้ายจากริมน้ำปิงมาเช่าห้องแถวอยู่ถนนวิชยานนท์ บริเวณส.การค้า เจ้าของคือ นายห้างสมบูรณ์โอสถ แม่ไปขายของชำที่ตลาดต้นลำไย ผมเด็กก็ต้องไปช่วยแม่ขายของ เปิดร้านตั้งแต่ตี ๔

“พ่อผมเคยเป็นช่างทำทองเคยอยู่บ้านหม้อ ที่กรุงเทพฯ เมื่อย้ายมาเชียงใหม่ต่อมาจึงได้ยึดอาชีพทำทอง เรียกว่าขายทองตู้ แบบสะพานเหล็ก มีร้านนั่ง ทำตู้สี่เหลี่ยม เอาทองมาจากกรุงเทพฯ ส่วนแม่ขายเงินชุบ แล้วก็รับชุบทอง ปัจจุบันห้องที่เช่าเป็นร้านขายผ้าติดกับร้านทำฟัน

“วัยเด็กเรียนที่โรงเรียนดาราวิทยาลัยสมัยที่อยู่เชิงสะพานนวรัฐ ไม่ค่อยได้ตั้งใจเรียนนัก หลังจากนั้นย้ายมาเรียนต่อโรงเรียนฮั่วเองที่ไนท์บาซ่า ต่อมาโรงเรียนเลิกกิจการ ได้ไปเรียนพิเศษประถม ๔ ที่วัดเกตการาม ต่อมาออกมาช่วยแม่ทำงานเพราะเป็นลูกชายคนเดียว งานหลักคือช่วยขายของชำในตลาด ทุนน้อยกว่าเขา

“ช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ต้องอพยพทั้งครอบครัวไปอยู่กรุงเทพฯระยะหนึ่ง ไม่นานก็กลับมาใหม่มาเช่าห้องอยู่ถนนวิชยานนท์ ประกอบอาชีพค้าขายเหมือนเดิมคือ รับทำทองใช้ชื่อว่า ร้านทั่งจิงเซ้ง ส่วนแม่(นางเพ็กลั้ง) ขายของชำในตลาดต้นลำไย

“แม่ขยันทำงานมาก ช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ เกลือขายดี  ส่งมาจากกรุงเทพฯทางรถไฟ ลงรถไฟมาส่งที่ร้านขายส่งที่สันป่าข่อย แม่ค้าย่อยต่างแย่งกันซื้อ แม่ก็ไปแย่งซื้อด้วย ได้ ๓ ล้อเป็นคนจีนช่วยแม่ เอามาขายในตลาดต้นลำไย ผมเป็นคนขาย ต้องเตรียมซื้อใบตองตึงไว้ ทำเป็นสวย(กระทง) กลัดไว้ ตั้งซ้อนกันไว้ เมื่อเกลือใส่กระสอบมาถึงเราเอาใส่ลังไม้ ยืนแบ่งขาย ขายเป็นลิตร คนจากต่างอำเภอโดยสารรถคอกหมูมากันตอน ๘ โมงถึง ๙ โมง มาซื้อของ สมัยนั้นเป็นรถคอกหมู วิ่งเที่ยวเดียวเพราะถนนไม่ดี จน ๑๐ โมงถึงเที่ยงวัน หลังจากนั้นเงียบแล้ว”

          ต่อมาเมื่อมีทุนมากขึ้นจึงได้เปิดร้านทอง ใช้ชื่อว่า ร้านทองจิงเซ่งล้ง

“เริ่มเปิดร้านทองปี พ.ศ.๒๔๙๕ ขณะนั้นเรือนไม้สองชั้นที่ถนนช้างม่อยของเจ้าพงษ์อินทร์  ณ เชียงใหม่ รื้อและสร้างเป็นตึกแถว  ครอบครัวผมจึงย้ายมาเช่าอยู่และเปิดร้านขายทอง ขณะนั้นผมอายุ ๑๗ ปี ใช้ชื่อว่า ร้านจิงเซ่งล้ง ร้านเดิมอยู่ถัดจากร้านปัจจุบันไปทางทิศตะวันตก  ส่วนร้านนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของเถ้าแก่โอ๊ว(นายชู โอสถาพันธ์) ต่อมาแม่ไปขอเซ้งจากเถ้าแก่โอ๊ว ค่าแปะเจี๊ยะ ๑ แสนบาท แม่เป็นคนใจใหญ่มองการณ์ไกล ไปกู้เงินมาเซ้ง เมื่อเซ้งได้ จึงเปิดร้านเพิ่มเติมที่เป็นร้านในปัจจุบัน

“ส่วนพ่อชอบทางเสี่ยงพนัน ค้าขายเก็บเงินได้จะนำไปสร้างบ้านที่เมืองจีน ระหว่างนั่งเรือไปพ่อเอาไปเล่นการพนัน เงินหมด ต้องกลับมาเริ่มค้าขายกันใหม่ เป็นคติเตือนใจคนในครอบครัวว่าการพนันไม่ดี พ่อตายเมื่อผมอายุ ๙ ขวบ แม่จึงเป็นหลักในบ้าน ทำหน้าที่ขายทอง มีพี่สาวช่วยขาย

“เปิดร้านขายทองมาจนเกิดเพลิงไหม้ใหญ่ตลาดวโรรสและตลาดต้นลำไยเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๑ ผมร่วมหุ้นกับพี่สาวชื่อ นิลวรรณ เปลี่ยนเป็นห้างทองเชียงใหม่  ขณะนั้นร้านทองส่วนใหญ่เสียหายจากถูกเพลิงไหม้ ทำให้ร้านผมขายดี”

          ศรัทธาในพระอาจารย์บุญมี  เจ้าอาวาสวัดท่าสะต๋อย ยึดเป็นหลักในการค้าขาย

“หลังจากแต่งงานแล้ว ผมหยุดเที่ยวเตร่ สมัยก่อนมักเที่ยวไนต์คลับ ยังไม่ได้ซื้อบ้านอยู่อาศัย จึงไปปรึกษาพระที่เราเคารพนับถือ คือ พระอาจารย์บุญมี วัดท่าสะต๋อย ขณะนี้มรณภาพแล้วเมื่อ ๑๘ ปีที่ผ่านมา แม่พาไปตั้งแต่ผมอยู่ในท้อง เป็นเด็กก็พาไปกราบท่าน  ไปพบท่านท่านบอกว่ามีอยู่แปลงหนึ่ง อยู่ใกล้เชิงสะพานนครพิงค์ของแปะน้อยและแม่คำใส  จุลาสัย มารุ่นลูกคือ แม่จันทา ได้รื้อบ้านไม้สักหลังใหญ่ มีเสาไม้สักถึง ๘๐ ต้น นำไปถวายให้วัดท่าสะต๋อยซึ่งบ้านหลังนี้ผมทันได้เห็น.

.ต.อ.อนุ  เนินหาด ผกก.สภ.แม่แจ่ม