หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านถนนช้างม่อย(๕๒)

Author by 2/08/13No Comments »

อาคารหลังสุดท้ายฝั่งถนนช้างม่อยด้านทิศเหนือ คือ ร้านทองเชียงใหม่

ร้านทองเชียงใหม่เปิดดำเนินการเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๖

เริ่มจากนายเกียเซีย  แซ่ทั้งและนางเพ็กลั้ง  แซ่จิว

รุ่นลูกคนหนึ่ง คือ นายนิวัธน์ ทิพย์กมล ปัจจุบันอายุ ๗๘ ปี ให้ข้อมูลการเริ่มต้นสร้างฐานะว่า

“ผมผูกพันกับศาสนามาตั้งแต่เด็ก พระอาจารย์บุญมี เคยให้ไปนับวัดในเมืองเชียงใหม่ว่ามีเท่าไหร่ ผมยังเด็ก ตระเวนไปนับได้ ๑๖๐ กว่าวัด หลวงพ่อบุญมีบอกว่ามี ๒๐๐ กว่าวัด ดังนั้นอย่าทำสิ่งไม่ดีนะ แล้วจะรู้สึก เราก็ทำความดีมาตลอด ทำให้โชคดีมากโดยเฉพาะสุขภาพอายุมากแล้วไม่เป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ

“ปี พ.ศ.๒๕๑๐ เคยได้ไปกราบหลวงพ่อวัง อยู่วัดบ้านเด่น จังหวัดตาก เป็นพระอาจารย์ของจอมพลถนอม  กิตติขจร ท่านมาที่วัดหมื่นล้านในเมืองเชียงใหม่  ผมชอบเข้าหาพระ พระที่ไหนมีชื่อเสียงก็ไปพบ ไปกราบ ไปปรนนิบัติ เพราะเชื่อถือมาตั้งแต่เด็ก ไปวัดกับแม่บ่อยจนติดเป็นนิสัย  อย่างลุงของอาจารย์บุญมีชื่อ ครูบาดำ เก่งไสยศาสตร์ อยู่วัดท่าสะต๋อย แม่เคยไปและมาเล่าให้ฟัง แม่ชอบเข้าวัด แม่ไปวัดสะดือเมือง พระเจ้าต๋นขาวแม่ต้องไปห่มผ้าเหลืองให้ในวันตรุษจีน คือ พระเจ้าขาวรวมทั้งไปวัดพระเจ้าเก้าตื้อด้วย  แม่นั่ง ๓ ล้อไปทุกปี

“เรื่องครูบาวัง ไปกราบท่าน ปี ๒๕๑๐ ไปนวด ตอนนั้นดวงไม่ดี ถูกเพื่อนยืมเงินไม่คืนก็บ่อย ถามท่านว่าเมื่อไหร่จะดี ท่านชอบดูน้ำมนต์ หยอดเทียน แล้วก็กำหิน ๒ ก้อน สีดำข้างหนึ่ง สีขาวข้างหนึ่ง วนน้ำมนตร์ เพ่งในน้ำมนต์ บอกว่า ลูก หลังเดือนเกิด มันมาเองนะ ผมเกิดเดือนกุมภาพันธ์  แล้วบอกต่อมาว่าจะมีผู้หญิงมาหา มาขอให้ช่วยก็ให้ช่วยเขา  หลังจากครูบาวังกลับไปไม่นานคนรู้จักกันพาผู้หญิงมาขอเงินจะเอาไปรักษาย่า มอบให้ไปเลย ๕ พันบาท ขณะนั้นทองบาทละ ๔ พันบาท ต่อมาภายหลังกลับมาบอกว่าย่าเสียชีวิตแล้ว ได้มรดกมาเยอะ นำทองมาขายให้ผมและเป็นลูกค้ากันเรื่อยมา หลังจากนั้นผมก็ดีขึ้น การค้าดีขึ้น เก็บเงินได้มากขึ้น

“แม่เสีย พ.ศ.๒๕๒๔ แม่ชอบทำบุญ มาหยิบเงินครั้งละ ๒ พัน ๓ พันบาท รู้ภายหลังว่าเอาไปสร้างประตูโบสถ์วัดป่าดาราภิรมย์ ไม่ยอมบอก ต่อมาผมร่วมกับพี่สาว สร้างเจดีย์เฉลิมพระเกียรติในหลวงครบ ๖๐ พรรษา ทำบุญ ๓ ล้านกว่าบาท”

หลังปี ..๒๕๑๐ สร้อยคอทองคำขายดี สร้างกลยุทธด้านการขาย

“ต่อมาเกิดไฟไหม้ใหญ่เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๑๑ ไฟไหม้ ร้านผมไม่โดน ตอนนั้นร้านทองในตลาดประมาณ ๑๐ กว่าร้าน (ปัจจุบัน ๓๐ กว่าร้าน) หน้าตลาดร้านทองไฟไหม้หมด นับได้ ๘ ร้าน

“ปี พ.ศ.๒๕๑๒ ทองที่ร้านขายดีมาก เรามีกลยุทธในการขาย มีการจับรางวัลเป็นวัว ควาย เกวียน ใครมาซื้อทองที่ร้านก็เก็บข้อมูลไว้แล้วไปจับรางวัลที่หน้าสถานีวิทยุ วปถ.ค่ายกาวิละ จัดเวทีตอนวันส่งท้ายปีเก่า คนมากันแน่นไปหมดเพราะจับจริงแจกจริง ออกประชาสัมพันธ์ทางสถานีวิทยุ ชาวบ้านมากันทั่วไปทั้งเชียงใหม่ ลำพูน จากอำเภอแม่ทาก็มา จากอำเภอจอมทองก็มา มีดนตรีแสดงให้ชมด้วย จำได้ว่าคนบ้านสันกลางได้ควายไป

“ขณะนั้นทองขายดีมาก บาทละ ๔๐๐ บาท เช้าตื่นนอนมาต้องรีบกินข้าวก่อน เพราะเปิดร้านแล้วจะไม่ได้กิน คนมารอซื้อทองกันเต็มหน้าร้าน ยืนเรียงเป็นคิวซื้อทอง กลางคืนก็ต้องเตรียมทองไว้ขายกลางวัน ตอนดึก เครียดจนปี ๒๕๑๘ ต้องไปนอนโรงพยาบาล ๓ วัน สมัยนั้นทองรูปพรรณต้องนำมาขัดสีเอง

“สมัยเมื่อยังไม่ตัดถนนเลียบแม่น้ำปิง  เมื่อก่อนถนนวิชยานนท์อยู่ข้างบ้านผม รถที่มาจากทางสะพานนครพิงค์ มาจากเทศบาล ใช้เส้นทางสายนี้เพื่อมาสู่ตลาดวโรรสและตลาดต้นลำไย ผ่านตลาดไปทะลุถนนท่าแพ ถัดจากถนนวิชยานนท์มาด้านข้างบ้านผมเคยเป็นตึกแถวสองชั้นประมาณ ๑๐ ห้อง แยกเป็น ๕ ห้องเป็นของหมอจันทร์แดง นอกนั้นเป็นของครูจั๋น คนสันป่าตอง , ของตระกูลทักษะอุดม ๒ ห้อง อาคารเหล่านี้ด้านหลังติดน้ำปิง ต่อมาทางเทศบาลเวนคืน สร้างเป็นถนน ส่วนหนึ่งเป็นสวนหย่อม ต่อมาสวนหย่อมเลิกไป”

บริเวณร้านทองเชียงใหม่เคยเป็นส่วนหนึ่งของคุ้มหลวง ส่วนบริเวณด้านหลังเคยเป็น “คุ้มหลวง”

“คุ้มหลวง” หมายถึง คุ้มเจ้าแก้วนวรัฐ  เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๙  อยู่บริเวณที่เป็นตลาดนวรัฐในปัจจุบัน  ซึ่งต่อมานายชู  โอสถาพันธุ์ หรือเถ้าแก่โอ๊ว  ซื้อคุ้มต่อและเนื่องจากคุ้มหลวงมีสภาพเก่า  จึงรื้อและก่อสร้างเป็นตลาดนวรัฐ  ชาวเชียงใหม่เรียกกันติดปากว่า “ตลาดเถ้าแก่โอ๊ว”

เจ้าวงศ์จันทร์  ณ เชียงใหม่  เป็นบุตรีของเจ้าราชบุตร(วงษ์ตวัน  ณ เชียงใหม่) กับเจ้าจันทร ณ เชียงใหม่  มีศักดิ์เป็นหลานปู่ของเจ้าแก้วนวรัฐ  เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๙  กับแม่เจ้าจามรี  ได้เขียนบันทึกไว้เกี่ยวกับชีวิตในคุ้มหลวง ว่า

“คนพื้นเมืองเรียกเจ้าปู่(เจ้าแก้วนวรัฐ)และเจ้าย่า(แม่เจ้าจามรี)ว่า  พ่อเจ้า แม่เจ้า ส่วนพวกหลานปู่หลานตา เรียกว่า  เจ้าพ่อหลวง เจ้าแม่หลวง  เวลาจะพูดกับท่านใช้คำแทนชื่อตัวว่า ข้าบาทเจ้า ใช้คำแทนชื่อท่านว่า ฝ่าบาท  ตอบรับคำว่า บาทเจ้า  มีเรื่องจะพูดหรือบอกอะไรกับท่านคำว่า  ไหว้สา  และไหว้สาอีกคำหนึ่งใช้กับคำกราบบังคมทูล

“เจ้าปู่(เจ้าแก้วนวรัฐ) เจ้าย่า (แม่เจ้าจามรี) เปนคนขยัน เจ้าปู่ชอบทำการช่างไม้ เช่น กรึงขาโต๊ะ ทำโต๊ะ เครื่องเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ  โต๊ะประดับงาช้าง ข้าพเจ้าได้มาตัวหนึ่งยังอยู่จนทุกวันนี้ ทำมีด ด้ามมีด ใช้ไม้ลาย ไม้แดง ไม้มะเกลือ แจกพวกลูกหลาน

“……เจ้าปู่ได้เปนเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ตั้งแต่วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๕๔  ได้รับเงินเดือนๆละ หนึ่งหมื่นสองพันบาท  ในสมัยเมื่อก๋วยเตี๋ยวชามละ ๕ สตางค์  แลยังมีเงินผลประโยชน์อื่นๆอีก  เช่น  ค่านา  ค่าป่าไม้  ค่าเช่าอีกมากมาย  เงินใส่กำปั่นเหล็กไว้เปนกำปั่นๆ  แลมีห้องเก็บเงินห้องหนึ่งต่างหาก  สมัยนั้นไม่มีการเสียภาษีรายได้ แลยังใช้เงินเหรียญบาท  เงินเดือนของเจ้าปู่และรายได้อื่นๆของเจ้าปู่มีมาก เงินเดือนซึ่งเปนเหรียญบาท  มีคนเอาใส่ล้อ(เกวียน)ลากมาจากศาลากลาง  สมัยนั้นเรียกว่า  เค้าสนามหลวง เปนถุงๆละหนึ่งพันบาท ๑๒ ถุง  มีคนตามมาหนึ่งคน  พอถึงคุ้มก็ขนลงจากล้อมากองไว้ที่หน้ามุข  เสร็จแล้วก็กลับไป โดยไม่ต้องเซ็นรับ

“ สิ้นปีก็มีเงินค่าตอไม้จากห้างบอเนียวและห้างบอมเบเบอร์ม่า  สำหรับแจกจ่ายเจ้านายญาติพี่น้อง  สายพระเจ้ากาวิโรรส(เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๖) ได้รับส่วนแบ่งมากกว่าสายอื่น พระเจ้ากาวิโรรส มีพระธิดา ๒ องค์ คือ แม่เจ้าทิพเกษร(พระมารดาของพระราชชายาเจ้าดารารัศมี) แล เจ้าหญิงอุบลวรรณา  พระธิดาองค์ที่ ๒ นี้ เปนผู้ขอพระเจ้ากาวิโรรสซื้อป่าไม้ภาคเหนือบางจังหวัด  ตั้งแต่เชียงรายไปจดแดนพม่แลจังหวัดแม่ฮ่องสอนทั้งหมดมาเปนของท่านและให้บริษัทฝรั่งเช่าไปทำ  เพราะฉะนั้น ณ เชียงใหม่ สายพระเจ้ากาวิโรรสจึงได้รับค่าตอไม้มากกว่าสายอื่น  เงินค่าตอไม้นั้นรับฟังผู้ใหญ่เล่าว่า  เมื่อตัดไว้เปนจำนวนกี่ต้นก็นับตอไม้ที่ตัดลงเปนต้นๆไป แล้วคิดเปนเงินจ่ายให้พวกเจ้านาย    ข้าพเจ้าจำได้ว่าเจ้ายายของข้าพเจ้าเปนธิดาของเจ้าหญิงอุบลวรรณามารับเงินค่าตอไม้  เอากะบุงขนาดกลางอย่างใช้หาบข้าวมาโกยเงินจากบนโต๊ะที่นับไว้เปนกองๆ  ลงกะบุงเต็มสองกะบุง  เอากะด้งปิดปากกระบุงให้คนใช้ผู้ชายหาบไป  เงินเหรียญโบราณหนักจนไม้คานที่หาบอ่อนยวบๆเวลาเดิน  ท่านก็เดินตามคนหาบไป  ทางเหนือเรียกกระบุงว่า  เปี๊ยด เรียกกะด้งว่า เบียน  สมัยบ้านเมืองอยู่เย็นเป็นสุข ผู้คนมีความอยู่ดีกินดี  จึงไม่มีการปล้น ตีชิง วิ่งราว “

“…เมื่อข้าพเจ้าเปนเด็กเปนคนซุกซนไม่อยู่นิ่ง  เที่ยวเล่นไปทุกแห่งทุกซอกของคุ้มหลวง  ทางท้ายคุ้มมีโรงเลี้ยงม้าใหญ่  คนเลี้ยงม้ามีห้องอยู่ที่โรงนั้นด้วย  มีม้าประมาณ  ๓๐  ตัว มีรถเทียมม้าหลายคัน  ต่อมาจากโรงม้าเปนโรงยาวปลูกติดดิน  มีครกไม้เปนครกใหญ่ขุดตรงกลางท่อนไม้ทำเปนที่ตำข้าว  ทางเหนือเรียกว่า  มองตำข้าว  มีมองเรียงกัน  ๖  ที่  มีคนตำข้าวมองละ  ๓  คน  เวลาตำใช้เหยียบปลายท่อนไม้ให้กระดกขึ้นแล้วปล่อยลงในครก  ส่วนปลายครกอีกทางหนึ่งเอาสากใส่ไว้  คนตำ  ๒  คน  มีคนคอยดูแลคอยกวนข้าวพลิกข้างล่างขึ้นข้างบนคนหนึ่ง  ตำกันทุกวัน  พอถึงฤดูเอาข้าวมาจากนา  เอาข้าวเปลือกใส่เกวียนมาส่ง  เกวียนเปน  ๒๐  เล่ม มียุ้งข้าวปลูกอยู่หลังโรงตำ  ต่อจากยุ้งข้าวมีโรงสำหรับเก็บเครื่องช้างทั้งหมด  มีสัปคับ  โซ่ช้าง  เชื่อบาทแลอื่นๆเกี่ยวกับช้าง  ต่อจากโรงช้างเป็นเรือนผู้ดูแลข้าวและสัมภาระทั้งหมด  ต่อจากนั้นเปนเรือนแถวยาวสำหรับพวกพิณพาทย์และเปนที่เก็บเครื่องดนตรีทั้งหมด  มีครูอยู่ที่นั่นสำหรับดูแลเครื่องฝึกซ้อมดนตรีอยู่เสมอ”.

พ.ต.อ.อนุ  เนิดหาด

ผกก.สภ.แม่แจ่ม