หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านถนนช้างม่อย(๕๓)

Author by 2/08/13No Comments »

ด้านหลังอาคารพาณิชย์ริมถนนช้างม่อยด้านทิศเหนือเคยเป็นบริเวณคุ้มของเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ ๙

หลังจากเจ้าแก้วนวรัฐพิราลัยเมื่อกลางปี พ.ศ.๒๔๘๒ คุ้มตกทอดมาถึงรุ่นลูก ต่อมาขายเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ ผู้ที่ซื้อไว้ คือ นายชู  โอสถาพันธ์ หรือ “เถ้าแก่โอ้ว”

หลังจากได้กรรมสิทธิ์คุ้มแล้ว  ครอบครัวของเถ้าแก่โอ๊วจึงเข้าไปอาศัยอยู่ที่คุ้ม

ต่อมาปี พ.ศ.๒๔๙๙ มีการรื้อคุ้มหลวงและสร้างเป็นตลาดนวรัฐ  ขณะมีมหรสพฉลองการเปิดตลาดนวรัฐเมื่อกลางปี พ.ศ.๒๕๐๐ ได้มีคนร้ายขว้างระเบิดใส่นายชู  โอสถาพันธ์ เป็นเหตุให้เสียชีวิตลง ขณะนั้นอายุ ๖๕ ปี นายชู  โอสถาพันธุ์ มีบุตรธิดารวม ๑๐ คน จากภรรยา ๖ คน ปัจจุบันมีลูกหลานรวม ๑๓๗  คน (นายสรายุทธ  โอสถาพันธุ์,สัมภาษณ์)

ย้อนมาที่สี่แยกโรงหนังศรีนครพิงค์ด้านทิศใต้ ด้านขวาของถนนช้างม่อย เคยเป็นบ้านของพ่อเลี้ยงน้อยสม  สมุทรนาวี

พ่อเลี้ยงน้อยสมมีเชื้อสายพม่า เป็นบุตรของนายยูนินและเจ้าคำฟู  ณ ลำพูน

อาชีพของพ่อเลี้ยงน้อยสม คือ ทำไม้สักโดยเป็นที่ปรึกษาของบริษัทบอร์เนียวฯ ทำหน้าที่ดูแลช้างทีลากไม้ทั้งหมด นอกจากนี้ยังเป็นที่ปรึกษาด้านการทำไม้ให้กับเจ้าหลวงเชียงใหม่อีกด้วย

บ้านของพ่อเลี้ยงน้อยสม  สมุทรนาวี คือ บริเวณถนนช้างม่อย ก่อนถึงตรอกเล่าโจ๊ว เป็นบ้านไม้สักหลังใหญ่พักอาศัยอยู่กับครอบครัว ภรรยาชื่อแม่เลี้ยงบุญปั๋น บุตรธิดา ๒ คน คือ นายจันทร์ และนางแสงคำ  พุทธโกษา  ต่อมามีภรรยาคนที่สอง ชื่อ นางรุน บุตรหญิง ๑ คน คือ นางน้อย  สำลีทอง(แต่งงานกับนายเทียม  สำลีทอง)

พ่อเลี้ยงน้อยสม เสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๖  กรรมสิทธิ์บ้านตกสู่รุ่นลูกหลานซึ่งมักแยกย้ายครอบครัวไป ต่อมาเมื่อบ้านทรุดโทรมลงได้รื้อและสร้างเป็นตึกแถวสองชั้นติดถนนช้างม่อยให้เช่าประมาณ ๑๐ ห้อง ผู้ลงทุนสร้างคือ เถ้าแก่โอ๊ว(นายชู โอสถาพันธ์) มีสัญญาว่าให้เถ้าแก่โอ๊วผู้ลงทุนสร้างเช่าในระยะเวลา ๑๐ ปี จ่ายค่าเช่าให้เจ้าของที่ดินเป็นรายเดือน หลังจาก ๑๐ ปีแล้วกรรมสิทธิ์ตกเป็นของเจ้าของที่ดินเก็บผลประโยชน์ได้

เมื่อสร้างเป็นตึกแถวเสร็จ เถ้าแก่โอ๊วได้ให้เช่าเป็นรายเดือน เมื่อครบกำหนด ๑๐ ปีกรรมสิทธิ์ตกเป็นของคุณอ่อนศรี  สิทธิชัย รุ่นหลานของพ่อเลี้ยงน้อยสม  สมุทรนาวีและขายเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ไป(คุณอ่อนศรี   สิทธิชัย,สัมภาษณ์)

บริเวณใกล้แยกเคยเป็นห้องแถวชั้นเดียว คนรุ่นเก่าบอกว่าเป็นร้านขายลาบและอาหารพื้นเมือง ผู้เช่าทำเป็นคนจีนเรียกกันว่า อาแม รุ่นลูก คือ คุณมัณฑนา  ลี้ตระกูล เจ้าของบริษัทมัทณาพาณิชย์

ละแวกใกล้เคียงกันในอดีตเคยเป็นร้านสมชาย รับถ่ายรูป ขายนาฬิกา ถัดไปเป็นร้านสอนพิมพ์ดีด ถัดไปเป็นร้านเนรมิต , ร้านเด่นชัยถ่ายรูป ต่อมาย้ายไปอยู่ถนนราชวิถี, ร้านธานินทร์วิทยุมี ๒ ห้อง , ร้านขายรองเท้า เข็ม ด้าย , บริษัทเดินอากาศไทย หรือ บ.ด.ท.  เมื่อย้อนไป ๓๐ ปี ย่านนี้ผู้คนพลุกพล่าน ค้าขายดี

เลยไปทางทิศตะวันออกไม่ไกลนักเป็นร้านกระจกสมมิตร ตระกูล   พงศ์ชัยเดชา

ร้านกระจกสมมิตรเริ่มจากนายประเสริฐ  พงศ์ชัยเดชา(เดิมแซ่โง้ว) คนกรุงเทพฯ โยกย้ายมาอยู่เชียงใหม่ขณะอายุประมาณ ๒๙ ปี โดยมาร่วมลงทุนกับเพื่อนเปิดบริษัทขนส่ง ชื่อ บริษัทขนส่งสมมิตร โดยเช่าตึกแถวอยู่ถนนช้างม่อยใกล้ตลาดวโรรส

ต่อมาแต่งงานกับแม่นงลักษณ์  แซ่ลิ้ม บุตรธิดารวม ๗ คน คือ

๑. น.ส.สุณี        พงษ์ชัยเดชา                ๒. น.ส.พรรณี   พงษ์ชัยเดชา

๓. นายฐิติศักดิ์  พงษ์ชัยเดชา                 ๔. นายชูรัตน์    พงษ์ชัยเดชา

๕. รศ.ดร.มนัส    พงษ์ชัยเดชา      รับราชการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยศิลปากร           ๖. นายมนู        พงษ์ชัยเดชา

๗. น.ส.เด่นเดือน  พงษ์ชัยเดชา

คุณสุณี  พงศ์ชัยเดชา อายุ ๕๙ ปี บุตรหญิงคนโต เล่าเกี่ยวกับความเป็นมาของร้านกระจกสมมิตรว่า 

“อาปา(พ่อ)เกิดที่กรุงเทพฯ ยึดอาชีพเป็นช่างตีทองที่บ้านหม้อมาระยะหนึ่ง ต่อมาโยกย้ายมาอยู่เมืองเชียงใหม่ เคยเล่าว่าเก็บเงินสะสมได้ ๒๐,๐๐๐ บาทเป็นทุน มาลงทุนร่วมหุ้นกับกลุ่มเพื่อน เปิดบริษัทขนส่ง โดยมีรถยนต์รับจ้างขนสินค้าที่สถานีรถไฟมาลงตามร้านในเขตเมืองเชียงใหม่ ยุคที่เปลี่ยนจากใช้ขนส่งทางเกวียนเทียมวัวมาเป็นรถยนต์

“ส่วนแม่เป็นคนอำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย เมื่ออายุ ๑๕ ปีโยกย้ายมาอยู่กับพี่ชายซึ่งมีร้านค้าอยู่ที่ตรอกเล่าโจ๊ว ญาติของแม่ครอบครัวหนึ่งโยกย้ายมาอยู่เชียงใหม่ตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ แล้ว ชื่อว่า สัจจา  เล็กอุทัย เป็นคหบดีของจังหวัดอุตรดิตถ์ มีโรงน้ำตาลที่อุตรดิตถ์ มาซื้อคุ้มเจ้าเชียงใหม่อยู่ที่บ้านบวกครก ถนนทางไปอำเภอสันกำแพง มีพื้นที่ประมาณ ๑๐๐ ไร่ ปัจจุบันส่วนหนึ่งคือ บริเวณห้างแมคโคร ตอนเด็กทันได้ไปเที่ยวเล่นที่บ้านหลังนี้ อายุ ๗-๘ ขวบ  คุณสัจจา ลงทุนทำสวนลำไยซึ่งขณะนั้นมีชื่อเสียงมากเมื่อ ๕๐ ปีก่อน เรียกลำไยสีชมพูสวนเล็กอุทัย  มีชื่อเสียงรองจากลำไยหนองช้างคืนของท่านสง่า  กิตติขจร  บ้านเป็นคุ้มเจ้าเก่าเป็นตึกสองชั้น พื้นกระดานไม้สักแผ่นใหญ่ ให้คนใช้ลงน้ำมันขัดเป็นเงาวาว ห้องน้ำกว้างขนาดห้องนอน  เจ้าของบ้านเลี้ยงหมาพันธุ์เกรดเดนตัวใหญ่ ซึ่งคนรวยเท่านั้นที่เลี้ยงได้ ลูกสาวคนหนึ่งชื่อ กี เรียนจบโรงเรียนเรยีนาเชลี ต่อมาแต่งงานกับชาวเกาหลี ภายหลังมีการแบ่งขายที่ดินไปและขายบ้านหลังนี้ เปลี่ยนกรรมสิทธิ์ไป

“แม่มาอยู่กับครอบครัวพี่ชายที่ตรอกเล่าโจ๊ว พี่ชายแม่มีอาชีพตัดเสื้อนอก ต่อมามีแม่สื่อติดต่อให้อาปา(พ่อ)กับแม่แต่งงานกัน  ช่วงเวลานั้นหุ้นส่วนของอาปาเกิดแตกคอกันและเลิกกิจการรถขนส่ง  อาปากับแม่จึงมาเซ้งตึกแถวเดิมของบริษัทสมมิตรอยู่อาศัยและเริ่มต้นค้าขาย  สินค้าระยะแรก คือ ลอตเตอรี่ , ส้มเขียวหวาน , ภาพโปสเตอร์  ต่อมาเปลี่ยนเป็นซื้อภาพในหลวงมาวางขายในร้าน โดยสั่งซื้อจากกรุงเทพฯ   หลังจากนั้นเพิ่มมาทำกรอบภาพในหลวง สั่งกระจกและไม้มาทำกรอบภาพ  ต่อมาก็ขยายมารับทำกรอบภาพและขายกระจกทั่วไป สมัยนั้นยังมีโรงหนังศรีนครพิงค์อยู่ ตรงข้ามร้านเป็นตลาดเจ๊กโอ๊ว มีคิวรถ คนพลุกพล่านทำให้ค้าขายดี ตั้งแต่เช้ามืดคนก็มากันแล้ว จากต่างอำเภอนำเป็ดไก่เป็นตัวๆ มาขาย แลกเปลี่ยนกัน รวมทั้งผักด้วย กลางคืนมีหนังฉาย ๒ รอบ รอบหลังเลิกเกือบเที่ยงคืน กิจการดีขึ้นตามลำดับ

“นอกจากรับทำกรอบรูปและขายกระจกที่ร้านแล้ว พ่อยังรับติดตั้งกระจกตามบ้านด้วย ขณะนั้นซื้อรถยนต์มาคันหนึ่งราคา ๓๐,๐๐๐ บาท ออกรับงานติดกระจกตามบ้านตามร้าน มีช่าง ๓ คนคอยช่วย

ข้างๆ ร้านเราด้านทิศตะวันตกเคยเป็นร้านขายผ้าของแขก ต่อมาเปลี่ยนเจ้าของเป็นขายเครื่องเหล็ก เจ้าของเป็นลูกเขยร้านซิ้นเชียงหลี ชื่อร้านบุ้งฮั่วเส้ง ต่อมาร้านนี้ย้ายไปตลาดเทศบาล เราซื้อกรรมสิทธิ์ต่อและขยายร้าน  ส่วนด้านข้างตะวันออกเคยเป็นร้านขายรถจักรยาน ขายจักรเย็บผ้า เสื้อผ้า ครั้งหลังสุดเปลี่ยนเป็นร้านขายแอนตีค(เฟอร์นิเจอร์เก่า) ต่อมาย้ายร้านไปอยู่อำเภอหางดง เราจึงซื้อต่อไว้และขยายร้านเป็นสามห้อง

“นอกจากร้านหลักที่ถนนช้างม่อยแล้ว ครอบครัวเรามีร้านที่ปากทางเข้าตลาดวโรรสด้านถนนวิชยานนท์อีก ๑ ร้าน ร้านนี้ซื้อเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๓ หลังจากไฟไหม้ตลาดและสร้างใหม่ เดิมเป็นของร้านโต่วย่งเส้ง อยู่ใกล้ร้านเราที่ถนนช้างม่อย ต่อมาทราบจากขายเราจึงติดต่อซื้อ แต่มีข้อแม้ที่ตลาดวโรรสตั้งเกณฑ์ไว้คือ ต้องเป็นชื่อเจ้าของเดิมก่อน ๑ ปี จึงจะเซ้งหรือขายต่อได้ ราคาขณะนั้น ๘ แสน ๕ หมื่นบาท ผ่อนชำระ ๓ ปี  เราจึงต้องผ่อนส่งโดยเป็นชื่อร้านโต่วย่งเส้งก่อน ซึ่งต้องไว้ใจกัน หากเขาแย้งเรื่องกรรมสิทธิ์คงทำได้  แต่คนสมัยก่อนซื่อตรงต่อกัน ไม่ได้มองเรื่องเงินเป็นหลัก ยึดคำพูดคำสัญญาเป็นหลัก ปัจจุบันร้านนี้เราให้ธนาคารแห่งหนึ่งเช่า”

ถัดไปทางตะวันออกคือ ร้านกระจกถาวรกิจ

คุณป้าปรุง  จุลาสัย เจ้าของร้าน ปัจจุบันอายุ ๙๒ ปีให้ข้อมูลว่า

“มีเตี่ยบุญธรรมอยู่เชียงใหม่ ชื่อนายเล่งซัวขอป้ามาเลี้ยง เช่าห้องอยู่ที่ถนนวิชยานนท์ หน้านิยมพานิชเก่า ขายของใช้ต่างๆ

“ตอนเด็กเข้าเรียนคำเที่ยงอนุสรณ์ สมัยนั้นถึงม.๒ ต่อโรงเรียนวัฒโนทัย สมัยนั้นอยู่หน้ายุพราช พ่อแม่ไม่อยากให้เรียนเพราะเป็นผู้หญิง ครอบครั้วคนจีนแถวใกล้บ้านก็ไม่อยากให้เรียน อยากให้มาช่วยค้าขาย แต่เราอยากเรียน ขอเรียน เรียนโรงเรียนวัฒโนทัยจนจบ ม.๘ รุ่นสุดท้ายก่อนที่โรงเรียนจะย้ายไปอยู่ที่ถนนบุญเรืองฤทธิ์”.

.ต.อ.อนุ  เนินหาด ผกก.สภ.แม่แจ่ม