หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านถนนช้างม่อย(๕๕)

Author by 2/08/13No Comments »

ก่อนถึงตรอกเล่าโจ๊วมีร้านเชียงใหม่สุจริตพานิช เจ้าของ คือ นายณัฎฐพร สุจริตรักษ์ เริ่มมาเช่าเปิดร้านขายอุปกรณ์ไฟฟ้าเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๓

ฝ่ายภรรยา คือ คุณพิมพรรณ  สุจริตรักษ์  ปัจจุบันอายุ ๘๐ ปี (เกิดปี พ.ศ.๒๔๗๕) เล่าว่าเดิมอยู่ “ร้านตันร้อยกี่” ถนนวิชยานนท์ ฝั่งตลาดวโรรสบริเวณสะพานลอยคนข้ามในปัจจุบัน เป็นบุตรหญิงของนายสุดใจ  แซ่ตั้ง และนางบัวผัน  สกุลเดิม อินทวงศ์ ครอบครัวเดิมอยู่บ้านศรีภูมิ

นายสุดใจ  แซ่ตั้ง อพยพมาจากประเทศจีนมาอยู่เมืองเชียงใหม่เมื่ออายุ ๑๓ ปี ต่อมาอายุ ๑๘ ปีแต่งงานกับนางบัวผัน และเริ่มสร้างครอบครัวโดยเช่าห้องแถวอยู่หน้าตลาดวโรรส เปิดร้านขายเครื่องก่อสร้าง สีน้ำมัน สีกระป๋อง มักขายให้คนทำร่มบ่อสร้าง สันกำแพง บุตรธิดารวม ๗ คน คือ

๑.นายอิ่วชิว แซ่ตั้ง                    ๒.นางสุดาพร แซ่เตียว

๓.นายอภิสิทธิ์ ตนานุวัฒน์   ๔.นางพิมพรรณ  สุจริตรักษ์

๕.นายอภิสิทธิ์ ตนานุวัฒน์   ๖.นายสุรศักดิ์  ตนานุวัฒน์

๗.นางภัทรนี  จุฑานนท์

คุณพิมพรรณ เริ่มเรียนหนังสือที่โรงเรียนสุวรรณ ถนนราชวงศ์ ต่อมาเข้าเรียนโรงเรียนคำเที่ยงอนุสสรณ์ จนจบมัธยมที่ ๓ แล้วออกมาช่วยค้าขายที่ร้าน จนอายุ ๒๔ ปีแต่งงานและแยกครอบครัว ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับความห่วงใยของพ่อแม่ที่มักแนะนำคู่ครองที่ดีและเหมาะสมให้กับรุ่นลูกที่เรียกว่า คลุมถุงชน

“มีแม่สื่อติดต่อให้มารู้จักกัน ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน อยู่ร้านช่วยขายของ เตี่ยหวง ผู้ชายมาซื้อของจะให้เข้าไปอยู่หลังร้าน ให้ลูกชายขายหรือเตี่ยขายเอง จะใช้สายตาดุให้ไปอยู่หลังร้าน

“ไม่ได้ช่วยขายของสักเท่าไหร่ ขอไปเรียนตัดเสื้อและทำงานเย็บผ้าอยู่ชั้นบน  เหตุที่เตี่ยกับแม่เป็นห่วงเพราะมีประวัติลูกสาวร้านอื่นหนีตามผู้ชายไป เขากลัว แถวตลาดหนุ่มเยอะ หากไปซื้อของในตลาดวโรรสหลังบ้าน ครู่เดียวให้พี่ชายไปตาม มักไม่ได้ออกจากบ้าน  คราวที่ไปเรียนตัดเสื้อ  เป็นลักษณะเช้าไปเรียนเย็นกลับ นั่งสามล้อรับจ้างไป  สถานที่เรียน คือร้านเสริมลักษณ์ บริเวณแยกกลางเวียง ปัจจุบันคือบริษัทซิงเกอร์ เจ้าของคือ คุณแน่งน้อย  ปัทมอดิสัย พี่ของคุณชาญ ปัทมอดิสัย เป็นญาติคือแม่เขาเป็นพี่สาวของแม่เรา

“ขณะนั้นคนเรียนตัดเสื้อประมาณ ๑๐ คนเศษ เรียน ๒ ปี เริ่ม ๗ โมงเช้า เลิก ๓-๔ โมงเย็น สมัยนั้นวันอาทิตย์ที่ไปเรียนตัดเสื้อได้มีโอกาสไปฟังท่านปัญญานันทะเทศน์เวลาประมาณ ๙-๑๐ โมง ที่ศาลาธรรมใกล้ๆ ที่เรียน เทศน์ดี คนมาฟังกันเยอะ เด็กมักซื้อเม็ดก๋วยจี้ไปแทะกินขณะฟังเทศน์ ท่านปัญญานันทะบอกว่า มาฟังเทศน์ ไม่ให้กินของขบเคี้ยว แก๊บๆ ไม่ดีไม่สมควร หลังจากนั้นเลิกแทะกันหมด ขณะนั้นอายุ ๑๗ ปี  เตี่ยแม่ไม่รู้ว่าแอบไปฟังเทศน์ มักไปกับเพื่อนที่เรียนด้วยกัน

“หลังจากจบแล้ว ซื้อจักรเย็บผ้าและรับจ้างตัดเสื้อผ้าตัวละ ๕ บาท ส่วนผ้าถุงตัวละ ๑ บาทบ้าง ๕๐ สตางค์บ้าง คนว่าจ้างจะซื้อผ้ามาให้เราเย็บ  ซื้อผ้าที่ตลาด มักเป็นพวกทำร่มบ่อสร้าง จำได้ว่าด้ายสำหรับเย็บเสื้อผ้าบางยี่ห้อด้านในจะใส่เงินเป็นแบ๊งค์ ๑ บาทไว้ เป็นนโยบายการขาย ใช้เย็บไปได้สักครึ่งก็จะรู้ว่ามีเงิน ต้องดึงด้ายออกเอาเงินก่อน  แม่(คุณพิมพรรณ)รับจ้างตัดเสื้อผ้าได้เงินมาก็เก็บไว้ใช้เอง แจกให้น้องๆ บ้าง น้องๆ มักมาเอาใจเพราะจะได้เงินไปซื้อขนม ทำให้เราเหมือนมีสมุนอยู่รอบข้าง

“ก่อนหน้านี้เตี่ยไปซื้อห้องแถว ๓ ห้องอยู่ต้นถนนช้างม่อย (เยื้องธนาคารทหารไทย ปัจจุบันคือร้านตนานุวัฒน์เฟอร์นิเจอร์) แล้วให้เขาเช่า ต่อมารื้อสร้างเป็นตึกอยู่อาศัย และย้ายครอบครัวไปอยู่ที่นั่นกัน คงเหลือแต่พี่ชายคือ อภิสิทธิ์ จบ ม.๖ โรงเรียนยุพราช คงพักอยู่ที่ร้านเดิมที่ถนนวิชยานนท์  เมื่อแม่แต่งงานปี พ.ศ.๒๔๙๙ จัดงานเลี้ยงที่บ้านหลังนั้นและสามีย้ายมาพักอาศัยอยู่ร่วมกัน ที่เรียกว่าแต่งเข้า

“ก่อนจะรู้จักสามี มีพ่อสื่อ บอกว่าคืนนี้จะมาดูให้เราเตรียมตัว มา ๒ คนกับพ่อสื่อ พ่อสื่อคือ อาเต็กติ๊กเส่ง ไม่ใช่ญาติแต่ทั้งสองฝ่ายรู้จัก มักเป็นคนกว้างขวางรู้จักคนเยอะ เป็นผู้ใหญ่ที่เชื่อถือได้ทั้ง ๒ ครอบครัว การใช้พ่อสื่อนี้ บางรายเมื่อพบหน้าแล้วผู้ชายไม่ชอบก็มี  ส่วนมากพ่อสื่อจะบอกว่าพ่อแม่เขาดีมีหน้ามีตา พ่อสื่อคนนี้เป็นรุ่นพ่อแม่ ไปมาหาสู่กัน เย็นมักมานั่งคุยกับพ่อแม่

“พ่อสื่อแกล้งบอกว่าจะมาดูวิทยุที่นำมาซ่อม ประมาณ ๑ ทุ่มก็มาที่บ้านช้างม่อย มา ๒ คน คือ พ่อสื่อกับสามี มาคุยกับแม่ เราบอกน้องว่า สงสัยเขาจะมาดูเจ๊และบอกว่าหากรูปร่างสูงกว่าเจ๊หน่อยจะตกลง หากเตี้ยกว่าจะไม่เอา  ดูแล้วสูงกว่าเรานิดหน่อย เรื่องแต่งงานจึงแล้วแต่พ่อแม่จะเห็นดี หลังจากนั้นประมาณ ๒ เดือนจึงมีการมาสู่ขอและแต่งงาน  เป็นการแต่งเข้าคือสามีมาอยู่กับฝ่ายหญิงเพราะที่บ้านเขาไม่มีห้อง ไม่สะดวกเรื่องที่พัก แต่สามียังต้องไปช่วยที่ร้านเหลี่ยวย่งง้วน

“ต่อมาปี พ.ศ.๒๕๐๓ ได้แยกครอบครัวออกมา เลือกสถานที่ที่จะเปิดร้านขายของโดยเน้นใกล้ตลาดวโรรส และได้ตึกแถวที่เป็นร้านเชียงใหม่สุจริตพานิชในปัจจุบัน ด้านการลงทุนเตี่ยสามีมาช่วยเป็นหลักเรื่องทุนค้าขาย

“ตึกแถวเป็นของพ่ออาจารย์อเนก  นิมมลรัตน์ ของเขาสร้างไว้รวม ๓ ห้อง ให้เราเช่า ๑ ห้อง อีก ๒ ห้อง คือ ร้านเกี่ยงอันตึ้ง เจ้าของชื่อ นายอึ้งเกี่ยงฮั๊ว รุ่นลูกคือ หมอมานพและนายมนัส  ศิริมหาราช

“อีกร้านหนึ่ง คือร้านขายยาอังอังโอสถ ขายยาจีน ต่อมาเลิกกิจการ ปัจจุบันคือ ร้านโกลเบิลทัวร์

ส่วนตึกแถวด้านข้างด้านตะวันตกเป็นของคุณอ่อนศรี มีประมาณ ๗-๘ ห้อง มีผู้เช่าขายรถจักรยาน , ร้านดัดผม และเจ้าของร้านมัทนะพานิชซื้อไว้ ๒-๓ ห้อง

“ร้านที่ขายสินค้าเหมือนร้านเรา คือ ร้านแต่ฮะเซ้ง อยู่ติดร้านเราเลย เขาขายเฉพาะจักรยานและรับซ่อมจักรยาน เจ้าของชื่อเฮียเจียะ  แซ่แต่ ต่อมาย้ายไปถนนลอยเคราะห์ เปลี่ยนไปทำหอพัก อีกร้านหนึ่ง คือ ร้านพิงพานิช ปัจจุบันอยู่บริเวณเยื้องร้าน คือบริเวณร้านแว่นตาทอปเจริญในปัจจุบัน

“ต่อมาจึงซื้อห้องแถวนี้เป็นกรรมสิทธิ์

“สมัยก่อนเปิดถึง ๓ ทุ่ม มีโรงหนังศรีพิงค์คนพลุกพล่าน ชาวบ้านเจ้าของร้านค้าละแวกนี้ออกมานั่งข้างนอก คุยกัน เด็กเล่นหน้าบ้านได้ คนมาดูหนังมักใช้รถจักรยานและบริการ ๓ ล้อ เด็กทำการบ้านอยู่หน้าบ้าน เด็กละแวกนี้เยอะ วิ่งเล่นด้วยกัน สนุกสนานเป็นกันเอง”

ถัดมาเป็นมานพคลีนิค ตระกูล ศิริมหาราช

          เชื่อว่าคงไม่มีครอบครัวใดในจังหวัดเชียงใหม่เรียนแพทย์และทำงานเป็นแพทย์มากไปกว่าตระกูล ศิริมหาราช

โดยต้นตระกูลเรียนแพทย์ทางจีนและรับรักษาคนเจ็บป่วยมาก่อน คือ เถ้าแก่เกี่ยงฮั้ว  แซ่อึ้ง

เถ้าแก่เกี่ยงฮั้ว เป็นชาวจีนไม่กี่คนในเมืองเชียงใหม่ในสมัยนั้น ที่มีความรู้ทางรักษาโรคแบบจีน โดยเดินทางมาจากเมืองซัวเถาเมื่ออายุ ๒๒ ปีพร้อมกับพี่ชาย มีความรู้ด้านการตรวจรักษาโรคแบบจีนทั้งคู่   ว่ากันว่าความรู้ด้านนี้ตกทอดมาจากบรรพบุรุษถึง  ๗  ชั่วคนแล้ว  พี่ชายอยู่กรุงเทพฯ  ส่วนเถ้าแก่เกี่ยงฮั้ว  แยกมาอยู่เชียงใหม่  โดยมาหาญาติแซ่อึ๊งอยู่ที่โรงเรียนฮั่วเอง พักอยู่กับญาติและเปิดรับการวิเคราะห์โรคโดยวิธีจับชีพจรและเขียนใบสั่งยาจีน  คนจีนและคนไทยในเมืองเชียงใหม่ให้ความสนใจมารักษากันจำนวนมาก

ต่อมาเมื่อมีทุนมากขึ้นได้ไปเช่าห้องแถวของหลวงโยนการพิจิตร ตระกูลอุปโยคิน อยู่ถนนเจริญประเทศใกล้โรงแรมพรพิงค์    เมืองเชียงใหม่ขณะนั้นไม่ใหญ่โตเมื่อรู้ว่ามีหมอจากเมืองจีนมาก็มาให้ตรวจรักษากันมาก  ตรวจครั้งละ  ๑  บาท และเขียนชื่อยาจีนให้ไปซื้อยากินเอง

เถ้าแก่เกี่ยงฮั้ว มีความรักในผืนแผ่นดินจีนมาก ได้เป็นคณะกรรมการคนเชื้อสายจีนในเชียงใหม่ซึ่งมีกิจกรรมเรี่ยไรเงินส่งไปช่วยเหลือพี่น้องชาวจีนที่แผ่นดินใหญ่ กิจกรรมเหล่านี้รัฐบาลเห็นว่าเป็นความผิดตามกฎหมายจึงมีการจับกุมและลงโทษโดยเนรเทศเถ้าแก่เกี่ยงฮั้วและกรรมการอื่นอีก ๓ คนไปอยู่จังหวัดเพชรบูรณ์  ระหว่างอยู่ที่จังหวัดเพชรบูรณ์เถ้าแก่เกี่ยงฮั้วมีธุรกิจหุ้นส่วนทำโรงสีข้าวส่งเงินมาให้ครอบครัวที่เชียงใหม่  ปี พ.ศ.๒๔๙๙ พ้นโทษแล้วได้เดินทางกลับเชียงใหม่ มาเช่าบ้านอยู่ถนนช้างม่อย เปิดร้านชื่อ “เกี่ยงอังตึ้ง” รับรักษาโรคแบบจีนเช่นเดิม

เป็นที่รู้กันทั่วไปว่าครอบครัวของเถ้าแก่เกี่ยงฮั้วรักประเพณีจีนอย่างยิ่ง รุ่นลูกทุกคนได้รับการปลูกฝังให้พูดภาษาจีนแต้จิ๋ว ได้รับการปลูกฝังเรื่องรักครอบครัว เคารพพ่อแม่และผู้อาวุโสกว่าตามวัยวุฒิ

บ้านใกล้เคียงจะเห็นลูกของเถ้าแก่เกี่ยงฮั้วทุกคนเมื่อจะออกจากบ้านต้องโค้งคำนับพ่อแม่ และเมื่อจะเข้าบ้านต้องโค้งคำนับพ่อแม่  ซึ่งเป็นวัฒนธรรมจีนที่ไม่ใช้การไหว้ วัฒนธรรมนี้ส่งมาถึงรุ่นหลานเมื่อจะออกจากบ้านต้องโค้งคำนับและบอกให้ทราบว่าจะไปไหน จะกลับเมื่อไร  นอกจากนี้รุ่นลูกแม้เมื่อแต่งงานแยกครอบครัวไปแล้วลูกทุกคนหามีเวลาจะต้องแวะมาทานข้าวเย็นกับพ่อแม่.

พ.ต.อ.อนุ  เนิดหาด

ผกก.สภ.แม่แจ่ม