หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านถนนช้างม่อย(๕๖)

Author by 2/08/13No Comments »

ใกล้ตรอกเล่าโจ๊วมีคลีนิกหมอมานพ ตระกูล “ศิริมหาราช”

ในอดีตเคยเป็นร้านของรุ่นพ่อ ชื่อ เถ้าแก่เกี่ยงฮั้ว  แซ่อึ้ง เปิดร้านรักษาโรคแบบจีนและขายยา

เถ้าแก่เกี่ยงฮั้วเคยเล่าว่าบรรพบุรุษที่เมืองจีนมีอาชีพเป็นหมอมาหลายชั่วอายุคน และมักปลูกฝังให้รุ่นลูกหลานเรียนเป็นหมอต่อไปอีกด้วย

นอกจากนี้แล้วรุ่นลูกรุ่นหลานจะได้รับการปลูกฝังให้ช่วยเหลืองานซึ่งกันและกัน ดังรุ่นลูกคนหนึ่งของเถ้าแก่เกี่ยงฮั้ว คือ หมอมานพ เมื่อจบเป็นแพทย์และมาเปิดคลินิกที่ร้านเดิมของพ่อ เถ้าแก่เกี่ยงฮั้วจะให้หลานที่ส่วนใหญ่เรียนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่จัดเป็นเวรมาช่วยงานที่คลินิก เช่น ช่วยจ่ายยา เป็นการฝึกให้รักผูกพันกันในครอบครัว

ภรรยาของเถ้าแก่เกี่ยงฮั้ว  ชื่อว่า แม่โปยลั้ง ได้ชื่อว่าเป็นผู้หญิงเก่งคนหนึ่งเพราะสามารถเลี้ยงลูก ส่งลูกให้มีการศึกษาได้ทั้ง ๘ คน ทั้งๆ ระยะหนึ่งสามีคือ เถ้าแก่เกี่ยงฮั้วต้องแยกไปอยู่จังหวัดเพชรบูรณ์

เถ้าแก่เกี่ยงฮั้วและแม่โปงลั้ง แม้อายุมากแล้วแต่คราวที่ลูกชาย คือ หมอมานพ เปิดคลินิกรักษาคนไข้ ทั้งสองก็ยังคงมาช่วยต้อนรับลูกค้าที่มารอรักการตรวจรักษา มาทักทายและเป็นเพื่อนคุย โดยกล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า รุ่นลูกทุกคนเรียนหนังสือเก่ง เป็นคนดีทุกคนเพราะตระกูลเดิมนี้เป็นหมอช่วยรักษาโรคให้คนที่เจ็บป่วย การรักษาคนนี้เป็นบุญ ผลบุญส่งมาให้ลูกให้หลานเป็นคนดี ครอบครัวอบอุ่น มีความสุข

ตระกูลหมอรักษาโรคเดิมมาสู่รุ่นลูกที่แต่งงานมีครอบครัวนับผู้ทำหน้าที่หมอรักษาโรคถึง ๑๗ คนด้วยกัน

นอกจากนี้แม่โปยลั้ง ได้ชื่อว่ามีกริยาสุภาพเรียบร้อย รุ่นลูกเรียกแม่โปยลั้งว่า “อาเนี้ย” เป็นคำที่มีความหมายว่า “คุณนาย” คือเป็นการยกย่องอีกระดับหนึ่ง  บุคลิกของแม่โปยลั้งที่บ้านใกล้เคียงได้พบเห็นคือ แต่งตัวสุภาพเรียบร้อยอยู่เสมอโดยเฉพาะคราวที่ต้องออกจากบ้านไปพบปะผู้คนในสังคม อีกทั้งเป็นผู้หญิงที่สวย

ลูกคนหนึ่ง คือ นพ.มานพ  ศิริมหาราช เคยดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลประสาท เชียงใหม่ ต่อมาย้ายเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลสงฆ์ ที่กรุงเทพฯ  แม้หน้าที่ราชการจะเจริญก้าวหน้าแต่ขาดเวลาที่จะอยู่ใกล้ชิดดูแลพ่อแม่ จึงเลือกแนวทางดูแลพ่อแม่เป็นหลักและได้ลาออกจากราชการ

บุตรชายคนหนึ่งที่เป็นที่รู้จักกันทั่วไป คือ นายมนัส  ศิริมหาราช อดีตเทศมนตรีนครเชียงใหม่ ปัจจุบันอายุ ๗๔ ปี เล่าความเป็นมาของครอบครัวว่า

“เตี่ยมาจากเมืองจีนพร้อมกับพี่ชาย  พี่ชายเตี่ยเป็นหมอจีนอยู่กรุงเทพฯมีชื่อเสียงมาก หลังจากเตี่ยเรียนวิชารักษาจากพี่ชายแล้ว ไม่อยากเปิดรักษาที่กรุงเทพฯเพราะจะเป็นการแข่งขันกันเอง ประกอบกับมีเพื่อนอยู่เชียงใหม่ หลานของเจ้าของร้านเหลี่ยวย่งง้วน จึงมาอยู่เชียงใหม่และเปิดรับรักษาโรคแบบจีน

“ผมเกิดที่กรุงเทพฯ ปี พ.ศ.๒๔๘๑ มาโตที่เชียงใหม่ โดยครอบครัวเช่าบ้านอยู่ถนนเจริญประเทศ ช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ เตี่ยต้องถูกเนรเทศไปอยู่เพชรบูรณ์ คนที่ต้องทำหน้าที่หนักคือ แม่ เพราะต้องเลี้ยงลูกทั้ง ๘ คน  เป็นครอบครัวจีนครอบครัวเดียวที่มาอยู่ย่านเจริญประเทศ แปลกแยกมากกับชาวบ้าน ผมเป็นเด็กถูกรังแกบ่อย เดินผ่านมันไล่เตะเลย เรียกว่าไอ้ลูกเจ๊ก ผมเลยต้องไปฝึกชกมวย ไปขอฝึกที่ค่ายศิษย์วัลลภ เจ้าของชื่อครูวัลลภ ค่ายมวยอยู่ซอยข้างวัดบุพพาราม ถนนท่าแพ เด็กฝึกกันเยอะ ตอนนั้นอายุ ๑๕-๑๖ ปี เรียนอยู่โรงเรียนมงฟอร์ต ขึ้นชกหลายครั้งตามเวทีมวยงานวัด แล้วก็ขึ้นชกสนามเดชานุเคราะห์ด้วย สมัยนั้นไปเปรียบมวยที่บ้านครูเรือง อยู่ใกล้โรงเรียนเพชรงาม เมื่อชกมวยแล้วศักดิ์ศรีดี พอรู้ว่าเราชกมวยมันไม่กล้ายุ่งด้วย  อยากมาเป็นเพื่อนและยกย่อง ยิ่งไปโรงเรียนเพื่อนยอมมาเป็นเพื่อนเพราะเราเป็นนักมวย ขึ้นชกสนามใหญ่มาแล้ว

“ตอนหลังบราเดอร์ที่มงฟอร์ตมาฟ้องแม่ แม่จึงไม่อนุญาตให้ชกอีก ต่อมาออกจากโรงเรียนมาช่วยงานบ้าน เมื่ออายุ ๑๗ ปีครอบครัวย้ายมาเช่าบ้านที่ถนนช้างม่อย (ประมาณปี พ.ศ.๒๔๙๙) ใกล้ปากตรอกเล่าโจ๊วที่เป็นคลินิกหมอมานพในปัจจุบัน เดิมเป็นของเถ้าแก่อยู่เอี่ยม  นิมมลรัตน์ ขณะนั้นมี ๓ ห้อง มาเช่าแล้วเตี่ยเปิดร้านขายยาจีนและรับรักษาคนไข้แบบจีน ต่อมาแบ่งส่วนหนึ่งขายยาฝรั่ง ผมช่วยทำหน้าที่ขายยาจีน พอจบ ม.๘ ก็ออกมาช่วยที่ร้านเต็มตัวให้น้องๆ ได้เรียนหนังสือกัน จนอายุ ๒๔ ปีแต่งงานแล้วแยกไปช่วยงานบ้านภรรยา ครอบครัวภรรยาทำเฉาก๊วยส่งขาย ขณะนั้นเป็นร้านเดียวของเมืองเชียงใหม่ที่ทำเฉาก๊วย ขายดีมาก พ่อตาคือ นายใจ แซ่โต๋ว แม่ยาย คือ แม่ชอเอง  แซ่ตั้ง ขณะนั้นพ่อตาแม่ยายอายุมากจะเลิกทำแล้ว ผมต้องมาช่วยทำต่อ ตอนนั้นบ้านของฝ่ายภรรยาอยู่ริมประตูวัดแสนฝาง ถนนท่าแพ  ชื่อ ร้านตีฮั่วเซี้ยง ต่อมาไปสร้างตึกอยู่หน้าประตูท่าแพ พักอาศัยอยู่ที่นั่นเช้าก็มาทำกิจการเฉาก๊วย  ทำเฉาก๊วยใส่ปี๊บบรรทุกจักรยานให้ลูกจ้างขี่ไปส่งตามร้านต่างๆ”

ช่วงหนึ่งของชีวิต นายมนัส  ศิริมหาราช เคยเล่นการเมืองท้องถิ่น เคยรับตำแหน่งเทศมนตรีเทศบาลนครเชียงใหม่ ได้ให้ข้อมูลเรื่องนี้ว่า

“ตอนนั้นอายุ ๓๘ ปี อาจารย์สุนทร  ศิวิลัย ตั้งกลุ่มเชียงใหม่พัฒนา มาชวนให้ลงสมัคร ส.ท.(สมาชิกสภาเทศบาลนครเชียงใหม่) ครั้งนั้นแพ้กลุ่มประชาสันติของหมอกนก  รัตนัย กลุ่มประชาสันติได้รับเลือกทั้ง ๒๔ คน  ลงสมัครอีกครั้งอายุ ๔๒ ปี กลุ่มประชาสันติมาชวนลงสมัคร ครั้งนี้ได้รับเลือกเป็น ส.ท.และดำรงตำแหน่งเทศมนตรีด้านงานคลัง ต่อมาเปลี่ยนเป็นเทศมนตรีฝ่ายงานช่างแทนคุณพิรุณ  อินทราวุธที่เสียชีวิต สมัยนั้นนายกเทศมนตรี คือ คุณศรีสวัสดิ์  อาวิพันธ์ อยู่จนครบวาระ มีการเลือกตั้งใหม่มีกลุ่มอานันทภูมิตั้งขึ้นใหม่โดยนายวรกร  ตันตรานนท์ ได้รับเลือกบริหารสภาเทศบาล ผมเว้นไป ๑๐ ปีมีการตั้งกลุ่มใหม่แข่งขัน คือ กลุ่มนวรัฐพัฒนา ชักชวนตระกูลบูรณุปกรณ์มาร่วม ชวน เสธ.ม่อยเข้ามาร่วม ผลกลุ่มนวรัฐพัฒนาชนะ เข้าบริหารเทศบาล ผมเป็นเทศมนตรีงานสาธารณสุข มี พ.อ.สกล  กลันทกะสุวรรณเป็นนายกเทศมนตรี หลังจากนั้นก็แยกตัวออกมาและเลิกเล่นการเมือง”

รุ่นลูกของเถ้าแก่เกี่ยงฮั้วและแม่โปยลั้งมี คน คือ

๑.นางลักษณา แต่งงานกับนายนิยม  เจริญวัฒนานนท์ มีกิจการโรงงานทำดินน้ำมันอยู่กรุงเทพฯ บุตรธิดา ๒ คน คนหนึ่งเป็นทันตแพทย์

๒.นายมนัส  ศิริมหาราช แต่งงานกับนายวราภรณ์ สกุลเดิม โตวิชยธำรง บุตรธิดา ๔ คน เป็นแพทย์ทั้ง ๔ คน คือ พญ.ศศิธร  ศิริมหาราช รับราชการเป็นผู้อำนวยการเขตกรมการแพทย์ที่โรงพยาบาลประสาท , พญ.วรางคนา  มั่นสกุล(แต่งงานกับนพ.นที  มั่นสกุล) เป็นรองคณบดีคณะแพทย์ศาสตร์ วชิรพยาบาล , นพ.กฤษดา ศิริมหาราช แพทย์ทางศัลยกรรมอยู่กรุงเทพฯ , ทพ.ดร.วริศรา ศิริมหาราช เป็นอาจารย์คณะทันตแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

๓.นางรัตนา  วังทองคำ แต่งงานกับนายบุญเชิด  วังทองคำ บุตรธิดา ๔ คน คนหนึ่งคือ นพ.ศุภลักษณ์  วังทองคำ เป็นแพทย์ประจำ รพ.ประสาท

๔.นางจินดา  สหัสโพธิ์ แต่งงานกับนายพิสิษฐ์  สหัสโพธิ์ มีกิจการร้านเกษมการไฟฟ้า ย่านช้างเผือก บุตรธิดา ๓ คน คนหนึ่งเป็นทันตแพทย์

๕.นางดารา  สุจริตรักษ์ แต่งงานกับ นพ.เฉลิมชาติ  สุจริตรักษ์ บุตรธิดา ๒ คน เป็นแพทย์ทั้ง ๒ คน

๖.นพ.มานพ  ศิริมหาราช แต่งงานกับนางสุจิน สกุลเดิม เลี่ยวเทียนชัย บุตรธิดา ๔ คน คนเล็กอยู่ระหว่างเรียนแพทย์

๗.น.ส.พิมพา  ศิริมหาราช มีธุรกิจโรงแรมโกลเด้นท์อินน์ ถนนช้างคลาน

๘.นายมานิตย์  ศิริมหาราช แต่งงานกับ พญ.วิมล  ศิริมหาราช หัวหน้าภาควิชาศัลยกรรม คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ถัดมาทางตะวันออกเป็นร้านโกลเบิลทัวร์ ตระกูล “โอวาทเวโรจน์”

เริ่มมาจากนายธเนศ และนางอารีย์  โอวาทเวโรจน์  นายธเนศ โยกย้ายมาจากกรุงเทพฯ มาเริ่มตั้งร้านขายและซ่อมนาฬิกาชื่อร้านนาทีทองที่บริเวณธนาคารกรุงเทพ สาขาถนนช้างม่อย ต่อมาย้ายมาเซ้งร้านอังอังโอสถอยู่บริเวณโกลเบิลทัวร์ในปัจจุบัน ตั้งร้านขายและซ่อมนาฬิกาเช่นเดิม นอกจากนี้เช่าห้องข้างเคียงเปิดร้านขายแว่นชื่อ ร้านช้างม่อยการแว่น ภายหลังเจ้าของห้องมาขอคืนเปิดคลินิกทำฟัน  ต่อมาเมื่ออายุมากนายธเนศและนางอารีย์  โอวาทเวโรจน์ เลิกกิจการและมอบให้ลูกชาย ชื่อ นายเจษฎา บริหารร้านโกลเบิลทัวร์

ถัดมาเป็นร้านทันตแพทย์ฉวีวรรณ , ร้านเด่นเจริญ และตรอกข่วงเมรุ(ตรอกเล่าโจ๊ว)

ปากตรอกเล่าโจ๊วด้านทิศตะวันตกนี้ เคยเป็นบ้านเดิมของนายหวล  ชัยมงคล ฐานะร่ำรวย เปิดร้านชื่อ ร้านเชียงใหม่หัตถกิจ

นายหวล  ชัยมงคล เดิมเป็นคนบ้านฮ่อม ถนนท่าแพ เป็นบุตรของแสนชัยพละ กับแม่คำน้อย  สุริยะเรือนแก้ว โดยแม่คำน้อยเป็นคนทางวัดเมืองมาง.

พ.ต.อ.อนุ  เนิดหาด

ผกก.สภ.แม่แจ่ม