หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านถนนช้างม่อย(๕๗)

Author by 2/08/13No Comments »

          ปากตรอกข่วงเมรุบริเวณร้านขายผ้าเด่นเจริญ เคยเป็นบ้านของนายหวล  ชัยมงคล เปิดร้านค้าชื่อ ร้านหัตถกิจ

นายหวล  ชัยมงคล เดิมเป็นคนบ้านฮ่อม ถนนท่าแพ เป็นบุตรของแสนชัยพละ กับแม่คำน้อย  สุริยะเรือนแก้ว โดยแม่คำน้อยเป็นคนทางวัดเมืองมาง

วัยเด็กนายหวลได้รับการดูแลเลี้ยงดูจากแม่ยวง บุตรหญิงของแสนชัยพละคนหนึ่งแต่คนละแม่

ครอบครัวของแม่ยวง ฐานะดี โดยแม่ยวง แต่งงานกับนายหน่อ  ชุติมา คหบดีคนหนึ่ง เป็นน้องของหลวงอนุสารสุนทร บ้านอยู่ข้างวัดมหาวัน ถนนท่าแพ ไปทางทิศตะวันตก ทั้งคู่มีบุตร ๒ คน คือ นายธรรม  ชุติมาและนายเทา  ชุติมา

นายหวล  ชัยมงคล หลังจากแต่งงานกับแม่แล้ว ได้มาซื้อบ้านอยู่ปากตรอกข่วงเมรุ ประกอบอาชีพค้าขาย บุตรธิดารวม ๓ คน คือ

๑.นางพันธุ์ผกา  บูรสิกพงศ์

๒.นายบุญส่ง  ชัยมงคล ทำงานการไฟฟ้าที่กรุงเทพฯ

๓.นางนวลศรี  อิศรางกูร ณ อยุธยา แต่งงานกับนายแพทย์อังกูร  อิศรางกูร ณ อยุธยา แพทย์ประจำศูนย์ควบคุมวรรณโรคเชียงใหม่(เสียชีวิตแล้ว)

บุตรหญิงคนหนึ่ง คือ คุณนวลศรี  อิศรางกูร ณ อยุธยา ปัจจุบันอายุ ๗๘ ปี เล่าเกี่ยวกับบ้านปากตรอกข่วงเมรุและอาชีพของพ่อหวลว่า

“ป้า(คุณนวลศรี) เกิดที่บ้านปากตรอกข่วงเมรุ ปี พ.ศ.๒๔๗๘ บ้านเดิมเป็นบ้านไม้ชั้นเดียว หันหน้ามาทางถนนช้างม่อย ด้านหลังลึกไปทางตรอกเล่าโจ๊ว ติดร้าน ส.ปัญจวรรณ์ ซึ่งเจ้าของร้าน ส.ปัญจวรรณ์เป็นน้องของแม่ ตอนเด็กเรียนประถมที่โรงเรียนเรยีนาเชลีจนจบมัธยมปีที่ ๖ หลังจากนั้นไปต่อวิทยาลัยครูสวนดุสิต ที่กรุงเทพฯ กลับมาทำงานเป็นบรรณารักษ์ห้องสมุดเชียงใหม่ สมัยนั้นอยู่ที่วัดพันอ้น ต่อมาย้ายมาที่แจ่งหัวลิน จนเกษียณอายุทำงานที่หอจดหมายเหตุเชียงใหม่

“อาชีพของพ่อ คือ ค้าขาย ขายเครื่องเขิน และอุปกรณ์ทำเครื่องเขิน ใช้ชื่อร้านว่า เชียงใหม่หัตถกิจ พ่อจะลงทุนซื้อน้ำรักและอุปกรณ์อื่น ไปให้ชาวบ้านนันทาราม ละแวกใกล้วัดนันทารามทำเครื่องเขินและซื้อมาขายที่บ้านซึ่งเปิดเป็นร้าน  น้ำรักหายากต้องไปซื้อทางเมืองอุง เมืองหาง เขตพม่า แต่ละครั้งไปหลายวัน ซื้อน้ำรักมาขายที่ร้าน มักมีวัดต่างๆ มาซื้อเพื่อใช้เวลาปั้นพระพุทธรูป ต้องลงน้ำรักก่อนแล้วถึงจะปิดทอง ส่วนทองเปลวพ่อสั่งซื้อจากกรุงเทพฯ มาขายที่ร้านด้วย

“ข้างบ้านด้านทิศตะวันตก เคยเป็นบ้านของคุณธรรม  ชุติมา ลูกของแม่ยวงและนายหน่อ  ชุติมา ต่อมาได้ขายเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ไป

“ต่อมาแม่เสียชีวิต พ่อหวล แต่งงานใหม่กับแม่คำแปง คนบ้านตองกาย อำเภอหางดง รุ่นลูกมี ๕ คน ต่อมารุ่นลูกมักมีครอบครัวแยกย้ายกันไป พ่อหวลได้ขายบ้านที่ตรอกเล่าโจ๊วให้แขกไป และย้ายไปอยู่บ้านจัดสรรเขตติดต่ออำเภอหางดง”

ปัจจุบันคุณนวลศรี  อิศรางกูร ณ อยุธยา พักอาศัยอยู่ที่บ้านถนนราชวงศ์ แยกป่าแพ่ง ซึ่งเคยเป็นคุ้มของเจ้าประพันธุ์พงศ์(อินเหลา  ณ เชียงใหม่) อดีตนายอำเภอหลายแห่ง บ้านแห่งนี้เคยเป็นโรงเรียนสตรีเชียงใหม่ก่อนที่จะพัฒนามาเป็นโรงเรียนวัฒโนทัยในปัจจุบัน ต่อมาจำนองไว้กับธนาคารกัมมาจล(ไทยพาณิชย์) และนายหวล ชัยมงคลได้ซื้อไว้เป็นกรรมสิทธิ์ ราคา ๔,๕๐๐ บาท เนื้อที่ ๔ไร่เศษ ซึ่งคุณนวลศรี บอกว่าซื้อไว้ก่อนคุณนวลศรีเกิด คือ ก่อนปี พ.ศ.๒๔๗๘  ระยะหนึ่งเคยเป็นบ้านพักของผู้พิพากษาเชียงใหม่ คาดว่ามาเช่าอยู่อาศัย ต่อมาปี พ.ศ.๒๔๘๘ นายหวลได้พาครอบครัวเข้าอยู่อาศัย ครั้งแรกสร้างบ้านอยู่ด้านหลังคุ้มแห่งนี้เนื่องจากคุ้มยังติดเงื่อนไขสัญญาเช่าของสหกรณ์เชียงใหม่ซึ่งมาตั้งสำนักงานที่แห่งนี้ ไม่นานเมื่อสหกรณ์เชียงใหม่ย้ายออกจึงได้เข้าอยู่อาศัย

ต่อมาคุณนวลศรี ได้รับมรดกเป็นกรรมสิทธิ์ และใช้พักอาศัยอยู่เรื่อยมา คุณนวลศรี ให้ข้อมูลเกี่ยวกับถนนราชวงศ์ว่า  “ละแวกถนนราชวงศ์เป็นที่ของเจ้าทั้งหมด บ้านที่อยู่ด้านหน้าติดถนนราชวงศ์ ตรงข้ามคนละฝั่งถนนเป็นของเจ้าลัดดาคำ ณ เชียงใหม่  บริเวณที่เคยเป็นร้านเชียงใหม่เมืองเด็ก ร้านซินเชียงหลี เคยเป็นของเจ้าอินทนนท์ เดิมทำบ้านไม้เป็นหลังให้เช่า , บริเวณธนาคารกสิกรไทย เคยเป็นของเจ้าพงษ์อินทร์ ต่อมาก็ขายเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ไป”

นายหวล  ชัยมงคล เจ้าของร้าน “เชียงใหม่หัตถกิจ” ปากตรอกเล่าโจ๊วเสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๘ ขณะอายุ ๘๕ ปี

หลังจากนั้นมีการเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ที่เรียกว่า เปลี่ยนมือ มาหลายเจ้าของตนมาเป็น “ร้านเด่นเจริญ”

          ร้านนายห้างเด่น ชื่อร้านเด่นเจริญและ เด่นเจริญ

ย้อนไปเมื่อ ๑๔ ปีที่ผ่านมา คือ ปีพ.ศ.๒๕๔๑  ร้านค้าบริเวณปากทางเข้าตรอกเล่าโจ๊วด้านถนนช้างม่อย ปิดร้านและติดป้ายต้องการขาย  มีการตรวจสอบและสอบถามราคาขายกันจนรู้ทั่วเมืองเชียงใหม่ว่า ขายในราคา ๑๓ ล้านบาท

ชาวตลาดวิจารณ์กันว่าราคาสูงขนาดนี้คงยากที่จะหาเศรษฐีที่ไหนมาซื้อได้ อีกทั้งซื้อแล้วจะขายอะไรจึงจะได้เงินทุนกลับคืนมาและต้องใช้เวลาหลายสิบปี

ร้านแห่งนี้ปิดและติดป้ายขายมานานหลายเดือน และแล้วชาวตลาดรวมทั้งชาวเมืองเชียงใหม่ต่างตลึงเมื่อทราบว่ามีผู้ซื้อร้านหลังนี้เป็นกรรมสิทธิ์  เจ้าของรายใหม่คือ เจ้าของร้านเด่นเจริญ เจ้าของเชื้อสายอินเดีย ชื่อ นายห้างเด่น  บัตรา ชาวเมืองเชียงใหม่ต่างระบุเหมือนกันคือ ต้องร่ำรวยมากจึงครอบครองร้านนี้ได้ หลังจากซื้อแล้วได้เปิดร้านขายผ้า ใช้ชื่อว่า เด่นเจริญ เรื่อยมาจนปัจจุบัน

เจ้าของร้านเด่นเจริญ ยืนยันว่าไม่ใช่ว่าจะร่ำรวยมาแต่เดิม เคยยากจนและประหยัด อดออม อดทนมุมานะมาตลอดเกือบ ๖๐ ปี  เริ่มจากเงินทุน ๔,๐๐๐ บาท จนปัจจุบันมีสินทรัพย์หลายสิบล้านบาท

          นายห้างเด่น  บัตรา ปัจจุบันอายุ ๖๘ ปี จบชั้นมัธยมปีที่ ๖ จากโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย รุ่นปี พ.ศ.๒๕๐๓ เล่าการเริ่มต้นสร้างฐานะว่า

“พ่อผมเสียชีวิตขณะผมอายุเพียง ๓ ขวบ พ่อชื่อ โกบินราม โยกย้ายมาจากประเทศอินเดีย ส่วนแม่ชื่อ ราโกสาเลีย ผมเกิดที่อำเภอดอยสะเก็ดสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ เมื่อสิ้นสงคราม(ประมาณปี พ.ศ.๒๔๘๙) ครอบครัวย้ายกลับมาค้าขายที่ตลาดวโรรส ร้านหันหน้าเข้าตลาด ด้านหลังเป็นตรอกเล่าโจ๊ว  ชื่อ ร้านวโรรสพานิช ขายผ้าเป็นหลัก ระยะนั้นครอบครัวเช่าห้องพักอาศัยอยู่ที่ถนนราชวงศ์เป็นห้องแถวของตระกูลวสุวัต

“เมื่อพ่อเสียชีวิต อา(น้องของพ่อ)มาช่วยดูแลครอบครัว  หลังจากจบมัธยมปีที่ ๖ ผมแยกจากครอบครัวมาค้าขายเองพร้อมกับพี่ชาย ขณะนั้นอายุเพียง ๑๗ ปี  ไปเช่าห้องอยู่กับพี่ชายที่แถวย่านต้นโพธิ์และยึดอาชีพค้าผ้าโดยได้เงินจากอามาเป็นทุน ๔,๐๐๐ บาท

“การค้าผ้าแยกเป็นสองแนวทาง คือ ตระเวนขายผ้าตามอำเภอรอบนอก กับการขายที่ตลาดวโรรสโดยเช่าแผงเดือนละ ๘๐ บาท  ระยะแรกซื้อผ้าจากร้านใหญ่ในเชียงใหม่สมัยนั้น คือ ร้านเจริญสโตร์ ร้านเชียงใหม่สโตร์ ร้านจาวลา ต่อมาเมื่อมีทุนมากขึ้นก็สั่งจากกรุงเทพฯ  ช่วงเช้าตี ๔ ตี ๕ ใช้พาหนะรถจักรยานนำผ้าห่อผูกท้ายรถ ขี่ไปขายผ้าตามต่างอำเภอ เช่นสายสันทราย ก็ขายที่ตลาดป่าเหมือด ตลาดแม่โจ้ ตลาดแม่แก้ด  สายดอยสะเก็ดขายที่ตลาดบ่อหิน หากวันไหนไปขายที่ตลาดดอยสะเก็ดต้องค้างคืน ๑ คืน เพราะถนนไม่ดี การไปมาลำบาก การนอนก็นอนในตลาดนั้นเอง นำผ้าที่ขายมาใช้รองเป็นหมอนนอน

“ขายสายแม่ริม มักไปขายที่ตลาดแม่สาน้อย ตลาดแม่ริม  วันไหนขายดีได้เงินมากก็จะยอมเสียเงิน ๒ บาทเป็นค่าโดยสารรถกลับเข้าเมืองเชียงใหม่เพื่อให้ทันไปขายที่ตลาดวโรรส สมัยนั้นมีรถโดยสารแบบคอกหมู ยกจักรยานขึ้นหลังคาโดยสารเข้าเมือง

“หากไปขายสายสันกำแพง มักขายที่ตลาดบ่อสร้าง ตลาดสันกำแพง และตลาดนัดต้นดู่

“ช่วงไฟไหม้ใหญ่ที่ตลาดปี พ.ศ.๒๕๑๑ สับสนเรื่องค้าขายกันบ้าง  ทางเจ้าของตลาดได้จัดพื้นที่ให้ขายชั่วคราว  ต่อมาปี พ.ศ.๒๕๑๔ ทางฝั่งตลาดต้นลำไยก่อสร้างเสร็จก่อน ผมไปเช่าขายผ้าที่ชั้นบน ใช้ชื่อว่าร้านเด่นเสมอ ขายดีมาก ขายเรื่อยมาจนถึงปี พ.ศ.๒๕๒๐ ส่วนที่พักนั้นเช่าบ้านอยู่หน้าวัดชมพู ถนนช้างม่อย ต่อมาย้ายไปซื้อบ้านอยู่หมู่บ้านลานนานิเวศน์ หน้ามหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ที่จัดสรรโดยตระกูลบูรณุปกรณ์

“ปี พ.ศ.๒๕๒๐ ย้ายจากชั้นสองตลาดต้นลำไยมาเช่าอยู่ที่ตรอกเล่าโจ๊ว บริเวณร้านวินคอสเมติกส์ในปัจจุบัน เจ้าของเดิมชื่อ นายห้างเกียมูดิน ร้านผมตั้งใช้ชื่อร้านว่า เด่นเสมอ 77 เพราะขณะนั้นตรงกับปี ค.ศ.๑๙๗๗  ช่วงนั้นจำได้ว่าเรื่องคิงคองกำลังดังฉายทำเงินได้มาก”.

พ.ต.อ.อนุ  เนิดหาด

ผกก.สภ.แม่แจ่ม