หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านถนนช้างม่อย(๕๘)

Author by 2/08/13No Comments »

ปากตรอกข่วงเมรุเคยเป็นบ้านของนายหวล  ชัยมงคล ต่อมาขายต่อและปัจจุบันเป็นกรรมสิทธิ์ของนายห้างเด่น บัตรา ร้านเด่นเจริญ

นายห้างเด่น บัตรา เล่าว่า

“ปี พ.ศ.๒๕๒๐ ย้ายจากชั้นสองตลาดต้นลำไยมาเช่าอยู่ที่ตรอกเล่าโจ๊ว บริเวณร้านวินคอสเมติกส์ในปัจจุบัน เจ้าของเดิมชื่อ นายห้างเกียมูดิน ร้านผมตั้งใช้ชื่อร้านว่า เด่นเสมอ 77 เพราะขณะนั้นตรงกับปี ค.ศ.๑๙๗๗  ช่วงนั้นจำได้ว่าเรื่องคิงคองกำลังดังฉายทำเงินได้มาก  ขายอยู่บริเวณนั้นรวม ๑๐ ปี จนปี พ.ศ.๒๕๓๐ ย้ายไปซื้อร้านเป็นของตัวเองที่ในบริเวณตรอกเล่าโจ๊วเช่นเดียวกัน  บริเวณดังกล่าวเดิมเป็นร้านทอง ชื่อร้านโอชูกิจ ของตระกูลแซ่โอ๊ว พ่อเขาเสียชีวิต รุ่นลูกไม่ค้าขายต่อเลยขาย ผมซื้อไว้เป็นกรรมสิทธิ์ ราคาขณะนั้นประมาณ ๔-๕ ล้านบาท ใช้ชื่อว่า ร้านเด่นเสมอ

“ส่วนร้านปากตรอกเล่าโจ๊ว มาซื้อเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๑ มาซื้อร้านนี้ปากตรอกเล่าโจ๊ว เดิมร้านทัสมาฮาลเช่าขายผ้า ต่อมาเจ้าของร้านชื่อ หวล บ้านอยู่ถนนราชวงศ์ ขายต่อให้ร้านเชียงใหม่ใจกว้าง ทราบว่าราคา ๖ ล้านบาทเศษ และมาเปิดร้านขายผ้า เขาเปิดขายอยู่หลายปี ต่อมาบอกขาย ผมซื้อไว้ในราคาประมาณ ๑๒-๑๓ ล้านบาท ขายอยู่จนทุกวันนี้”

นายห้างเด่น  บัตราสมรสกับนางสุนิสา  บัตรา บุตรธิดา คือ

๑.นายกมล  บัตรา          ๒.นายนาวิน  บัตรา

๓.นางสุกานดา  สัจเดย์(กิจการร้านขายรถมือสองที่ถนนเชียงใหม่-แม่โจ้ ใกล้แยกลิขิตชีวัน)

บุคลิกของนายห้างเด่น  บัตราที่ลูกค้าได้พบเห็น คือ ความสุภาพในการค้าขาย ใช้คำพูดที่ให้เกียรติแม้ลูกค้าจะซื้อกระดุมไม่กี่เม็ดราคาไม่ถึงสิบบาทก็ตาม

สอบถามผู้ค้าขายเชื้อสายจีนที่มีวิญญาณของนักขายอยู่ในสายเลือด กล่าวคือยิ้มต้อนรับลูกค้าได้ตั้งแต่เช้าจรดเย็น  มักยอมรับส่วนหนึ่งว่าค้าขายสู้ชาวอินเดียไม่ได้ คนหนึ่งเล่าว่าเคยไปซื้อผ้าจากร้านชาวอินเดียและขอต่อรองราคา แต่ท้ายที่สุดต้องจ่ายเงินตามราคาเพราะนายห้างเจ้าของร้านยกมือไหว้บอกว่าสุมาเตอะ ราคาถูกแล้วคร้าบ กำไรน้อยเดียวเท่าอั้น ลูกค้าได้รับเกียรติจากเจ้าของร้านเช่นนี้ มักใจอ่อนไม่ต่อรองราคาอีก

ถัดไปทางตะวันออก คือ ตรอกข่วงเมรุหรือตรอกเล่าโจ๊ว

ตรอกข่วงเมรุแห่งนี้ เดิมเป็นเมรุฝังศพของเจ้านายฝ่ายเหนือ สกุล ณ เชียงใหม่ ต่อมาปี พ.ศ.๒๔๕๒พระราชชายาเจ้าดารารัศมีเห็นว่าไม่เป็นระเบียบและดูไม่เหมาะสมจึงโปรดให้สร้าง “กู่”แห่งใหม่ที่วัดสวนดอกและรวบรวมอัฐิของเจ้านายฝ่ายเหนือไปบรรจุรวมไว้ หลังจากนั้นในปีถัดมา คือ ปี พ.ศ.๒๔๕๓บริเวณข่วงเมรุเก่าโปรดให้สร้างตลาดขึ้นโดยระดมเงินทุนจากลูกหลานและญาติพี่น้อง ใช้เงินลงทุน ๑,๘๐๐ รูปี(๑ รูปีประมาณ ๘๐ สตางค์) เพื่อหวังให้ลูกหลานและญาติมีรายได้เลี้ยงครอบครัวสืบไป โดยใช้ชื่อตลาดว่า “ตลาดวโรรส” เพื่อเป็นเกียรติกับเจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๘ ซึ่งมีศักดิ์เป็นพี่ของพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ประกอบกับได้พิราลัยลงเมื่อปี พ.ศ.๒๔๕๒ ก่อนหน้านั้นไม่นาน

ปัจจุบันตลาดวโรรสเป็นสิทธิ์บริหารของตระกูลนิมมานเหมินท์และชุติมา

ถัดจากตรอกข่วงเมรุมาทางตะวันออก เดิมเป็นโรงแรมอ้อมอารี ตระกูล อ้อมอารี

ตระกูลนี้เริ่มจากนายยู่ไถ่  แซ่อุย เศรษฐีชาวอำเภอแม่สะเรียง ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อสกุลเป็น อนุกูล อ้อมอารี

นายยู่ไถ่ อพยพมาจากเกาะไหหลำ ประเทศจีนมาอยู่ที่กรุงเทพฯระยะหนึ่ง ต่อมาโยกย้ายมาอยู่เชียงใหม่ ยึดอาชีพค้าขายโดยนำสินค้าบรรทุกม้าต่างๆ เดินทางไปขายตามต่างอำเภอและจังหวัดใกล้เคียง ระหว่างเดินทางค้าขายได้พบสาวงามชาวสันป่าตอง นามว่า แม่บัวเขียว จึงสู่ขอมาเป็นภรรยา ต่อมาเห็นว่าการค้าขายที่ต่างอำเภอจะสร้างฐานะได้เร็วกว่า จึงไปตั้งร้านค้าที่ตำบลวังลุง อำเภอฮอดซึ่งขณะนั้นเป็นย่านศูนย์กลางการค้าสายใต้ของเชียงใหม่  ต่อมาย้ายไปค้าขายที่อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่นั่นนายยู่ไถ่มีธุรกิจหลายอย่าง ทั้งสัมปทานป่าไม้ เหมืองแร่ กิจการปั๊มน้ำมัน โรงภาพยนตร์ จึงเป็นผู้ที่มีฐานะร่ำรวยคนหนึ่งของอำเภอแม่สะเรียง

นอกจากนี้นายยู่ไถ่ได้มาลงทุนเช่าตึก ๓ ชั้นทำกิจการโรงแรมที่ถนนช้างม่อยติดตลาดวโรรส ใช้ชื่อว่า โรงแรมอ้อมอารี นอกจากนี้ได้ซื้อที่ดินเนื้อที่ ๖๐ ตารางวาพร้อมบ้านไม้สองชั้นจากครอบครัวไทยใหญ่ที่ถนนท่าแพ เพื่อให้ลูกหลานใช้อยู่อาศัยเมื่อมาศึกษาเล่าเรียนในเมืองเชียงใหม่

นายยู่ไถ่(อนุกูล อ้อมอารี) แต่งงานกับนางบัวเขียว มีบุตร ๑ คน คือ นายวิเชียร อ้อมอารี หลังจากไปศึกษาเล่าเรียนที่เกาะไหหลำแล้วได้กลับมาช่วยกิจการของครอบครัว

นายอนุกูล อ้อมอารีเสียชีวิตเมื่อปีพ.ศ.๒๕๐๕ ขณะอายุ ๖๐ ปี กิจการต่างๆ นายวิเชียร บุตรชายรับหน้าที่แทน โดยนายวิเชียรหรือ โกเซ็ง แต่งงานกับนางจิราภรณ์ สกุลเดิม ศรีวิชัย บุตรธิดารวม ๙ คน คือ

๑.นางศิริพร  เชยพันธุ์ ๒.นายสุรสิทธิ์  อ้อมอารี ๓.นายคำรณ อ้อมอารี ๔.นางจิตรา เจียจันทร์พงษ์ ๕.นางพัชรินทร์  นิมมานวัฒนา ๖.นางรัชนีวรรณ นิ่มจินดา ๗.นายเกรียงศักดิ์ อ้อมอารี ๘.นางวลัยลักษณ์ ดาวประกายมงคล ๙.นายทวีเดช  อ้อมอารี

ปัจจุบันนายทวีเดช  อ้อมอารี เป็นเจ้าของกิจการหมู่บ้านจัดสรรหมู่บ้านทวีโชค , หมู่บ้านรีเจนท์ และหมู่บ้านเอมเพอเรอร์(นายทวีเดช  อ้อมอารี,สัมภาษณ์)

หลังจากเหตุการณ์ไฟไหม้ตลาดวโรรส ปี พ.ศ.๒๕๑๑ และมีการสร้างตลาดวโรรสใหม่  ร้านค้าเปลี่ยนแปลงไป

ร้านขายผ้าละแวกนี้ร้านหนึ่ง คือ ร้านจาวลา

เริ่มเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๖ โดยนายห้างอานันท์  ชาวลา ปัจจุบันอายุ ๖๙ ปี เล่าความเป็นมาของร้านว่า

“ครอบครัวย้ายมาจากประเทศอินเดียสมัยที่ประเทศปากีสถานแยกจากอินเดีย  พ่อมีพี่น้อง ๓ คน พ่อมาอยู่กรุงเทพฯระยะหนึ่ง ส่วนน้องพ่อมาอยู่เชียงใหม่ก่อน ต่อมาพ่อจึงย้ายตามมาอยู่เชียงใหม่ มากันทั้งครอบครัว ตอนนั้นผมอายุเพียง ๔ ขวบ มาประมาณปี พ.ศ.๒๔๙๐ เริ่มต้นโดยมาเช่าห้องเปิดร้านขายผ้า ขายเป็นพับและขายส่งชื่อร้าน จาวลา อยู่ถนนช้างม่อย ใกล้ร้านจิบอังตึ้งในปัจจุบัน และเช่าบ้านอยู่อาศัยที่ตรอกเล่าโจ๊ว ผมเรียนมงฟอร์ตฯรุ่น ๒๕๐๔ จบม.๖ ออกมาช่วยครอบครัวค้าขายผ้า ต่อมาปี พ.ศ.๒๕๐๖ แยกเปิดร้านขายผ้าร่วมกับน้องชาย ชื่อมนตรี

“ปี พ.ศ.๒๕๑๑ ไฟไหม้ตลาดวโรรส ร้านที่ตรอกเล่าโจ๊วไฟไหม้ ต่อมาเมื่อมีการสร้างตลาดวโรรสแล้ว ผมมาซื้อห้องนี้จากคุณไกรศรี นิมมานเหมินท์ เจ้าของตลาด ราคา ๗ แสนบาทเศษ ถือว่าแพงมากในขณะนั้น  ซื้อไว้ ๑ ห้อง ต่อมาพ่อผมซื้ออีก ๑ ห้อง

นายห้างอานันท์ ชาวลา มีบุตรธิดารวม ๒ คน ช่วยค้าขายผ้าที่ร้าน ส่วนน้องชาย คือ นายห้างมนตรี  จาวลา มีกิจการร้านผ้าชื่อ ร้านนิรันดร์ ที่ถนนวิชยานนท์ เยื้องกับโรงพยาบาลเทศบาลนครเชียงใหม่ ต่อมาเลิกกิจการ รุ่นลูกมีกิจการด้านอสังหาริมทรัพย์ ทำคอนโดมีเนียมและโรงแรมขนาดเล็กใช้ชื่อว่า “B 2”

ถัดมาทางตะวันออก คือ ร้านทอง เสือมังกร

เหตุการณ์ที่เป็นที่กล่าวถึงของชาวกาดหลวงเมื่อปี ๒๕๑๐ คือ การขายตึกแถวหน้าตลาดวโรรสด้านถนนช้างม่อยของร้านนิรันดร์ เนื่องจากทำเลดี ติดปากทางเข้าตลาด ราคาขายขณะนั้น ๓๒ ล้านบาท ซึ่งสมัยนั้นนับว่าเป็นมูลค่าสูงลิ่ว

มีการจับตาดูว่าใครจะกล้าซื้อ และซื้อแล้วจะทำกิจการอะไรจึงจะได้ผลคุ้มค่าต่อการลงุทน

ครอบครัวที่กล้าซื้อไว้ คือ ครอบครัวสกุล “วณิชติสุวรรณ”

คุณสุมิตรา  วณิชติสุวรรณ เจ้าของร้านทองเสือมังกร เล่าว่า

“เราซื้อทำเล นึกว่าราคาไม่น่าถึง ต่อไม่ได้ ไม่ต่อเลย ไหวก็เอา ราคา ๓๒ ล้านบาท

ตอนซื้อไว้ใหม่ๆ ไปกินข้าวที่ร้านแห่งนี้  ก็ได้ยินโต๊ะข้างๆ คุยกันเรื่องตึกแถวตลาดวโรรสที่มีการซื้อขายกัน เขาไม่รู้ว่าเราซื้อไว้แล้ว เราสบตากับอาเฮีย(สามี) ขณะนั้นมีเงินสดเพียง ๑๐ ล้าน แต่กล้าซื้อ ๓๒ ล้านได้โดยอาศัยสินทรัพย์เดิมใช้เครดิตกับธนาคารรีบนำเงินสดมาจ่ายให้เร็ว คนที่ช่วยเหลือคือ เฮียกว้าง(นายประพันธ์  สุจริตพานิช) ประสานกับผู้บริหารธนาคารกรุงเทพฯ นำเงินสดออกมาจ่าย เราเป็นหนี้บุญคุณของเฮียกว้าง แกเป็นคนดีมาก สามีบอกเสมอว่าจะลืมบุญคุณเฮียกว้างไม่ได้เด็ดขาด อีกส่วนหนึ่งคือสามีสร้างเครดิตไว้ดี ไม่เคยเสียหาย ดังนั้นจึงสอนลูกเสมอว่าต้องสร้างเครดิตไว้เป็นเรื่องสำคัญที่สุด”

สามี คือ นายเปงมิ้ง วณิชติสุวรรณ

“สามีทำงานเกี่ยวกับทองคำมาก่อนเป็นลูกจ้างร้านอื่น เตี่ยสามีเป็นคนอีสานจังหวัดขอนแก่นทำร้านทอง ต่อมาสามีโยกย้ายมาอยู่เชียงใหม่ สามีจบ ป.๔ ที่โรงเรียนซินเซิง เสียชีวิตไปแล้วเมื่อ ๑๖ ปีที่ผ่านมา เริ่มแยกตัวมาเปิดร้านทองของตัวเองเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๕ โดยเตี่ยสามีให้ทุนมาดำเนินการ ปี ๒๕๑๕ ขณะนั้นยังไม่ได้แต่งงาน  ส่วนพี่เกิดที่อำเภอดอยสะเก็ดเปิดร้านตัดผ้า หลังจากแต่งงานแล้วได้มาช่วยร้านขายทองเรื่อยมา”.

พ.ต.อ.อนุ  เนิดหาด

ผกก.สภ.แม่แจ่ม