หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านถนนช้างม่อย(๕๙)

Author by 2/08/13No Comments »

ร้านทองที่ตลาดวโรรส ถนนช้างม่อยร้านหนึ่ง คือ ร้านทองเสือมังกร เจ้าของ คือคุณสุมิตรา  วณิชติสุวรรณ เล่าความเป็นมาว่า

“สามี คือ คุณเปงมิ้ง วณิชติสุวรรณ สามีทำงานเกี่ยวกับทองคำมาก่อนเป็นลูกจ้างร้านอื่น เตี่ยสามีเป็นคนอีสานจังหวัดขอนแก่นทำร้านทอง ต่อมาสามีโยกย้ายมาอยู่เชียงใหม่ สามีจบ ป.๔ ที่โรงเรียนซินเซิง เสียชีวิตไปแล้วเมื่อ ๑๖ ปีที่ผ่านมา เริ่มแยกตัวมาเปิดร้านทองของตัวเองเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๕ โดยเตี่ยสามีให้ทุนมาดำเนินการ ปี ๒๕๑๕ ขณะนั้นยังไม่ได้แต่งงาน  ส่วนพี่เกิดที่อำเภอดอยสะเก็ดเปิดร้านตัดผ้า หลังจากแต่งงานแล้วได้มาช่วยร้านขายทองเรื่อยมา”

คุณสุมิตรา  วณิชติสุวรรณ สกุลเดิม คือ โอสถิตย์พร เป็นชาวอำเภอดอยสะเก็ด บุตรหญิงของพ่อเลี้ยงจิงเท้ง  แซ่โอ๊ว อพยพมาจากเมืองจีนมาค้าขายอยู่ในเมืองเชียงใหม่ ต่อมาปี พ.ศ.๒๔๘๘ ย้ายไปอยู่อำเภอดอยสะเก็ดยึดอาชีพค้าขายเมี่ยง โดยซื้อที่ดินและสร้างโรงเก็บหมักเมี่ยง รับซื้อเมี่ยงจากสวนเมี่ยงซึ่งมีมากทางบ้านแม่กำปอง บ้านเปอะ บ้านแม่ลาย เขตอำเภอสันกำแพงติดต่อเขตอำเภอดอยสะเก็ด รุ่นลูกของพ่อเลี้ยงจิงเท้งคนหนึ่ง คือ นายสุรศักดิ์ โอสถิตย์พร  ส.จ.เชียงใหม่เขตดอยสะเก็ด

ถัดมาทางตะวันออกเป็นประตูเข้าตลาดวโรรส

มีร้านทองหงส์มังกร ซึ่งเริ่มมาจากครอบครัวค้าขายทองชาวจังหวัดขอนแก่น พี่น้องรวม ๖ คน โยกย้ายมาเชียงใหม่รวม ๕ คนเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๔  ต่อมาเริ่มเปิดร้านขายทองที่ตลาดนวรัฐ(ตลาดเจ๊กโอ๊ว)

ร้านนี้เคยเป็นร้านเอื้องฟ้า ต่อมานางชลิดา  วณิชติสุวรรณซื้อต่อมาและเปิดร้านทองชื่อร้าน หงส์มังกร มีหลานช่วยดูแลกิจการชื่อ นายนิวัฒน์  วณิชติสุวรรณ

ถัดไปเป็นร้านขายยา จิรเวช เจ้าของ คือ นายย้งกวง แซ่แต้ โยกย้ายมาจากจังหวัดนครสวรรค์

นายย้งกวง  แซ่แต้ เล่าเกี่ยวกับการค้าขายที่เชียงใหม่ว่า

“มาเที่ยวสงกรานต์เชียงใหม่ ก่อนหน้านี้มีร้านขายยาจีน สมุนไพรไทยที่จังหวัดนครสวรรค์ เริ่มเมื่อปี พ.ศ.๒๔๘๐ เป็นร้านของพ่อภรรยา เมื่อมาเที่ยวเชียงใหม่เห็นว่าน่าจะค้าขายดีจึงย้ายมาเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๔ เริ่มเปิดร้านขายยาโดยเช่าห้องของคุณนายทองทราย ใกล้แยกวัดอุปคุต ใช้ชื่อว่า ร้านท่าแพฟาร์มาซี ขายยาแผนปัจจุบัน ต่อมาย้ายมาซื้ออยู่ที่ตลาดวโรรสด้านถนนช้างม่อย ใกล้ประตูเข้าตลาด ซื้อจากเจ้าของตลาด มาก่อนไฟไหม้ตลาด”

ปัจจุบัน ใช้นามสกุล “จิรกาญจนากร” บุตรธิดารวม ๔ คน คนหนึ่งจบเภสัชฯ ชื่อ พรชัย  จิรกาญจนากร

ถัดไปเป็นร้านทองอินทรีทอง ของตระกูล สุนทรไพบูลย์ และร้านทองตั๊กเซ่งฮง ของตระกูล แซ่เตี๋ยว

        ก่อนหน้านี้ตึกแถวรวม ๓ ห้องเหล่านี้เคยเป็นร้านขายผ้าที่ใหญ่โตและเจ้าของมีชื่อเสียงมาก ชื่อร้านเชียงใหม่สโตร์ ของนายห้างโมตีราม โกราน่า ต่อมาเปลี่ยนชื่อสกุลเป็น มนตรี  โกศลาภิรมย์

ร้านเชียงใหม่สโตร์อยู่ช้างม่อย มุมตลาดวโรรส เมื่อก่อนเป็นเรือนไม้สองชั้น ถัดไปเป็นประตูเข้าตลาดถนนวิชยานนท์

เมื่อค้าขายจนมีฐานะมั่นคงดีแล้ว นายห้างโมตีรามได้ช่วยเหลือสังคมหลายด้าน สมัยที่มีการสมทบทุนสร้างพุทธสถาน นายห้างโมตีรามร่วมเป็นคณะกรรมการและสนับสนุนงบประมาณช่วยส่วนหนึ่ง นอกจากนี้งานสาธารณประโยชน์ที่มีคุณค่ามาก คือการสร้างสะพานคอนกรีตข้ามแม่น้ำปิงระหว่างตลาดต้นลำไยไปฝั่งตะวันออกย่านวัดเกตการามก็สร้างไว้เป็นอนุสรณ์ถึงภรรยา คือแม่จันทร์สม ตั้งชื่อเรียกต่อกันมาว่า “สะพานจันทร์สมอนุสสรณ์”

นายห้างโมตีราม ขณะอายุ ๘๐ ปีเศษ เมื่อกลางปี พ.ศ.๒๕๒๒

ด้านครอบครัว นายห้างโมตีรามแต่งงานกับแม่จันทร์สม  บุตรธิดารวม ๘ คน คือ

๑. นางซันตี(เสียชีวิต)     ๒. นายอมร โกศลาภิ รมย์ครอบครัวพักอาศัยอยู่กรุงเทพฯ

๓. นางวันดี                ๔. นายชีวัน  โกศลาภิรมย์ (เสียชีวิต)

๕. นางสีดา แต่งงานและย้ายไปอยู่ลำปาง มีร้านชื่อ วันชัยลำปาง

๖. นางริต้า ย้ายไปอยู่จังหวัดชุมพร มีร้านชื่อ สุนทรพานิช

๗. นางสีไพร โยกย้ายไปอยู่ประเทศสหรัฐอเมริกา

๘. นางนีนา อยู่ประเทศสหรัฐอเมริกา

บุตรหญิงคนเดียวที่ยังพักอาศัยอยู่อยู่ที่เชียงใหม่ คือ นางวันดี ปัจจุบันอายุ ๗๘ ปี แต่งงานกับนายจันทร์ มีกิจการร้านขายผ้าชื่อร้านกฤษณาพานิช ที่ตลาดนวรัฐ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับนายห้างโมตีราม ผู้เป็นบิดาว่า

“ดั้งเดิม ครอบครัวพ่ออพยพมากจากประเทศอินเดียขณะยังเป็นวัยรุ่นพร้อมกับปู่และพี่ชายอีก ๑ คน พี่ชายชื่อ นายตาราจัน เริ่มต้นที่เชียงใหม่โดยเช่าห้องแถวสองชั้นอยู่ริมคุ้มหลวง ถนนช้างม่อย ปัจจุบันคือ บริเวณคือบริเวณร้านทองเชียงใหม่ของเฮียเซ็งซึ่งขณะนั้นมีร้านอื่นเช่าอยู่ เช่น ร้านจิบอังตึ้ง ร้านเศรษฐี และร้านขายผ้าไหมของเจ๊เข็มทอง เช่าห้องแถวแล้วเปิดเป็นร้านขายผ้า ระยะแรกๆ นั้นการขายผ้าใช้บรรทุกรถจักรยานไปขายตามอำเภอรอบนอก ค่ำที่ไหนก็นอนที่นั่น เพื่อสร้างฐานะ

“เช่าอยู่รวม ๓ ห้อง เปิดขายผ้าและอยู่อาศัยรวม ๓ ห้อง ปิดไว้ ๑ ห้อง ต่อมาให้ยายซิ้มเช่าเปิดขายก๋วยเตี๋ยว รุ่นลูกยังคงขายอยู่ คือ ร้านก๋วยเตี๋ยวเฮียซ้งอยู่ใกล้วัดแขก ตอนนั้นเฮียซ้งยังเด็กๆ

“พ่อขี่จักรยานบรรทุกผ้าไปขายที่บ้านแม่ก๊ะ อำเภอดอยสะเก็ด ที่นั่นได้พบรักกับคนเมืองชื่อว่า แม่จันทร์สม และแต่งงานกัน พามาอยู่ร่วมกันที่ห้องแถวริมคุ้มหลวง

“พอค้าขายได้ระยะหนึ่ง พอมีเงินทุนบ้างแล้ว ก็สามารถที่จะซื้อผ้าที่ราคาแพงและมีคุณภาพดีมาขาย กลุ่มลูกค้าก็เป็นคนชั้นสูงของเมืองเชียงใหม่ กลุ่มผู้ซื้อหลักคือ เจ้าหลวงเชียงใหม่และลูกหลาน ทำให้มีฐานะมั่นคงยิ่งขึ้น  ต่อมาเมื่อเจ้าแก้วนวรัฐ ผู้ผู้ครองนครเชียงใหม่พิราลัยแล้ว  คุ้มหลวงบอกขาย พ่อเล่าให้ลูกหลานฟังว่าพ่อตกลงซื้อคุ้มหลวงแล้วในราคา ๕๐,๐๐๐ บาท แต่ต่อมาเถ้าแก่โอ๊วให้ราคาสูงกว่า ผู้ครอบครองคุ้มเปลี่ยนไปขายให้เถ้าแก่โอ๊ว ทำให้พ่อต้องฟ้องทางคดี ได้จ้างเจ้าคุณวิทยาศรัยเป็นทนายความฟ้อง สู้คดีกันอยู่หลายปีท้ายที่สุดเถ้าแก่โอ๊วชนะดีได้ครอบครองคุ้มหลวง แม่(จันทร์สม)เคยบอกลูกว่า ดีแล้วที่ไม่ได้ซื้อคุ้มไว้เพราะเป็นของสูง ไม่ได้ก็ไม่เสียใจ

“เมื่อเถ้าแก่โอ๊วได้ครอบครองคุ้มหลวงและบริเวณที่ดินโดยรอบแล้ว รวมทั้งห้องแถวด้านติดถนนช้างม่อยด้วย ต่อมาได้รื้อคุ้มสร้างเป็นตลาดนวรัฐ นอกจากนี้ห้องแถวไม้สองชั้นติดถนนช้างม่อยได้รื้อด้วยเช่นกัน สร้างเป็นตึกสองชั้นแทน  ร้านเชียงใหม่สโตร์ของพ่อและครอบครัวจึงต้องย้ายไปเช่ายังฝั่งตรงข้ามด้านติดตลาดวโรรส เดิมเป็นร้านขายยาของหมอบุญตันซึ่งย้ายไปอยู่บริเวณใกล้ตลาดสมเพชร

“เมื่อย้ายร้านแล้ว พ่อได้ไปซื้อบ้านและที่ดินบริเวณถนนท้ายวัง ตรงข้ามปั๊มน้ำมัน เดิมเป็นบ้านและที่ดินของนายสุมิน อุปโยคิน เป็นบ้านไม้สักชั้นเดียว มีพื้นที่บริเวณบ้านเคยเป็นที่เลี้ยงช้างเดิม หลังจากซื้อแล้วได้พาครอบครัวมาอยู่อาศัย ต่อมาได้ซื้อที่ดินด้านข้างเพิ่มเติม คือ บริเวณมุมถนนท้ายวังตัดกับถนนราชวงศ์ ปัจจุบันคือบริเวณธนาคารไทยพาณิชย์  หลังจากซื้อแล้วได้สร้างตึกแถวให้เช่า บริเวณที่แห่งนี้ต่อมารุ่นลูกได้ขายเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ ส่วนหนึ่งเจ้าของบริษัทนภดลพานิชสร้างอาคารพาณิชขาย”

นายห้างโมตีราม เมื่อสร้างฐานะมั่นคงแล้ว ได้ช่วยเหลือสังคม ด้านหนึ่งมีความเลื่อมใสในทางพุทธศาสนามาก คราวก่อนปี พ.ศ.๒๕๐๐ เมื่อหลวงพ่อปัญญานันทะมาเผยแพร่ธรรมะที่วัดอุโมงค์ เชียงใหม่ และเปิดเทศน์ที่ศาลาใกล้แยกกลางเวียงทุกเช้าวันอาทิตย์ นายห้างโมตีรามจะพาภรรยาและลูกไปฟังธรรมะทุกครั้ง มีความศรัทธาในตัวหลวงพ่อปัญญานันทะมาก  ต่อมาเมื่อหลวงพ่อปัญญานันทะและผู้นำชาวเชียงใหม่จะสร้างพุทธสถานที่เชิงสะพานนวรัฐ นายห้างโมตีรามเป็นหลักคนหนึ่งในการร่วมบริจาคทรัพย์และจัดหาทุนในการก่อสร้างจนเป็นที่ประทับใจของหลวงพ่อปัญญานันทะมาก  คราวที่นายห้างโมตีรามเสียชีวิต หลวงพ่อปัญญานันทะโดยสารเครื่องบินมาร่วมพิธีศพและกล่าวกับลูกหลานว่านายห้างโมตีรามเป็นคนแรกๆ ที่เสนอตัวบริจาคทรัพย์เพื่อสร้างพุทธสถาน

เมื่อครั้งที่ร้านเชียงใหม่สโตร์เปิดขายผ้าที่ถนนช้างม่อยมุมตลาดวโรรส ขณะนั้นแม่จันทร์สมภรรยาได้เสียชีวิตลงแล้ว(เสียชีวิตเดือนพฤษภาคม ๒๕๐๗) นายห้างโมตีรามมองจากหน้าร้านมองเห็นสะพานขัวแตะข้ามระหว่างตลาดวโรรสกับวัดเกตการาม ซึ่งสะพานแห่งนี้เป็นสะพานชั่วคราว หน้าฝนใช้การไม่ได้ ชาวบ้านต้องเสียเงินค่าข้ามทางเรือ จึงคิดที่จะสร้างสะพานถาวรเพื่อเป็นการทำบุญส่งถึงแม่จันทร์สม ดังนั้นในปี พ.ศ.๒๕๐๗ จึงเสนอทางเทศบาลขอออกค่าใช้จ่ายในการสร้างสะพานคอนกรีตจนสำเร็จ ใช้ชื่อว่า สะพานจันทร์สมอนุสรณ์.

พ.ต.อ.อนุ  เนิดหาด

ผกก.สภ.แม่แจ่ม