หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านถนนช้างม่อย (๔๗)

Author by 2/08/13No Comments »

          ธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาช้างม่อยเคยเป็นห้องแถวไม้สองชั้นรวม ๔ ห้อง เจ้าของคือหมอสมาน  ปิยะเกศิน บรรดาศักดิ์คือ ขุนสมานเวชชกิจ

ร้านหนึ่งที่เคยมาเช่าเปิดร้านขายและซ่อมนาฬิกาคือ ร้านนาทีทอง เจ้าของคือ คุณธเนศ  โอวาทเวโรจน์ ปัจจุบันอายุ ๘๑ ปี เล่าเรื่องการค้าขายละแวกนี้ว่า

“ต่อมาภรรยาหมอสมานขายให้ธนาคารกรุงเทพ จึงย้ายมาเช่าของนายยู่เอี่ยม  แซ่นิ้ม มีบ้านอยู่ในตรอกเล่าโจ๊วภายหลังเขาย้ายไปอยู่บริเวณใกล้แยกศาลเด็กทำโรงน้ำแข็งเป็นพ่ออาจารย์อเนก นิมมลรัตน์ เป็นห้องแถว ๒ ห้อง ครึ่งตึกครึ่งไม้ ด้านล่างเป็นตึก ด้านบนเป็นไม้ บริเวณนี้เดิมให้ร้านขายยาชื่อ อังอัง เราขอเซ้งจากร้านอังอัง ติดกันเป็นร้านหมอมานพ เดิมชื่อร้านเกี่ยงอังตึ้ง ขายยาจีน

“ย้ายไกลไม่ได้เพราะลูกค้าจะหายไป จำเป็นต้องหาทำเลใกล้ๆ คนบ้านนอก(คนต่างอำเภอ)เข้ามาวันละ ๑ เที่ยว(รถบรรทุกโดยสาร) มาเช้า ๔-๕ โมง เย็นกลับ เช่นลูกค้าจากดอยสะเก็ด หากไปตั้งร้านไกลจากร้านเดิมก็ต้องหาลูกค้าใหม่ซึ่งหายาก ประชากรเชียงใหม่มีไม่มาก

“ติดกันเป็นร้านฉวีวรรณทำฟัน เคยเป็นธนาคารไท้เซีย ต่อมาเจ๊งไป ขายให้พ่อของหมอฉวีวรรณ เราไปเช่าจากพ่อเขา อาชีพค้าพืชไร่ อยู่สันป่าข่อย  เราเปิดร้านเพิ่มชื่อ ร้านช้างม่อยการแว่น เริ่มขายแว่นตาเพิ่มจากการขายนาฬิกา ส่วนร้านขายนาฬิกายังใช้ชื่อนาทีทอง ต้องจ้างลูกจ้างมาช่วย

“ค่าเช่าขณะนั้นเดือนละ ๖,๐๐๐ บาท เริ่มมีเงินเก็บ แต่ก็ไม่ได้ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ไม่เคยเที่ยวเลย กินก็ประหยัด

“ต่อมาหมอฉวีวรรณเรียนจบมา ขอคืนเมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๘ เขาเปิดคลินิก เราต้องหาร้านใหม่ ไปได้บริเวณถนนราชวงศ์ ใกล้ปากทางเข้าโรงหนังศรีนครพิงค์เดิม เปิดร้านวังแว่นราชวงศ์  ร้านนี้เจ้าของร้านอี้จุนหลีซื้อไว้ เดิมเป็นร้านลี้ยุยเซ้ง ขายกระเป๋าเครื่องสำอาง อีกห้องหนึ่งขายข้าวมันไก่ รวม ๒ ห้อง ต่อมาร้านอี้จุนหลีไปได้ห้องที่ถนนช้างม่อย จึงขายให้เรา ๒ ห้อง ๒ ล้าน ๘ แสนบาท ขณะนั้นโรงหนังศรีนครพิงค์เลิกแล้ว ลูกชายเรียนจบจึงให้มาดูแลกิจการร้านนี้ ใช้ชื่อว่าร้านวังแว่นราชวงศ์

“ร้านนาทีทองเลิกเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๔ เนื่องจากผมและภรรยาอายุมาก ต้องการพักผ่อน ลูกจบมาจึงให้ทำงานแทน ร้านนาทีทองซื้อต่อจากอาจารย์อเนก และให้ลูกชายเปิดชื่อร้านโกลบอลฯรับจองตั๋วเครื่องบิน

“หลักของการสร้างฐานะคือ ขยัน และประหยัด เคยทำงานวันละ ๑๒ ชั่วโมง เปิดร้าน ๖ โมงเช้า ปิด ๖ โมงเย็น ประหยัด หากไม่ประหยัดมีเท่าไหร่ก็ไม่พอ”

นายธเนศ  โอวาทเวโรจน์และนางอารีย์ ภรรยา มีบุตรธิดา ๔ คน คือ นายสุรเชษฐ์  โอวาทเวโรจน์ ดูแลกิจการร้านวังแว่นราชวงศ์ , นายเจษฎา โอวาทเวโรจน์ ดูแลกิจการบริษัทโกลบอลฯ , นายธนาวุฒิ โอวาทเวโรจน์ อยู่อเมริกา และนางสุธิดา โอวาทเวโรจน์ อยู่อเมริกา

ไม่ไกลจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด คือ บ้านบาจา ขายรองเท้า

เจ้าของร้านค้าย่านถนนช้างม่อย ใกล้ตลาดนวรัฐที่ได้ชื่อว่าเป็นนักบุญ นักสะสมบุญไว้มากมายคือเจ้าของร้านบาจาแห่งนี้ เป็นตระกูล “สุภาวงศ์”

เจ้าของร้าน คือ นางสาวนิ่มคิ้ม  แซ่เฮ้ง ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น นิ่มนวล  สุภาวงศ์ ผู้เป็นหลักในการริเริ่มสร้างวัดสันติธรรม

          วัดแห่งนี้เริ่มต้นจากหลวงปู่สิม(พระครูสันติวรญาณ) พระสงฆ์สายปฏิบัติได้ธุดงค์ไปในหลายจังหวัด อาทิ เช่น วัดป่าสระคงคา อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ สำนักสงฆ์หมู่บ้านแม่กอย ( ต่อมาได้พัฒนาเป็นวัด ชื่อว่า วัดป่าอาจารย์มั่น ) อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ หลวงปู่ได้เดินธุดงค์ ไปทางอำเภอสันกำแพง เข้าพักที่ วัดโรงธรรม นานถึงห้าปี ตั้งแต่ปี         พ. ศ.๒๔๘๓ ถึงปี พ .ศ. ๒๔๘๗ ซึ่งขณะนั้น ยังเป็นสำนักชั่วคราว หลังจากนั้นย้ายไปจำพรรษาที่ ถ้ำผาพัวะ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่  ในระหว่างออกพรรษา หลวงปู่สิม ได้จาริกธุดงค์ไปบำเพ็ญเพียร ณ สถานที่วิเวกหลายแห่งในเขตจังหวัดเชียงใหม่

ปลายปี พ . ศ . ๒๔๘๘ เมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๒ ใกล้จะยุติ เจ้าชื่น สิโรรส ศิษย์อาวุโสของหลวงปู่สิมได้กราบอาราธนาหลวงปู่สิมให้ย้ายเข้ามาพักจำพรรษา ที่ตึกของแม่เลี้ยงดอกจันทร์ กีรติปาล ( คิวริเปอร์ ) ปัจจุบันคือที่ตั้งของ ศูนย์ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หน้าตลาดต้นพะยอม ขณะนั้นยังเป็นตึกที่ว่างไม่มีใครอยู่อาศัยมีเพียงคนเผ้าคอยดูแล ส่วนแม่เลี้ยงดอกจันทร์และลูกหลานได้อพยพหนีภัยสงครามไปอยู่ที่อื่น ต่อมามีข่าวว่า เจ้าของบ้านคือ แม่เลี้ยง ดอกจันทร์ และครอบครัวจะย้ายกลับมาอยู่บ้านหลังนี้ หลวงปู่สิมจึงปรารภเรื่องการสร้างวัด

คำปรารภในครั้งนั้น เป็นแรงบันดาลใจ ให้คุณแม่นิ่มนวล สุภาวงศ์ เกิดศรัทธาขึ้นมาอย่างแรงกล้า ที่จะสร้างวัดถวายหลวงปู่ ด้วยพลังศรัทธานั้นเอง “ วัดสันติธรรม “ จึงได้ถือกำเนิดขึ้นมาโดยอาศัยกำลังศรัทธาของคุณแม่นิ่มนวล  สุภาวงศ์และคณะศรัทธา

ก่อนหน้านั้นคุณแม่นิ่มนวล  สุภาวงศ์(น.ส.นิ่มคิ้ม แซ่เฮ้ง) ได้รับทราบจากแม่แสง ชินวัตร ว่าหลวงปู่สิมเทศน์ได้ไพเราะและฟังเข้าใจง่ายก็นึกอยากจะไปฟัง แต่ยังไม่เชื่อโดยสนิทใจเพราะก่อนหน้านี้ฟังพระเทศน์มาไม่เคยรู้เรื่อง ครั้งแรกได้จ้างให้ น้อยหมู ลูกจ้างของเตี่ยให้ไปฟังแทน ต่อมาเจ๊หมา และพ่อน้อยเงิน พรหมโย ก็ไปฟังและนำมาเล่าว่า หลวงปู่เทศน์ดี จึงนึกอยากไปฟังบ้าง ครั้นมีโอกาสเมื่อหลวงปู่สิมและคณะได้มาจำพรรษาอยู่ที่ตึกแม่เลี้ยงดอกจันทร์ ปี พ.ศ.๒๔๘๙  ไปร่วมฟังเทศน์พร้อมกับแม่แสง ชินวัตร ฟังแล้วก็เกิดความรู้สึกดื่มด่ำกับธรรมะของหลวงปู่สิม หลังจากนั้นก็แวะเวียนไปฟังอยู่เสมอ

เรื่องการเริ่มต้นสร้างวัด คุณแม่นิ่มนวล ได้เริ่มบริจาคเงินจำนวน ๑,๙๗๐ บาทซึ่งในปี พ.ศ.๒๔๙๒ ถือว่าเป็นจำนวนเงินที่มีค่ามาก หลังจากนั้นก็ได้แจ้งให้ญาติพี่น้องและคณะศรัทธาทั่วไปทราบเรื่องการจะสร้างวัดตามคำปรารภของหลวงปู่สิม หลายคนจึงช่วยกันบริจาคเงินและหาสถานที่ ไม่นานนักได้ที่ดินของพระอาสาสงคราม บริเวณแจ่งหัวลินด้านนอก โดยพระอาสาสงครามขอให้ในราคาถูกและร่วมทำบุญอีกส่วนหนึ่งด้วย รวมที่ดิน ๘ ไร่ ๓ งาน ราคา ๗,๕๖๘ บาท หลังจากนั้นจึงลงมือแผ้วถางปรับสถานที่และสร้างถาวรวัตถุ เมื่อทำการก่อสร้างกุฏิ พอเป็นที่อยู่อาศัยของพระภิกษุสามเณรได้แล้ว คณะศรัทธาจึงได้อาราธนา หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร   (ขณะนั้นท่านพักอยู่วัดโรงธรรมสามัคคี อำเภอสันกำแพง) และพระภิกษุสงฆ์สามเณรที่เป็นศิษย์ของท่านมาอยู่ ได้ทำพิธีเปิดป้ายเป็นการชั่วคราวขึ้น เมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๒ ให้ชื่อว่า “ วัดสันติธรรม นครเชียงใหม่”

เป็นอันสรุปได้ว่า การก่อสร้างพระอุโบสถ วัดสันติธรรม ที่ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ได้สำเร็จบริบูรณ์ลงในปี พ.ศ. ๒๕๑๓ รวมเป็นเวลา ๑๘ ปี สำเร็จด้วยกำลังกาย กำลังทรัพย์ กำลังใจของหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร พร้อมทั้งแรงสนับสนุนของคณะศิษย์และศรัทธาวัดสันติธรรม โดยเฉพาะอุบาสิกาผู้มีแรงศรัทธาอันแก่กล้า ได้ทำการยืนหยัดต่อสู้ด้วยกำลังกาย กำลังใจ กำลังทรัพย์ ตั้งแต่เริ่มสร้างวัดเป็นต้นมา จนกระทั่งสร้างอุโบสถสำเร็จ โดยมิได้ปลีกตนเองออกห่างแม้แต่ระยะใดระยะหนึ่งได้มีส่วนรับรู้ร่วมงานมาโดยสม่ำเสมออุบาสิกาผู้นี้คือ คุณแม่นิ่มนวล สุภาวงศ์(น.ส.นิ่มคิ้ม  แซ่เฮ้ง)

๑.นางสาวนิ่มคิ้ม แซ่เฮ้ง บริจาค                       ๑,๙๗๐ บาท

๒.นายฮั้งยิ้น แม่หมา และบุตรธิดา บริจาค             ๑,๙๗๐ บาท

๓.นางสาวทองหล่อ ขาวประไพ บริจาค                 ๑,๐๐๐ บาท

๔.เจ้าบัวผัด       ณ เชียงใหม่ บริจาค                 ๑,๐๐๐ บาท

บริจาคครั้งที่ ๒ 

๑.นายฮั้งยิ้น แม่หมา บริจาค                            ๓๒๘ บาท

๒.นางสาวนิ่มคิ้ม แซ่เฮ้ง บริจาค                       ๑,๐๐๐ บาท

๓.แม่บุญทอง     ตุงคมณี บริจาค                      ๒๐๐ บาท

๔.แม่แก้วลูน      สุวรรณยืน บริจาค                            ๑๐๐ บาท

๕.แม่แสง         ชินวัตร บริจาค                       ๑,๐๐๐ บาท

๖.เจ้าชื่น                    สิโรรส บริจาค                       ๕๕๐ บาท

(จากเอกสารประวัติวัดสันติธรรม)

          คุณสิริลักษณ์  ธีระลักษณ์ อายุ ๖๙ ปี รุ่นหลานของ น.ส.นิ่มนวล โดยเป็นบุตรหญิงของนายเขียว  ธีระลักษณ์ ให้ข้อมูลประวัติของ น.ส.นิ่มนวล  สุภาวงศ์

น.ส.นิ่มนวล สุภาวงศ์ เดิมชื่อ นิ่มคิ้ม  แซ่เฮ้ง เกิดที่ย่านตลาดวโรรส ถนนช้างม่อย เป็นบุตรหญิงของนายฮกเคียม แซ่เฮ้งและนางดำ  แซ่อึ้ง มีพี่น้อง ๑๐ คน คือ

๑. นางหมา คุณาดร ๒. นายเขียว  ธีระลักษณ์  ๓. นายหยู  วังศานุตร             ๔. น.ส.นิ่มคิ้ม  แซ่เฮ้ง (ต่อมาเปลี่ยนเป็นนิ่มนวล  สุภาวงศ์) ๕. นายเชียงเคียง  วังศานุตร       ๖. นายเข่ง  วังศานุตร ๗. น.ส.ริ้วทอง  สุภาวงศ์ ๘. น.ส.วงศ์ทอง  สุภาวงศ์ ๙. นายวิคมน์  ธีระลักษณ์ ๑๐.นายชัยสวัสดิ์  ธีรลักสน์

พี่น้องแต่ละคนใช้นามสกุลที่แตกต่างกันไป.

พ.ต.อ.อนุ  เนิดหาด

ผกก.สภ.แม่แจ่ม