หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านถนนช้างม่อย (23)

Author by 21/09/12No Comments »

ย่านถนนช้างม่อย (23)

ย่านกลางของถนนช้างม่อยเป็นบ้านของนายทหารที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั่วประเทศ

รู้จักในนามของ “เสธ.ม่อย” หรือ “เสธ.ยอด” คือ พลตรีอินทรัตน์  ยอดบางเตย

ครอบครัวของพลตรีอินทรัตน์  เริ่มต้นที่บ้านช้างม่อยแห่งนี้

พลตรีอินทรัตน์  ยอดบางเตย เล่าเกี่ยวกับประสบการณ์วัยเด็กย่านช้างม่อยว่า   

“พี่เกิดที่ช้างม่อย ปีพ.ศ.๒๔๘๘  ตอนเด็กเรียนอนุบาลที่โรงเรียนเรยีนาเชลี รุ่นเดียวกับ พี่ช่อแก้ว พี่ของเจ้าหนุ่ย(ธวัชวงศ์  ณ เชียงใหม่) มาเรียนประถมที่ โรงเรียนศรีวิทยา แล้วไปต่อที่โรงเรียนบูรณศักดิ์ เรียนบูรณศักดิ์ได้ประมาณ ๒๐ วัน มาสเซอร์ประยูร วีรคุป เป็นเพื่อนของพ่อ ฝากเข้ามงฟอร์ตได้ เรียนม.๑ ถึง ม.๖ หลังจากนั้นสอบเข้าเตรียมทหารได้

“บ้านอยู่ตรงข้ามธนาคารทหารไทยในปัจจุบัน สมัยก่อนเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวช้างม่อยกาแฟ อาชีพของครอบครัวคือ ขายแหนม แม่ชื่อ แม่จันทร์เที่ยง คนช้างม่อย ส่วนพ่อเป็นคนจังหวัดนคปฐม พี่น้องมี ๒ คน คือ พี่(พล.ต.อินทรัตน์  ยอดบางเตย) และนายพยุงศักดิ์  ยอดบางเตย

“สมัยเด็กบ้านพี่เป็นบ้านไม้สองชั้น บ้านติดกันคือบ้านสล่ามอง ถัดไปเป็นร้านมัทนพาณิช สมัยก่อนเป็นที่ว่าง เลยไปเป็นกำแพงวัดหนองคำ ต่อมามีการรื้อกำแพงและสร้างเป็นห้องแถวให้ชาวบ้านเช่าค้าขาย มีร้านมานะพานิชไปเช่าเปิดร้าน

“ตอนเด็กสนุกมาก เคยวิ่งขายหนังสือพิมพ์หาเงินใช้เอง ไม่ต้องขอพ่อแม่ รุ่นเดียวกัน แรกๆ ขายหนังสือพิมพ์คนเมือง สำนักงานอยู่ข้างโรงแรมเชียงใหม่พลาซ่า ต่อมาพี่ไกรสร(ตันติพงศ์)ออกหนังสือพิมพ์แผ่นดินไทย เลยไปช่วยขาย ตอนนั้นอยู่ ป.๔ ป.๕ ป.๖  อายุ ๑๒ ปี ได้กำไรฉบับละ ๓๐ สตางค์ หากขายใบตรวจลอดเตอรี่ ได้อีกใบละ ๒๕ สตางค์ การขายหนังสือพิมพ์ไม่ธรรมนะ จะต้องมีก๊วน กลุ่มใครกลุ่มมัน พี่ตัวเล็กกว่าคนอื่น  ต้องอาศัยเพื่อนตัวใหญ่มาช่วยชื่อ สิน ตอนหลังขับสามล้อ สิน รูปร่างใหญ่  ได้ค่าขายหนังสือพิมพ์ได้เงินมาได้ก็แบ่งให้ ๕ สตางค์ ให้ช่วยดูแลความปลอดภัยเรา ไม่ให้ใครมารังแก เพราะเราตัวเล็ก เรื่องการขายหนังสือพิมพ์สมัยนั้นใครได้รับหนังสือพิมพ์ก่อนได้เปรียบ ออกขี่จักรยานไปขายได้ก่อน ได้ลูกค้าก่อน จึงต้องรีบมารับหนังสือพิมพ์ที่โรงพิมพ์ ออก ๓ โมงครึ่ง, ๔ โมงต้องออกจากโรงเรียนไปรับหนังสือพิมพ์ที่โรงพิมพ์ใกล้วัดเกตฯ  การขายก็ขายก็มีเส้นทางของใครของมัน ผมมาขายที่ช้างม่อย ตลาวโรรส ฉบับละ ๑ บาท บางคนซื้อเฉพาะใบตรวจล็อตเตอรี่ ไม่เอาหนังสือพิมพ์ก็มี ขายจนจบ ป.๔ อายุ ๑๔ ปี เมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๓

“เพื่อนๆ รุ่นเดียวกันแถวช้างม่อยที่เล่นกันมาตั้งแต่เด็ก คือ วสันต์ วสิน  กิตติกุล เป็นแฝด , อาจารย์สุเมธ  ศิรินิรันดร์ พ่อเขามีร้านทองเจ๊กเปงฮวด ขายทองอยู่ถนนช้างม่อยตรงข้ามร้านมานะพานิช อีกคนหนึ่งที่เป็นทหาร ชื่อ พันเอก บุญยิ่ง ศรีเมืองวงศ์  วิ่งเล่นกันมาตั้งแต่เด็กแถวทางเข้าวัดเชตะวัน แถววัดแสนฝาง

“น้าของรัฐมนตรี บุญทรง เตริยาภิรมย์ ก็เป็นเพื่อนรักกัน เล่นกีฬาด้วยกันที่มงฟอร์ต ชื่อ สุวิทย์ เมื่อก่อนค่อนข้างเกเรกัน  พอผ่านผมมักด่า ‘เย็..แม่ คว..’  ผมท้าชกเลย มักไปชกกันที่วัดศรีดอนไชย ไม่ชอบหน้าเรา ต่อยกัน เหนื่อยหมดแรงก็เลิก สมัยนั้นหากทะเลาะกันในโรงเรียนมงฟอร์ต มาสเซอร์มักให้สวมนวมใหญ่ หนัก ให้ต่อยกัน ไม่นานก็หมดแรง เลิกกัน  ผมกับ สุวิทย์ ต่อมาเป็นมิตรกัน ไปเที่ยวด้วยกัน รักกันมาก ตอนหลังฐานะร่ำรวยเป็นพ่อค้าไม้ เสียดายที่ตายเร็วถูกรถบรรทุกอัดตาย เขาสนิทกับคุณอุดรพันธ์ด้วย เพื่อนที่ใจถึงคือ เฮียเบอะ เฮียลิ้ง

“ผมเป็นนักกีฬาของมงฟอร์ต เล่นบาสทีมเบญจะ และวิ่งข้ามรั้ว ๑๐๐ เมตร รุ่นกลาง ไปแข่งที่สนามโรงเรียนยุพราช มงฟอร์ตรวบหมดได้แชมป์ทุกรุ่น ทั้งรุ่นจิ๋ว รุ่นเล็ก รุ่นกลาง รุ่นใหญ่ ผมเล่นรุ่นกลาง ปีนั้นเราได้ ๔ ถ้วยเดินจากโรงเรียนยุพราชกลับโรงเรียนมงฟอร์ตอย่างสง่า

“ผมจบโรงเรียนเตรียมทหารรุ่น ๔ โรงเรียนนายร้อย รุ่น ๑๕ บรรจุ ร.๗ พัน ๑ ต่อมา ๓ เดือนเรียกไปสงครามเวียนามใต้ ผมพูดภาษาอังกฤษได้ ได้ความรู้จากมงฟอร์ค เป็นคนเดียวในกองพันที่พูดภาษาอังกฤษได้ คนอื่นไม่ได้เลย จึงต้องทำหน้าที่ติดต่อกับฝรั่ง คราวหนึ่ง ฮ.ตกในดินแดนเวียดกง เสี่ยงต่อชีวิตมาก หากช้าทหารเวียดกงคงมาล้อมยิงเรา แต่ไม่นานเครื่องบินคุ้มกันมาถึง มายิงคุมกัน ต้องทิ้งเครื่อง ปีนสลิงขึ้น ออกจากพื้นที่ได้ หน่วยช่วยเหลือเร็วมาก ไป ๑ ปี คือ ปี พ.ศ.๒๕๑๑-๒๕๑๒  ต่อมากลับมาอยู่ชายแดนทางอำเภอเชียงคำ ตอนนั้นมีปัญหาผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ก็สู้รบมา เกษียณอายุปี พ.ศ.๒๕๔๙”

พลตรีอินทรัตน์ ดำรงตำแหน่ง รองประธานสหพันธ์ยกน้ำหนักนานาชาติ รองประธานสหพันธ์ยกน้ำหนักแห่งเอเชีย และ ประธานคณะกรรมาธิการพัฒนากีฬายกน้ำหนักสมาคมยกน้ำหนักสมัครเล่นแห่งประเทศไทย ได้รับความไว้วางใจ เลือกตั้งให้เป็น นายกสมาคมยกน้ำหนักสมัครเล่นแห่งประเทศไทย ต่อเนื่องมา ๒ สมัยติดต่อกัน (ช่วงปี พ.ศ.๒๕๔๓-๒๕๔๗)

ผลงานในการช่วยเหลือสังคม คือ เป็นนายกสมาคมกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ ๒ สมัย , เป็นกรรมาธิการบริหารสมาคมยกน้ำหนักโลกและรักษาการประธานสหพันธ์ยกน้ำหนักแห่งเอเชีย

ด้านครอบครัว สมรสกับนางบุษบา  ยอดบางเตย ไม่มีบุตรธิดา

บ้านเดิมของเสธ.ยอด ปัจจุบันคือบริเวณบริษัทโพลาคอสเมติกส์จำกัด

ถัดไป คือ บริเวณพื้นที่ของวัดหนองคำ

บริเวณด้านข้างวัดหนองคำติดถนนช้างม่อย  เดิมสร้างกำแพงและศาลา ต่อมาปี พ.ศ.๒๕๐๗ มีการรื้อกำแพงและสร้างเป็นตึกแถวหลายคูหา ให้เช่าเก็บค่าเช่าบำรุงบูรณะวัด

ร้านหนึ่งที่เช่ามาตั้งแต่เริ่มแรกคือ ร้านมานะพานิช

                เจ้าของร้านได้ชื่อว่ามีส่วนในการช่วยเหลือกิจกรรมเด็กเยาวชนของเมืองเชียงใหม่ คือ เป็นผู้สนับสนุนงบประมาณทีมฟุตบอลเยาวชนและส่งเข้าร่วมการแข่งขันอยู่เสมอ

คือ นายมานะ  ไชยพานิชพันธุ์ ดั้งเดิมเป็นชาวกรุงเทพฯ มาอยู่ในเมืองเชียงใหม่เริ่มต้นเป็นลูกจ้างร้านศรีวิชัย ตั้งอยู่ในตรอกเล่าโจ๊ว ขายหนังสือธรรมะเป็นหลัก ต่อมาเมื่อพอเก็บเงินได้จึงแยกออกมาหาเช่าห้องเปิดร้านขายหนังสือแบบเรียน ขณะนั้นเป็นช่วงพอดีกับที่คณะกรรมการวัดหนองคำรื้อกำแพงและศาลา สร้างเป็นตึกแถวให้เช่า นายมานะจึงเช่าไว้ ๑ ห้องและเปิดร้านชื่อ “ร้านมานะพานิช” จำหน่ายหนังสือเรียน เครื่องเขียน อุปกรณ์กีฬา ภายหลังได้เซ้งต่อห้องข้างๆ อีก ๒ ห้อง เพิ่มสินค้าเป็นเครื่องใช้สำนักงานและเฟอร์นิเจอร์เหล็ก

ต่อมานายมานะ  ได้พบรักกับบุตรสาวร้านขายทองที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงกันข้าม ชื่อ “ร้านง่วนลีเส็ง” เจ้าของคือ เถ้าแก่เป็งลิ้ม แซ่แต่ และแม่ฮงง้อ  แซ่ลิ้ม และตัดสินใจสู่ขอแต่งงานเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๓ เจ้าสาว ชื่อ คุณดารณี  สกุลเดิม ศิรินิรันดร์

นายมานะ เสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๘ ปัจจุบันนางดารณี ดูแลกิจการร้านแทน

เยื้องร้านมานะพานิช ฝั่งตรงกันข้าม มีบ้านของ “ตระกูลกิตติกุล”

บ้านใหญ่โตสวยงามบ่งบอกว่าเจ้าของบ้านมีความมั่นคงด้านการเงินอย่างยิ่ง

ย้อนไปก่อนปี พ.ศ.๒๕๑๐ เมื่อเริ่มมีโทรทัศน์มาจำหน่ายในเมืองเชียงใหม่ ในย่านช้างม่อยบ้านตระกูล กิตติกุล หลังนี้เป็นบ้านแรกๆ ที่มีเงินซื้อโทรทัศน์มาชม นอกจากชมกันในครอบครัวแล้ว ยังแบ่งปันให้ชาวบ้านและเด็กในละแวกช้างม่อยย่านนั้นได้มีโอกาสชมด้วย เป็นความทรงจำของเด็กช้างม่อยในช่วงนั้น

บ้าน กิตติกุล เริ่มจากนายวนิช  กิตติกุล ชาวจังหวัดพิษณุโลก ทำงานเป็นพนักงานรถไฟระหว่างเชียงใหม่ลำพูน ต่อมาพบรักและแต่งงานกับชาวแม่ทา ลำพูน ชื่อ แม่จันฟอง  แซ่จู ลูกครึ่งจีน หลังจากนั้นมีครอบครัวอยู่ที่อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน ระยะหนึ่ง ต่อมานายวนิช เห็นลูกทางการค้าขาย โดยลาออกจากพนักงานการรถไฟมารับเหมาส่งฟืนให้กับการรถไฟและส่งหมอนไม้ให้ทางรถไฟจนมีฐานะมั่นคง  ตอมาจึงโยกย้ายมาอยู่ในเมืองเชียงใหม่เนื่องจากเห็นว่าสะดวกในด้านการศึกษาของรุ่นลูกเมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๔๘๐

นายวนิชและครอบครัวมาซื้อที่อยู่กลางถนนช้างม่อย ต้นซอย ๒ และสร้างบ้านตึกสองชั้นอยู่อาศัย ขณะนั้นถือว่าเป็นบ้านใหญ่หรูหราในย่านนี้  นอกจากนี้นายวนิช ได้ลงทุนสร้างโรงแรมที่ถนนคชสารชื่อว่า โรงแรมคชสาร ถือว่าเป็นโรงแรมทันสมัยแห่งหนึ่งของเมืองเชียงใหม่เมื่อก่อนปี พ.ศ.๒๕๐๐

รุ่นลูกของนายวนิช เล่นการเมืองท้องถิ่นและเป็นเทศมนตรีนครเชียงใหม่ คือ นายเสวก  กิตติกุล

โดยนายวนิชมีบุตรธิดา ๔ คน คือ

๑.นายเสวก  กิตติกุล ๒.นางสนองนวล  สุริยะ ทำงานบริษัทการบินไทย สมรสกับ นพ.ประสิทธิ์  สุริยะ  ๓.นายวสิน  กิตติกุล อดีต ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการบริษัทการบินไทย

๔.นายวสันต์  กิตติกุล จบรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เคยรับราชการกระทรวงมหาดไทย ต่อมาออกมาทำงานบริหารโรงแรม ปัจจุบันบริหารโรงแรมที่อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี.

.ต.อ.อนุ  เนินหาด ผกก.สภ.แม่แจ่ม