หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านถนนช้างม่อย(20)

Author by 30/08/12No Comments »

ซอยเข้าวัดชมพู

ด้านทิศตะวันออกเดิมเป็นบ้านของครอบครัวน.ส.เน่ยลุ้ย แซ่โต๋ว ต่อมาเปลี่ยนเป็น “พิสัชชกร” เสียชีวิตประมาณ พ.ศ.๒๕๑๐

น.ส.เน่ยลุ้ย พักอาศัยอยู่ที่บ้านไม้ชั้นเดียว ส่วนพื้นที่บริเวณบ้านที่ว่างอยู่ได้สร้างเป็นห้องแถวชั้นเดียวประมาณ ๑๐ ห้อง ที่เรียกว่า “เฮือนแป” ห้องด้านหน้าบ้านเปิดเป็นร้านขายของ บางห้องให้ญาติพี่น้องเปิดร้านขายของ อีกส่วนหนึ่งให้เช่าเก็บค่าเช่า

ชาวบ้านช้างม่อยคนสูงอายุยังจำร้านขายของชำที่อยู่ห้องแรกของทางออกวัดชมพู ขายข้าวสาร รำข้าว แกลบ สำหรับซื้อไปเลี้ยงหมู เจ้าของร้าน ชื่อ เจ๊เกียว

นอกจากนี้ก็มีร้านของเจ๊กงั้ก หรือนายเทียนงั้ก  แซ่แต่ เป็นเขยของบ้านนี้ โดยแต่งงานกับนางอังคณา  พิสัชชกร(ซึ่งเป็นหลานของน.ส.เน่ยลุ้ย) รุ่นลูก คือ นางมาลินี , นายวัฒนา , นางพนิดา (แต่งกับนายจำพงษ์) , นางภารุณี และนายชิเนนทร

ต่อมานายเทียนงั้กย้ายไปอยู่ข้างโรงเรียนเชียงใหม่คริสเตียน ซึ่งเป็นบ้านของฝ่ายนางอังคณา ภายหลังได้มาเช่าห้องของแม่นายกิมฮ้อ หน้าพุทธสถาน ตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดสหมิตร ค้ารถยี่ห้อไดฮัทสุ มีลูกชายช่วยคือ นายวัฒนา ทิพากรกานต์

น.ส.เน่ยลุ้ย  เจ้าของบ้าน รุ่นพ่อแม่ใช้นามสกุล แซ่โต๋ว ส่วนน.ส.เน่ยลุ้ย ใช้นามสกุล พิสัชชกร

ตระกูลนี้เริ่มจากนายหนึง  แซ่โต๋ว อพยพมาจากเมืองจีน มีอาชีพค้าขายระหว่างเชียงใหม่-กรุงเทพฯ แต่งงานกับนางกุไลย์ ชาวลำปาง รุ่นลูก ๔ คน คือ

๑.นายเซ็งต๋อ  แซ่โต๋ว ทำร้านค้าอยู่ใกล้โรงเรียนเชียงใหม่คริสเตียน ถ.เชียงใหม่-ลำพูน ชื่อร้านพญานาคปรก ขายผาแผนโบราณ แต่งงานกับนายฮุ่ยกี แซ่ตั้ง รุ่นลูกมี ๒ คน คือ นางอังคณา และนายอุดร  พิสัชชกร   ๒.นายเซ็งป๋วย  แซ่โต๋ว (แต่งงานกับนางสิ่วงิ้ม แซ่เฮ้ง รุ่นลูก ๗ คน)

๓.นางเง็กเน้ย  นิมานันท์ แต่งงานกับนายกำธร  นิมานันท์  ๔.น.ส.เน่ยลุ้ย  พิสัชชกร

น.ส.เน่ยลุ้ย ประกอบอาชีพเปิดหน้าบ้านขายเครื่องสังฆภัณฑ์และขายเพชรพลอยอัญมณีไม่แต่งงาน ต่อมามีหลานมาอยู่ด้วยช่วยดูแล

ต่อมาห้องแถวของ น.ส.เน่ยลุ้ยตัดแบ่งขาย คงเหลือไว้ ๔ ห้อง มอบกรรมสิทธิ์ให้หลาน  เงินที่ได้จากการขายห้องแถวส่วนหนึ่งมอบให้โรงพยาบาลมหาราช ทำตึกนิมมานเหมินท์ ยังมีชื่อห้องแม่เน่ยลุ้ย  พิสัชชกรอยู่

บั้นปลาย น.ส.เน่ยลุ้ยอยู่กับนางอรพันธุ์ ซึ่งเป็นหลาน และได้เสียชีวิตประมาณ ปี พ.ศ.๒๕๑๐

ครอบครัวหนึ่งมาเช่าอยู่ที่เฮือนแปแห่งนี้ มุ่งสร้างฐานะ เป็นครอบครัวชาวจีนที่อพยพมาอยู่เชียงใหม่ ชื่อนายกุนฝ่า แซ่ฉิ่ง แม่ชื่อ นางซังเจา แซ่หว่อง

นายกุนฝ่า มีความรู้เรื่องหวาย จึงทำตะกร้า เปล เก้าอี้ ด้วยหวายและนำส่งขาย ตั้งชื่อว่า “ร้านหลีเฮงเฟอร์นิเจอร์” รุ่นลูกมีหลายคน คนหนึ่ง คือ คุณป้าจินตนา  แซ่เล้า ปัจจุบันอายุ ๗๓ ปี เล่าเรื่องการก่อตั้งร้านว่า

“ร้านหลีเฮงตั้งมา ๗๕ ปีแล้ว ป้าเกิดปี พ.ศ.๒๔๘๒ เป็นลูกคนที่สอง เกิดที่นี่ เตี่ยมาจากเมืองจีน ปี พ.ศ.๒๔๘๐ ตอนเด็กเรียน ร.ร.สุวรรณศีลป์ จบประถม ๔ ออกมาช่วยงานบ้าน ช่วนสานหวาย อายุ ๒๐ ปีเศษ จึงแต่งงานมีครอบครัว

“ตอนเป็นเด็กพ่อกับลุงช่วยกันทำเฟอร์นิเจอร์หวาย ทำตามที่คนมาสั่งทำ ทำเสร็จก็แบกไปส่งตามร้านหรือบ้าน หวายสมัยก่อนสั่งมาจากเมืองซัวเถา ประเทศจีน คุณภาพดี เหนียว เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยดี กรอบง่าย ปัจจุบันมาจากอินโดนีเซีย

“สมัยเด็กละแวกถนนช้างม่อยเป็นป่าครึ้ม สมัยก่อนต้นไม้ใหญ่ครึ้ม ทั้งหน้าบ้านและหลังบ้าน เรือนไม้สมัยเด็กที่ยังเหมือนเดิมคือ ตึกหน้าบ้าน ตอนเด็กก็เห็นแล้ว เจ้าของชื่อแม่คำปัน ลูกสาวเขาเปิดร้านตัดเสื้อ ชื่อ เจ๊นุ้ย พี่น้อง ๘-๙ คน คนหนึ่งชื่อเจ๊ซิม เขามีกินมีใช้  สมัยก่อนคนกินประหยัด ที่ของครอบครัวนี้เยอะเรื่อยมาทางทิศตะวันตกจนติดวัดอู่ทรายคำ  โดยสร้างเป็นห้องแถวชั้นเดียวประมาณ ๑๐ ห้องเศษให้เช่า

“ตึกแถวที่ร้านหลีเฮงตั้งอยู่ รวม ๓ ห้อง ปัจจุบันก็ยังเช่าอยู่ เจ้าของชื่อนายฟาด  แซ่หว่อง ภรรยาชื่อนางบัวจันทร์  แสนมณีชัย คนสันป่าตอง มาขายผ้าไหมที่ตลาดวโรรสชั้นสองและมีร้านที่ถนนท่าแพตรงข้ามวัดบุพพาราม”

รุ่นลูกของคุณป้าจินตนามี ๔ คน คนหนึ่งเรียนเก่งรับราชการเป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลจังหวัดนครปฐม ชื่อ นายแพทย์วีรเดช  เฉลิมพลประภา

นอกจากร้านหลีเฮงเฟอร์นิเจอร์แล้ว ต่อมานายกุนฝ่า มาเช่าห้องเปิดร้านขายเฟอร์นิเจอร์หวายเพิ่มเติมปากทางออกวัดชมพู ติดร้านหลีเฮง ชื่อ “ร้านหวายฮงเส็ง” เดิมเป็นบ้านไม้ของครอบครัวป้าบุญยวง สามีเป็นตำรวจ รุ่นลูกคือพี่ทองอินทร์ และอาจารย์จินดา

ต่อมาร้านฮงเส็งตกเป็นของรุ่นลูกและได้ซื้อร้านเข็มทอง อาคารฝั่งตรงข้ามไว้เป็นกรรมสิทธิ์อีกส่วนหนึ่งด้วย

เลยไปจากร้านหลีเฮงไปทางทิศตะวันออกเป็น “ร้านอรพันธุ์” ขายเฟอร์นิเจอร์หวายและไม้ เจ้าของชื่อ นางอรพันธุ์ พิสัชชกร

นางอรพันธุ์ เป็นหลานของ น.ส.เน่งลุ้ย โดยเป็นบุตรหญิงของนายเซ็งป๋วย แซ่โต๋ว(พี่ชายของ น.ส.เน่งลุ้ย) และนางสิ่วงิ้ม  แซ่เฮ้ง มีพี่น้องรวม ๗ คน นางอรพันธุ์เป็นคนที่ ๔

นางอรพันธุ์ แต่งงานกับนายไคเซ็ง  แซ่ตั้ง  มีร้านค้าอยู่ตลาดต้นลำไย ถนนวิชยานนท์ ชื่อร้าน แซฮวด ต่อมาเปลี่ยนเป็น “ตั้งเจริญ”

ประวัตินายไคเซ็ง  แซ่ตั้ง เกิดที่ประเทศจีน เมื่ออายุ ๑๘ ปี ปี พ.ศ.๒๔๘๔ เดินทางมาประเทศไทยเริ่มทำงานรับจ้างที่จังหวัดราชบุรี ต่อมาทำงานรับจ้างที่กรุงเทพฯระยะหนึ่ง หลังจากสงครามโลกครั้งที่ ๒ เลิก ปี พ.ศ.๒๔๘๙ ได้เดินทางมาทำงานในร้านแห่งหนึ่งที่ตลาดต้นลำไย นับจากนั้น ๔ ปีต่อมาได้แต่งงานกับนางอรพันธุ์  พิสัชชกร จึงเริ่มแยกตัวมาค้าขายเอง โดยเช่าห้องแถวในตลาดต้นลำไย ขายของชำ ใช้ชื่อร้านว่า “แซฮวด” ต่อมาได้ย้ายมาด้านหน้าตลาดต้นลำไย เปลี่ยนชื่อร้านเป็น “ตั้งเจริญ”

เดิมเป็นเฮือนแป ต่อมาได้สร้างเป็นตึกสองชั้นรวม ๔ ห้อง  ๒ ห้องเปิดร้านขายเครื่องเรือนเฟอร์นิเจอร์หวาย

นางอรพันธุ์  เสียชีวิตเมื่อกลางปี พ.ศ.๒๕๓๖ ส่วนนายไคเซ็ง  แซ่ตั้ง เสียชีวิตเมื่อปลายปี พ.ศ.๒๕๓๙  รุ่นลูก ใช้นามสกุล “รักอริยะธรรม”(หนังสืออนุสรณ์งานฌาปนกิจศพนายเคเซ็ง แซ่ตั้ง,๒๕๓๙)

ถัดไปเป็นตึกสองชั้น เคยเป็นบ้านของ น.ส.เน่ยลุ้ย เป็นบ้านไม้ชั้นเดียว ใต้ถุนเตี้ย บ้านไม่ใหญ่โตนัก ขึ้นบันไดไปมีห้อง ๒ ห้องอยู่ซ้ายและขวา ด้านหลังเป็นสวนต้นไม้ ด้านหน้าบ้านเปิดเป็นร้านขายเครื่องสังฆภัณฑ์ โดยสร้างเป็นเฮือนแปชั้นเดียว ต่อมาผู้ครอบครอง คือ คุณพนิดา  (บุตรหญิงของนางอังคณาและนายเทียนงัก)ปี พ.ศ.๒๕๒๓ สร้างเป็นตึกแถวสองชั้นรวม ๔ ห้อง

ถัดไปทางตะวันออกบางคนเล่าว่าเคยเป็นบ้านของนางอะยีมะมิ เชื้อสายพม่า อาชีพขายยาแผนโบราณ รุ่นลูก คือ นางเหม และส่างปอ รุ่นหลานคนหนึ่ง ชื่อ นิภา รับราชการอยู่ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ ต่อมาเปลี่ยนกรรมสิทธิ์หลายเจ้าของ เคยเป็นร้านชำนาญการเบาะ ต่อมาเป็นร้านกลการ

ถัดไปทางตะวันออกเป็นร้านพงษ์ภัณฑ์ ขายเฟอร์นิเจอร์

เจ้าของคือ คุณสมพงษ์  คุณพัฒน์วัฒนา ปัจจุบันอายุ ๗๘ ปี เล่าความเป็นมาของร้านนี้

“แม่ผม แม่คำตุ้ย ซื้อไว้ขณะนั้นราคา ๑ แสน ๓ หมื่นบาท”

คุณสมพงษ์  หลังจากเรียนจบมัธยมปลายที่โรงเรียนปรินซ์ฯ ได้ไปศึกษาต่อที่โรงเรียนอัสสัมชัญ กรุงเทพฯ วัยเด็กมีความทรงจำเกี่ยวกับการเที่ยวเล่นน้ำปิง

“ผมเกิดที่ตลาดต้นลำไย ขณะนั้นแม่เช่าห้องแถวค้าขาย พออายุ ๔-๕ ขวบ แม่มาซื้อบ้านอยู่ถนนช้างม่อยเยื้องวัดหนองคำ ต่อมาจึงตั้งร้านพรภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์ที่นั่น วัยเด็กได้เล่นกับเพื่อนแถวศาลเจ้าปุงเถ่ากง ทันได้เล่นแม่น้ำปิงกับเพื่อน เรามักจะไปเริ่มที่เจดีย์ขาว ใกล้สำนักงานเทศบาลเชียงใหม่ สมัยนั้นเจดีย์ขาวอยู่ติดแม่น้ำปิง มีการนำไม้มาวางกั้นกันน้ำเซาะ แล้วก็มีต้นไทรใหญ่อยู่ริมน้ำปิง เราเป็นเด็กก็จะไปยืนบนกิ่งไทรและกระโดดลงน้ำปิง สมัยก่อนในน้ำปิงจะมีซุงของบริษัทบอมเบย์ฯลอยมา เด็กจะว่ายไปเกาะท่อนซุงปีขึ้นขี่ บนท่องซุงมักมีตะขามและแมลงหนีน้ำมาเกาะบนซุง เรามักออกแรงพลิกซุงให้สัตว์ร้ายตกน้ำไปก่อนจะขึ้นซุง  เวลาไปยืนบนซุงได้ก็กลายเป็นฮีโร่ร้องตะโกน  เพื่อนๆ ก็จะแกล้งกัน พยายามพลิกซุงให้คว่ำหากทรงตัวไม่ดีก็เสียหลักตกน้ำ ทำเพื่อนตกน้ำได้ก็ร้องเฮ เกาะท่อนซุงมาถึงสะพานจันทร์สมก็ว่ายน้ำขึ้นฝั่ง และวิ่งมาที่ต้นไทรริมเจดีย์ขาวเหมือนเดิม เริ่มต้นใหม่”.

.ต.อ.อนุ  เนินหาด ผกก.สภ.แม่แจ่ม