หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านถนนช้างม่อย(21)

Author by 6/09/12No Comments »

หนึ่งในร้านขายเฟอร์นิเจอร์หลากหลายร้านย่านช้างม่อย คือ ร้านพงษ์ภัณฑ์

เป็นอีกร้านหนึ่งเหมือนหลายร้านที่ขยับขยายมาจากย่านกาดหลวง

เจ้าของคือ คุณสมพงษ์  คุณพัฒน์วัฒนา ปัจจุบันอายุ ๗๘ ปี เล่าความเป็นมาของร้านนี้

“แม่ผม แม่คำตุ้ย ซื้อไว้ขณะนั้นราคา ๑ แสน ๓ หมื่นบาท”

คุณสมพงษ์  หลังจากเรียนจบมัธยมปลายที่โรงเรียนปรินซ์ฯ ได้ไปศึกษาต่อที่โรงเรียนอัสสัมชัญ กรุงเทพฯ วัยเด็กมีความทรงจำเกี่ยวกับการเที่ยวเล่นน้ำปิง

“ผมเกิดที่ตลาดต้นลำไย ขณะนั้นแม่เช่าห้องแถวค้าขาย พออายุ ๔-๕ ขวบ แม่มาซื้อบ้านอยู่ถนนช้างม่อยเยื้องวัดหนองคำ ต่อมาจึงตั้งร้านพรภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์ที่นั่น วัยเด็กได้เล่นกับเพื่อนแถวศาลเจ้าปุงเถ่ากง ทันได้เล่นแม่น้ำปิงกับเพื่อน เรามักจะไปเริ่มที่เจดีย์ขาว ใกล้สำนักงานเทศบาลเชียงใหม่ สมัยนั้นเจดีย์ขาวอยู่ติดแม่น้ำปิง มีการนำไม้มาวางกั้นกันน้ำเซาะ แล้วก็มีต้นไทรใหญ่อยู่ริมน้ำปิง เราเป็นเด็กก็จะไปยืนบนกิ่งไทรและกระโดดลงน้ำปิง สมัยก่อนในน้ำปิงจะมีซุงของบริษัทบอมเบย์ฯลอยมา เด็กจะว่ายไปเกาะท่อนซุงปีนขึ้นขี่ บนท่อนซุงมักมีตะขาบและแมลงหนีน้ำมาเกาะบนซุง เรามักออกแรงพลิกซุงให้สัตว์ร้ายตกน้ำไปก่อนจะขึ้นซุง  เวลาไปยืนบนซุงได้ก็กลายเป็นฮีโร่ร้องตะโกน  เพื่อนๆ ก็จะแกล้งกัน พยายามพลิกซุงให้คว่ำหากทรงตัวไม่ดีก็เสียหลักตกน้ำ ทำเพื่อนตกน้ำได้ก็ร้องเฮ เกาะท่อนซุงมาถึงสะพานจันทร์สมก็ว่ายน้ำขึ้นฝั่ง และวิ่งมาที่ต้นไทรริมเจดีย์ขาวเหมือนเดิม เริ่มต้นใหม่”.

“อันตรายพอดู พ่อแม่รู้ก็ถูกตี ฝั่งริมปิงหน้าวัดศรีโขงตรงข้ามกับเทศบาล เป็นท่าเรือเดิม น้ำลึก นักเรียนปรินซ์ฯมักไปจมน้ำตายเสมอ ทางโรงเรียนจะประกาศเตือนหน้าแถวว่ามีเพื่อนไปจมน้ำตายแล้ว ให้ระวังกัน บางครั้งก็ไปเที่ยวเล่นน้ำคูเมือง บริเวณหน้าโรงเรียนวัดดอกเงิน สมัยก่อนเป็นท่าน้ำมีทางลงน้ำ น้ำใส มีสาหร่าย มีกุ้งฝอย เด็กไปเล่นและมีจมน้ำตายก็มี  ส่วนใหญ่ที่ตายเพราะว่ายน้ำไม่เก่งและถูกสาหร่ายพันขาทำให้จมน้ำ

“เพื่อนเที่ยวเล่นน้ำกัน ก็มีลูกลุงตา เช่าบ้านแม่ผมอาชีพเป็นช่างบัดกรีทำเครื่องใช้สังกะสี ลูกรุ่นเดียวกัน ชื่อ วัน อีกคนหนึ่งเป็นลูกพ่อเลี้ยงหนานใจ๋ เป็นแพทย์แผนโบราณอยู่ในซอยหลังวัดแสนฝาง บ้านอยู่ติดหลังบ้านผม ลูกชื่อ หล้าและรูญ วัยเดียวกัน ไปเที่ยวเล่นกันบ่อย

“โตขึ้นหน่อย ขี่จักรยานเป็น นอกจากขี่เที่ยวในเชียงใหม่แล้ว ยังขี่ไปเที่ยวต่างอำเภอด้วย  สมัยก่อนการขี่จักรยานไปเที่ยวต่างอำเภอเป็นเรื่องปกติ ใครๆ ก็ทำกัน แม่ซื้อจักรยานยี่ห้อราเลย์ให้คันหนึ่ง มีเกียร์ เช้าตื่นมาช่วยแม่เปิดหน้าร้านแล้วก็ขออนุญาตไปบ้านเพื่อนที่อำเภอป่าซาง สมัยเด็กแม่ขายเครื่องปั้นดินเผาที่บ้าน ขี่จักรยานไป ๒ ชั่วโมงก็ถึง เพื่อนชื่อสนั่น  นันทขว้าง อีกคนหนึ่งเพื่อนรุ่นพี่ ชื่อสำราญ  สมบูรณ์พฤกษ์ หากเที่ยวใกล้ๆ ก็ไปเที่ยวโรงพยาบาลแมคเคน ไปกับเพื่อน จักรสาน ๒ -๓ คัน ปั่นกันไปคุยกันไป เหนื่อยก็พักตามร่มไม้ เช็ดรถไป ผ่านบ้านป่ากล้วย บ้านป่าแดด แวะที่เขื่อนกั้นน้ำ เล่นน้ำกันก่อน ที่โรงพยาบาลแมคเคนสมัยนั้นมีคนโรคเรื้อนอยู่มาก พื้นที่มีน้ำล้อมรอบจึงเรียกว่า เกาะกลาง”

คุณสมพงษ์  หลังจากจบโรงเรียนอัสสัมชัญแล้ว ทำงานบริษัทมิตซูบิชิที่กรุงเทพฯระยะหนึ่ง ต่อมาทำงานบริษัทหลุยส์ทีเนียวโลเวนส์ แผนกขายยา มีประสบการณ์ด้านการขายยาต่างจังหวัดทางภาคใต้โดยมีรถฉายหนังกลางแปลงตระเวนเรื่อยไป

“บริษัทที่ทำขายยา ขายแฟ้บ , ยาสีฟันคอลเกต , ปากกาบิ๊ก ผมทำหน้าที่เป็นเซลแมนตระเวนขายยาและเก็บเงิน นอกจากนั้นทางบริษัทเน้นการประชาสัมพันธ์ทางต่างอำเภอ จึงต้องนำเสนอด้วยการฉายหลังกลางแปลง เน้นจากอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาไปทางใต้ ทางบริษัทมอบรถยี่ห้อเชฟโรเลตสีเหลืองให้ ๑ คัน คนขับ ๑ คน รถติดลำโพงด้านหน้าหลัง มีเครื่องทำไฟ เราก็ตระเวนไปตามอำเภอต่างๆ ขออนุญาตฉายหนังตามโรงเรียน โรงพัก วัด มักจ่ายเป็นค่าภารโรงเก็บขยะ แต่ส่วนใหญ่มักให้ฉายฟรี ดีใจว่าได้ดูหนัง นานๆ จะมีมาฉายสักครั้ง ตอนบ่ายก็ตระเวนประกาศให้ชาวบ้านรู้ว่าจะมีหนังมาฉายที่นั่นที่นี่  แล้วก็ไปช่วยกันขึงจอ     เตรียมตัว

“หนังที่ฉาย ผมไปเลือกเช่ามาที่วังบูรพา มักเป็นหนังฝรั่ง ๑ ม้วน หนังการ์ตูน ๑ ม้วน การฉายก็เริ่มด้วยหนังการ์ตูน เอาใจเด็กๆซึ่งมักจะมาก่อน ผู้ใหญ่ทำงานเสร็จก็ตามมา จากที่ไม่เคยพากษ์หนังก็ต้องหัดพากษ์ ทางร้านที่ให้เช่าหนังจะมีบทพากษ์มาให้ ระหว่างนั่งรถเราก็นั่งอ่านจนเข้าใจบทดี ก็พากษ์ได้ ที่สำคัญมากคือ ต้องเก่งทางต่อหนังเมื่อหนังขาด คนดูจะหงุดหงิดจึงต้องรีบต่อให้เร็ว ฉายไประยะหนึ่งก็หยุดฉาย และประกาศขายยาของบริษัท มียาแก้ปวดชื่ออาราเลน ยาแก้ปิดในตับชื่ออารารีส ยาหยอดตา สมัยนั้นมีของแถมคือ หนังสือเพลง เพลงกระซิบสวาทกำลังดัง

“การขายยาจากการฉายหนังได้เงินดีแล้วได้ประชาสัมพันธ์ด้วย  แต่เป็นงานที่หนัก ผมชอบท่องเที่ยวจึงชอบงานแบบนี้ ได้เห็นบ้านเรือนชาวบ้านต่างจังหวัดซึ่งหาโอกาสเที่ยวได้ยาก  กลับถึงโรงแรมก็ตี ๑ ไปคราวละ ๑ เดือนครึ่ง

“ทำงานตระเวนฉายหนังกลางแปลงขายยาอยู่ ๑ ปีครึ่ง ทั้งๆที่ยังสนุกแต่ก็ต้องขอลาออกกลับมาเชียงใหม่เพราะแม่ไม่สบาย กลับมาดูแลแม่ ตอนกลับมาเชียงใหม่ปี พ.ศ.๒๕๐๓ อายุ ๒๕ ปี พอแม่เริ่มอาการดีขึ้น  ที่บ้านก็เริ่มเปิดค้าขายอีกครั้งหนึ่ง เริ่มขายเฟอร์นิเจอร์ เริ่มจากพี่สาว คือ พี่สมจิต ขายเครื่องสังฆภัณฑ์อยู่ตลาดวโรรส บอกว่ามักมีลูกค้ามาถามซื้อโต๊ะเก้าอี้สำหรับใช้ที่วัดต่างๆ ก็เริ่มต้นลองขายดู ผมมีเงินอยู่ ๑๕,๐๐๐ บาท ไปกรุงเทพฯ สั่งเฟอร์นิเจอร์มาลงทุน ๖,๐๐๐ บาท ยังไม่กล้าสั่งมาเยอะ ส่งมาทางรถไฟ เริ่มขาย ขายได้ก็ขายเรื่อยมา สมัยนั้นร้านขายเฟอร์นิเจอร์ย่านถนนช้างม่อยยังไม่มาก มีหลักๆ คือ ร้านตนานุวัฒน์ ร้านช้างม่อยเฟอร์นิเจอร์ของคุณโฆษิต  ชวชาติ ที่สันป่าข่อยก็มีร้านชาวเหนือ

“พอลูกค้าเริ่มติดแล้ว ปี พ.ศ.๒๕๐๕ ผมก็โยกย้ายมาเริ่มที่นี่ ที่ร้านโน้นให้พี่สาว คือ พี่สมพร ดูแล ตั้งชื่อร้านว่าพรภัณฑ์ เอาชื่อพี่สาวมาเป็นชื่อร้าน  ส่วนร้านนี้แม่ซื้อไว้ก่อนแล้ว เป็นบ้านไม้มีร้านขายข้าวสารเช่าอยู่  พอเราย้ายมาเขาก็ย้ายไปซื้อฝั่งตรงข้าม ผมเริ่มสั่งเฟอร์นิเจอร์มาขาย ตั้งชื่อว่าร้านพงษ์ภัณฑ์ นำชื่อผมมาผสม จนหลังไฟไหม้กาดหลวง ทำให้กังวลเรื่องไฟไหม้ ตัดสินใจรื้อบ้านไม้และสร้างเป็นตึกได้ ๒ ห้อง ลงมือสร้างเอง จ้างช่างใช้เงินไป ๑๒๐,๐๐๐ บาท เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๔ หลังจากนั้นก็ให้พี่สมพรสร้างตึกแบบเดียวกันที่ร้านพรภัณฑ์

“ถัดจากบ้านผมไปทางทิศตะวันออก เป็นบ้านของจ่าเยื้อง  ศรีเมืองวงศ์ ประจำกองเมืองเชียงใหม่ รุ่นลูก คืออาจารย์จินดา สอนอยู่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และนางทองอินทร์

“ส่วนร้านโมล่าปัจจุบันเคยเป็นบ้านแม่ของเสธ.ม่อย คนร้ายทำทีมาซื้อบุหรี่แล้วใช้ปืนยิงแม่เขาเสียชีวิต”

คุณสมพงษ์  คุณพัฒน์วัฒนา สมรสกับนางกิมเฮง แซ่เฮง บุตรธิดา ๔ คน ล้วนประกอบอาชีพธุรกิจทั้งหมด

ถัดไปทางทิศตะวันออกเป็นร้านตนานุวัฒน์เฟอร์นิเจอร์

เริ่มต้นจากนายเปงเซง  แซ่ตั้ง อพยพมาจากประเทศจีน รุ่นลูกคนหนึ่ง คือ นายสกใจ๋  แซ่ตั้ง แต่งงานกับนางบัวผัน  ธนันชัย ลูกสาวของพ่อหนานแปง ชาวบ้านย่านวัดเชียงใหม่ รับราชการเป็นเสมียนตราจังหวัดเชียงใหม่

นายสกใจ๋ และแม่บัวผัน มีกิจการร้านขายอุปกรณ์เหล็กและสีที่ตลาดวโรรส ถนนวิชยานนท์ ใช้ชื่อว่า “ร้านตันร้อยกี่” ทั้งสองมีบุตรธิดารวม ๗ คน คือ

๑.นายชุนจั๊ว         ๒.นายอภิสิทธิ์ ๓.นางสุดาพร ๔.นางพิมพรรณ ๕.นายอภิชาต ๖.นายสุรศักดิ์ ๗.นางภัทรมณี

บุตรชายคนที่สอง คือ นายอภิสิทธิ์  แซ่ตั้ง ต่อมาเปลี่ยนเป็น ตนานุวัฒน์ เป็นผู้เริ่มเปลี่ยนจากการค้าอุปกรณ์เครื่องเหล็กมาเป็นค้าเฟอร์นิเจอร์ โดยเริ่มต้นที่ถนนช้างม่อย บริเวณบ้านที่นายสกใจ๋และแม่บัวผัน ซื้อไว้เมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๘

นายอภิสิทธิ์หันมาค้าเฟอร์นิเจอร์เนื่องจากเห็นว่ามีผู้ค้าเฟอร์นิเจอร์เพียง ๒-๓ รายเท่านั้น เริ่มด้วยการเดินทางด้วยรถไฟไปสั่งเฟอร์นิเจอร์จากกรุงเทพฯ เป็นพวกเตียง ตู้เสื้อผ้า ชุดรับแขก มาขายที่ร้านที่ถนนช้างม่อย หลังจากนั้นเห็นว่าเชียงใหม่มีช่างผีมือดีอยู่ตามอำเภอรอบนอก ปี พ.ศ.๒๕๐๓ จึงไปสั่งให้ผลิตเฟอร์นิเจอร์มาขายที่ร้านแทนการสั่งซื้อจากกรุงเทพฯ โดยนายอภิสิทธิ์เป็นผู้ออกแบบเอง เมื่อเห็นการการค้าเจริญก้าวหน้าขึ้นจึงได้เริ่มตั้งโรงงานโดยซื้อที่ดินสายเชียงใหม่-หางดงและเปิดเป็นโรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์

ด้านครอบครัวนายอภิสิทธิ์สมรสกับนางจรรยา  สกุลเดิม โตแสงชัย บุตรหญิงของนายเปงเข่งและนางชุนเฮียง  แซ่โต๋ว ร้านโต๋วฮงเส็ง ในตรอกเล่าโจ๊ว บุตรธิดารวม ๔ คน..

พ.ต.อ.อนุ  เนินหาด ผกก.สภ.แม่แจ่ม