หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านถนนช้างม่อย(24)

Author by 27/09/12No Comments »

ย่านถนนช้างม่อย(24)

ข้างธนาคารทหารไทย สาขาช้างม่อย ในซอย ๒ มีบ้านของตระกูล “กิตติกุล”

เป็นบ้านของนายวนิช  กิตติกุล ชาวจังหวัดพิษณุโลก ทำงานเป็นพนักงานรถไฟระหว่างเชียงใหม่ลำพูน ต่อมาพบรักและแต่งงานกับชาวแม่ทา ลำพูน ชื่อ แม่จันฟอง  แซ่จู ลูกครึ่งจีน

รุ่นลูกคนหนึ่ง คือนายเสวก  กิตติกุล อดีตเทศมนตรีเทศบาลนครเชียงใหม่ ปัจจุบันอายุ ๗๒ ปี เล่าว่า ครอบครัวโยกย้ายมาตั้งรกรากอยู่ที่ถนนช้างม่อยก่อนเกิด คือ ก่อนปี พ.ศ.๒๔๘๓

“ก่อนหน้านี้หลังแต่งงานพ่อแม่อยู่ที่อำเภอแม่ทากันก่อน ต่อมาย้ายมาสร้างบ้านอยู่ที่ถนนช้างม่อย พ่อมีฐานะดีเพราะส่งไม้หมอนรถไฟและส่งฟืนให้การรถไฟ  ผมเริ่มเรียนที่มงฟอร์ต ต่อมาย้ายไปเรียนอัสสัมชัญศรีราชา ชลบุรี สมัยนั้นเป็นค่านิยมของคนมีฐานะในเมืองเชียงใหม่ว่าต้องส่งลูกไปเรียนโรงเรียนดี อัสสัมชัญมีชื่อเสียงด้านการศึกษา  ครอบครัวอื่นที่ไปเรียนรุ่นเดียวกัน เช่น วิรัช  สาหร่ายทอง ลูกคุณวาสน์  สาหร่ายทอง ฐานะดีอาชีพทำยาสูบ , สัญชัย  โอสถาพันธ์(อากู๋) ก็ไปเรียนด้วยกัน ผมไปเรียนอัสสัมชัญ เป็นรุ่นน้องคุณโกวิทย์  ภักดีภูมิ อดีตอธิบดีกรมตำรวจ

“ต่อมาย้ายมาเรียนมัธยมปีที่ ๑-๔ ที่โรงเรียนปานะพันธ์ กรุงเทพฯ และเรียนต่อคอมเมิร์ช ตอนนั้นรู้จักกับคุณชรินทร์  นันทนาคร ทำงานอยู่กับยูซ่อม(องค์กรของสหรัฐอเมริกา) คุณชรินทร์ บอกว่าให้ผมกลับเชียงใหม่สักระยะหนึ่งแล้วมากรุงเทพฯ จะฝากงานให้ ผมกลับเชียงใหม่  กลับบ้านแล้วอยู่ยาวเลย ไม่ได้เข้ากรุงเทพฯอีก เสียโอกาสไป

“ตอนกลับมาอยู่เชียงใหม่อายุ ๒๕ ปี พ.ศ.๒๕๐๘ ขณะนั้นแม่เสียชีวิตแล้ว ส่วนพ่ออายุมากพักผ่อนอยู่กับบ้าน ผมเป็นคนชอบสังคม รู้จักคนทั่วไปทุกระดับ  ระดับบนก็คบกับนายตำรวจ เที่ยวกับ พล.ต.ต.สนาม  คงเมือง พ.ต.อ.พิจิตร อิ่มสงวน เป็นผู้หมวดกองเมืองเชียงใหม่ สมัยนั้นผู้กองผจญ  สัจจะวิโสเป็นผู้กองเชียงใหม่ เที่ยวด้วยกัน พบคุยกันแทบทุกคืน แวะกินข้าวต้มร้านโอวตี่และมานอนที่โรงแรมคชสาร ที่เที่ยวคือไนต์คลับ บลูมูน , รินแก้ว , วีนัส เพื่อนผมเป็นเจ้าของวีนัส ชื่อ อุทัย โอสถาพันธ์ พี่ชายของอากู๋

“ระดับล่างก็คุ้นเคยกับกลุ่มนักเลงต่างๆ ในสมัยนั้น  แก๊งอินทรีขาวกำลังมีอยู่ ในความคิดผมผมว่าตำรวจพลร่มที่มาจาก ตชด.มีส่วนมาก ทำให้ผู้หญิงเชียงใหม่หลายคนช้ำใจ สมัยนั้นมีพันยัก เป็นหัวหน้าแก๊งประตูเชียงใหม่ , ทอนเส้า เป็นหัวหน้าแก๊งวัดชมพู , พันจิ้นเป็นหัวหน้าแก๊งศรีพิงค์ , โต้งหรือตั้ว ลูกหมวดยืน หัวหน้าแก๊งตลาดบุญอยู่  กลุ่มพวกนี้มารวมตัวกันเที่ยว มักนัดมาที่โรงหนังศรีพิงค์ ใช้รถจักรยานไปเที่ยวด้วยกัน ผมรู้จักและเป็นที่ปรึกษา ไม่ได้เข้ากลุ่มแต่ก็ตามไปดู

“ขณะนั้น กวี  กรโกวิท เป็นสารวัตรทหาร ก็ชอบเข้าสังคมคุ้นเคยกับกลุ่มพวกนี้  เหมือนเป็นผู้ดูแลกลุ่มพวกนี้ด้วย เวลาไปเที่ยวงานวัด กวี กรโกวิท แต่งเครื่องแบบสารวัตรทหารไปคุมงาน พวกแก๊งต่างๆ มักจะให้เกียรติให้ความเคารพ  คราวหนึ่งมีเหตุการณ์ที่สลดใจจนอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้แก๊งต่างๆ เริ่มเลิก คือ มีงานที่สันผักหวาน อำเภอหางดง แก๊งในเชียงใหม่ก็ไปเที่ยวกัน แล้วก็เกิดทะเลาะวิวาทบนเวทีรำวง ปรากฏว่าคนหนึ่งในแก๊งถูกแทงด้วยเหล็กขูดชาร์ปอาการหนัก ในกลุ่มช่วยกันหามมาส่งโรงพยาบาลสวนดอก ช่วยไม่ทัน ตาย ก่อนหน้านี้การวิวาทก็มักชกต่อยกัน อย่างเก่งก็มีมีด ไม่ถึงกับตาย คราวนี้มีการตายก็สลดใจกัน  ก่อนหน้านั้น ติ๋ว ลูกหมวดบุญยืนตายก่อนหน้านี้ไม่นาน ที่ย่านกำแพงดิน จำไม่ได้ว่าเรื่องอะไร

“ผมกลับมาอยู่เชียงใหม่ เริ่มทำอาชีพหนังสือพิมพ์ คนที่มาชวนคือ คุณปราณี  ศิริธร ทำหนังสือพิมพ์ราย ๑๕ วัน ชื่อ สารสยาม คุณปราณี สอนทุกอย่าง การพิมพ์จ้างคุณอิสรา  เทพหัสดิน ณ อยุธยา ซึ่งมีโรงพิมพ์ช้างเผือก ดำเนินการจัดพิมพ์

“ผมเริ่มเล่นการเมืองท้องถิ่นเมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๘ คุณวรกร  ตันตรานนท์ มาชวนเข้ากลุ่มอานันทภูมิ ลงสมัครครั้งแรกก็ได้เลย ชนะกลุ่มเก่าคือกลุ่มประชาสันติของหมอกนก        รัตนัย เคยเป็นรองประธานสภา , เทศมนตรีฝ่ายงานสาธารณสุข , เทศมนตรีฝ่ายบริหารและงานคลัง  จนปี พ.ศ.๒๕๓๘ จึงเลิกเล่นการเมืองท้องถิ่น ทำหนังสือพิมพ์อย่างเดียว”

นายเสวก  กิตติกุล เคยแต่งงานกับผู้สื่อข่าวหญิงคนหนึ่ง มีบุตรชาย ๑ คน คือ นายสถาปนา  กิตติกุล เป็นอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเชียงใหม่  ต่อมาแต่งงานกับนางตุลา  กิตติกุล บุตรหญิง ๑ คน คือ น.ส.ศุภกัญญา  กิตติกุล ศึกษาอยู่ชั้นมัธยมปีที่ ๕ โรงเรียนพระหฤทัยเชียงใหม่

บ้านเดิมของรุ่นพ่อตกสู่นางสนองนวล  สุริยะ ,ส่วนนายเสวก และนายวสันต์ ได้รับกรรมสิทธิ์โรงแรมคชสาร ต่อมาเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ไป

ปากซอย ๒ ถนนช้างม่อย ยังมีบ้านไม้สองชั้น หลังคาทรงปั้นหยา

อาคารไม้ทรงปั้นหยาหลังนี้เป็นของตระกูล “นิมมานวัฒนา”

อาคารไม้ทรงปั้นหยาริมถนนช้างม่อยหลงเหลือไม่กี่หลังแล้ว มีเพียงบ้านเดิมของแม่แก้วนา ชัยศิริ เปิดร้านขายแหนมหลังหนึ่ง อีกหลังหนึ่งที่อยู่ใกล้เคียงกัน คือ อาคารหลังนี้ เป็นเรือนไม้สองชั้น หลังคามุงกระเบื้องที่เรียกว่าทรงปั้นหยา เป็นอาคารของคนที่มีฐานะปานกลางเมื่อเปรียบกับคนรวยที่เริ่มทำบ้านเป็นตึกสองชั้น หากคนจนยังคงทำอาคารไม้ชั้นเดียวที่เรียกว่า เฮือนแป

หลังคาปั้นหยา เป็นประเภทของหลังคาที่ทุกด้านลาดไหลลงสู่ผนัง โดยมักมีความชันไหลเอียงเท่ากัน หลังคาปั้นหยาของบ้านทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า จะมีสามเหลี่ยม ๒ ด้าน และมีสี่เหลี่ยมคางหมู ๒ ด้าน ซึ่งเกือบทั้งหมดจะต้องมีความลาดเอียงเดียวกัน เพื่อให้สมดุลย์กัน หลังคาปั้นหยาสามารถมีรางใต้รอบทุกด้านได้ นอกจากนี้หลังคาปั้นหยายังสามารถมีหน้าต่างยื่นออกมาจากหลังคาในด้านที่ลาดเอียงได้

ปัจจุบันปรับปรุงเป็นร้าน “แสนดีเฮลชอป” เจ้าของชื่อคุณศรัณย์ สืบประเสริฐกุล ตั้งเมื่อปี ๒๕๕๓ เช่าจากคุณวิรัตน์  นิมมานวัฒนา

ตระกูล “นิมมานวัฒน” เป็นตระกูลเก่าแก่ตระกูลหนึ่งเมืองเชียงใหม่ เคยอยู่ถนนท่าแพ เคยสืบประวัติไว้ เริ่มจากนายเอ็กฮ่อ  แซ่นิ้ม อพยพมาจากเมืองจีนตั้งแต่วัยหนุ่ม มารับจ้างขายผ้าอยู่ที่ตลาดวโรรส ต่อมาแต่งงานกับแม่หน้อย แซ่เตี๋ย บุตรหญิงของนายลู้ นางเต่า  แซ่เตี๋ย เจ้าของร้าน เตี๋ยย่งสง ตึก ๓ ชั้นที่ถนนวิชยานนท์ หลังแต่งงานนายเอ็กฮ่อโยกย้ายไปสร้างฐานะที่อำเภอฝางเมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๐ ขณะนั้นถนนสายเชียงใหม่-ฝางมีถึงอำเภอเชียงดาวเท่านั้น  ต่อไปอำเภอฝางต้องเดินข้ามป่าข้ามเขาไป ประกอบอาชีพทำโรงสีข้าวขนาดเล็กและนำข้าวสารมาขายในเมืองเชียงใหม่โดยแม่หน้อย เป็นผู้นั่งขาย  ต่อมาเมื่อมีฐานะดีขึ้นได้ซื้อบ้านริมถนนท่าแพอยู่อาศัยและเปิดหน้าร้านขายของ ตั้งชื่อว่าร้านนิ่มจินหลี  ส่วนที่อำเภอฝางนายเอ็กฮ่อ เปลี่ยนจากทำโรงสีข้าวมาทำโรงเลื่อจักรเนื่องจากมีกำไรดีกว่า ตั้งชื่อว่าโรงเลื่อยจักรฝางและเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเลื่อยจักรไชยปราการ ในช่วงเวลาต่อมา นำไม้แปรรูปจากโรงเลื่อยส่งมาขายในตัวเมืองเชียงใหม่  ต่อมานายเอ็กฮ่อ ซื้อที่ดินที่เคยเป็นโรงแรมไทยจีนและที่ถัดไปทางตะวันตกคือ โรงแรมท่าแพอินน์

นายเอ็กฮ่อและนางหน้อย มีบุตรธิดา คือ นายวินัย  นิมมานวัฒนา , นายนิ่มโฟ้ (อยู่ประเทศฮ่องกง) , นายวิรัตน์  นิมมานวัฒนา อยู่กรุงเทพฯ , และนางวรรณภา อยู่ประเทศอังกฤษ

นอกจากนี้นายเอ็กฮ่อ มีภรรยาอีก ๑ คน คือ นางไซเอ็ง  แซ่ตั้ง บุตรธิดา ๖ คน คือ นายวินิจ นิมมานวัฒนา , นางวิวรรณ  นิมมานวัฒนา , นางวิภา โอจรัสพร , นางวิมล  โอจรัสพร , นางวิพรรณ เชยเดช , นางวิลาวัลย์ รีวีระกุล และนางเครือวัลย์ นิมมานวัฒนา

ถัดไปทางด้านตะวันออกเป็น “ร้านราชวงศ์เฟอร์นิเจอร์”

ก่อนหน้านี้เป็นตึกแถวของนายวนิช  กิตติกุล สร้างห้องแถวด้านที่ติดถนนรวม ๓ ห้อง ใช้อยู่อาศัย ๑ ห้องและให้เช่า ๒ ห้อง ส่วนด้านหลังเป็นบ้านเช่าไม้รวม ๒ หลัง ภายหลังจึงได้รื้อบ้านเช่าด้านหลัง และสร้างเป็นบ้านคอนกรีต

ผู้ที่มาเช่าในระยะแรกๆ คือครอบครัวตระกูล “ศิรินิรันดร์” โดยนายเป็งลิ้ม  แซ่แต่และนางฮงง้อ  แซ่ลิ้ม

มาเช่าอยู่อาศัยและเปิดร้านขายทองเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๑ ใช้ชื่อว่า “ร้านทองง่วนลีเส็ง” โดยนายเป็งลิ้ม  แซ่แต่ อพยพมาจากเมืองจีนมาอยู่กับพี่ชาย ชื่อ เหลี่ยงชอ เจ้าของร้านง่วนลีเส็ง ภายหลังได้ย้ายไปมีกิจการที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

นายเป็งลิ้มเคยกลับไปเมืองจีน หลังแต่งงานกับนางฮงง้อ  แซ่ลิ้มแล้ว ได้กลับมาอยู่เมืองเชียงใหม่อีกครั้งหนึ่ง เปิดร้านที่ห้องแถวของเถ้าแก่โอ๊ว(นายชู  โอสถาพันธ์)ตรงข้ามโรงหนังศรีนครพิงค์ ถนนช้างม่อย ต่อมาเถ้าแก่โอ๊วจะรื้อห้องแถวสร้างเป็นตึกจึงโยก