หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านถนนช้างม่อย(25)

Author by 4/10/12No Comments »

ย่านถนนช้างม่อย(25)

ถัดจากเรือนปั้นหยาของตระกูล นิมมานวัฒนาไปทางด้านตะวันออก  ปัจจุบันคือ “ร้านราชวงศ์เฟอร์นิเจอร์”

ก่อนหน้านี้เป็นตึกแถวของนายวนิช  กิตติกุล สร้างห้องแถวด้านที่ติดถนนรวม ๓ ห้อง ใช้อยู่อาศัย ๑ ห้องและให้เช่า ๒ ห้อง ส่วนด้านหลังเป็นบ้านเช่าไม้รวม ๒ หลัง ภายหลังจึงได้รื้อบ้านเช่าด้านหลัง และสร้างเป็นบ้านคอนกรีต

ผู้ที่มาเช่าระยะหนึ่ง คือ ร้านเสี่ยกายและร้านทองง่วนลีเส็ง

ร้านเสี่ยกาย มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันทั่วไป โดยเฉพาะเด็กในสมัยก่อน หากมีของเก่ามาขายให้ร้านเสี่ยกาย ย่อมมีเงินไว้ซื้อขนมกิน

คุยกันเล่นๆ ว่าร้านนี้ เจ้าของเป็น “เสี่ย” ตั้งแต่เริ่มต้นสร้างฐานะ

เริ่มจากนายชุนเพ็ง  แซ่เตาะ หรือชื่อเล่นว่า กาย มาจากเมืองจีนสมัยยังหนุ่ม มาอยู่ที่อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร  ประมาณ ๕ เดือนต่อมาย้ายมาอยู่อำเภอดำเนินสะดวก ประกอบอาชีพรับซื้อของเก่าทางเรือ มีเรือพายตามคลองรับซื้อของเก่า เมื่อซื้อของเก่ามาไว้มีพ่อค้ามาซื้อไปอีกทอดหนึ่ง จุดหักเหที่ต้องมาอยู่เมืองเชียงใหม่เนื่องจากไปประมูลซื้อหนังวัวที่บ้านกำนันหยูเพื่อหวังทำกำไร ปรากฎว่าขณะนั้นหนังวัวจากประเทศญี่ปุ่นเข้ามาตีตลาด ทำให้ขาดทุน จำต้องขายเรือได้เงินมา ๕๐๐ บาท ระหว่างเดินทางโดยรถไฟไปจังหวัดนครปฐมได้พบคนจีนค้าชื่อ แปะเอียบ อาชีพรับซื้อของเก่าอยู่ตรอกเล่าโจ๊ว เชียงใหม่และได้รับการชักชวนมาค้าขายที่เชียงใหม่ จึงตัดสินใจมาเชียงใหม่ ขณะนั้นอายุ ๒๒ ปี

เริ่มต้นชีวิตที่เมืองเชียงใหม่เมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๕ โดยเช่าห้องอยู่หลังโรงหนังศรีวิศาล ถนนท่าแพและทำงานที่ตัวเองถนัดคือ หาบเข่งตระเวนรับซื้อของเก่า ไม่นานได้พบและแต่งงานกับภรรยาชื่อ นางง้วนเคง แซ่ฉั่ว ซึ่งทำงานเย็บผ้าอยู่ตรอกเล่าโจ๊ว จึงตัดสินใจแต่งงาน ต่อมาเมื่อมีทุนมากขึ้นได้ย้ายมาเช่าถนนช้างม่อย บริเวณหน้าวัดหนองคำ จำนวน ๒ ห้อง ตั้งชื่อร้านว่า “ร้านเสี่ยกาย”

นายชุนเพ็ง  แซ่เตาะ ปัจจุบันอายุ ๙๔ ปี เล่าว่า คำว่า “เสี่ย” เป็นคำเรียกลำดับของตระกูลว่าเป็นรุ่นเท่าไหร่ซึ่งครูที่เมืองจีนเป็นคนตั้งให้ ไม่ได้หมายถึงการมีเงินที่เป็นเถ้าแก่แต่อย่างใด

ขณะนั้นอาชีพรับซื้อของเก่ามีผู้ดำเนินการไม่กี่เจ้า การแข่งขันน้อย ทำให้กิจการของนายชุนเพ็งก้าวหน้ารวดเร็ว  เมื่อรับซื้อและรวบรวมของเก่าไว้จำนวนหนึ่งแล้ว จะบรรทุกเกวียนไปยังสถานีรถไฟ บรรทุกส่งร้านคูไท่ฮวด อยู่ถนนเจริญกรุง กรุงเทพฯ ส่วนขวดส่งอีกร้านหนึ่ง  ต่อมาเมื่อการขนส่งทางถนนรวดเร็วขึ้นจึงเปลี่ยนมาส่งโดยรถยนต์ ขณะนั้นใช้บริการของรถขนส่ง

ต่อมาสถานที่คับแคบ จึงได้ย้ายไปเช่าห้องอยู่ข้างวัดหนองคำ เป็นห้องแถวของพ่อเลี้ยงอุ่นเรือน ยุตบุตร

“เสี่ยกาย” เล่าเรื่องรายการใหญ่ที่เป็นผู้ซื้อ

“ผมซื้อสะพานนวรัฐที่เป็นเหล็ก สมัยนั้นรื้อสะพานเหล็กและสร้างสะพานคอนกรีต ผมซื้อจากหลวงศรีประกาศ ซึ่งเป็นนายกเทศมนตรี ซื้อเฉพาะที่เป็นเศษเหล็ก ส่วนเหล็กที่ดีมีคนนำไปก่อนแล้ว ผมซื้อบางส่วน นอกจากนี้ซื้อเศษเหล็กที่สนามบินเชียงใหม่ สมัยนั้นมีการปรับปรุงสนามบินเป็นนานาชาติ ผมไปซื้อเศษเหล็ก กรณีเหล็กมักเช่ารถยก รถลากของคุณแหยม มายกลากไป มาเก็บที่โกดังสันป่าข่อย ถนนบำรุงราษฎร์ หลังจากนั้นส่งขายต่อที่โรงงานเหล็กกรุงเทพฯ โดยจ้างรถบรรทุกของบริษัทขนส่งไป ก่อนหน้านี้เช่าห้องอยู่หน้าวัดหนองคำ ต่อมาย้ายไปเช่าห้องแถวข้างวัดหนองคำของพ่อเลี้ยงอุ่นเรือน สมัยนั้นค่าเช่าเดือนละ ๓๐๐ บาท เช่าอยู่ประมาณ ๑๐ ปี สถานที่เริ่มคับแคบเพราะการรวบรวมของที่รับซื้อไว้จำเป็นต้องใช้สถานที่เก็บที่กว้างขวางเพียงพอ  ปี พ.ศ.๒๕๑๓ จึงโยกย้ายไปซื้อที่อยู่ย่านสันป่าข่อย ถนนบำรุงราษฎร์ บริเวณดังกล่าว คุณอุณณ์  ชุติมา จัดสรรที่เป็นแปลงขาย เริ่มซื้อ ๑ แปลงเนื้อที่ ๑ งาน ผ่อนส่งเอา และขอเช่า ๑ แปลง ขณะนั้นย่านถนนบำรุงราษฎร์ยังไม่ค่อยมีผู้สนใจซื้อที่ดินบริเวณนี้ ผมเป็นเจ้าแรกๆที่ซื้อและมาอยู่ ต่อมาเมื่อสะสมเงินได้มากขึ้น จึงซื้อเพิ่มเติมเรื่อยมา จนมีประมาณ ๑๐ ไร่เศษ

“ของเก่าที่ซื้อ คือ เศษเหล็ก ขวด พลาสติก ทองแดง อลูมีเนียม สมัยก่อนขวดลิโพฯ ขายดี วัดตามนอกเมืองมาซื้อไปใส่ไส้ทำตะเกียงเวลามีงานวัด ส่วนขวดแม่โขงทั้งขวดแบน ขวดกลม รับซื้อแล้วส่งโรงงาน เขานำไปล้างทำความสะอาดมาใช้ใหม่ได้ ของเก่าเราส่งขายที่กรุงเทพฯ ส่งหลายที่ นำบรรจุกระสอบส่งทางรถไฟบ้าง ทางรถขนส่ง รสพ.บ้าง

“ใหม่ๆก็หาบเร่ไปในตัวเมืองเชียงใหม่ รับซื้อของเก่า ต่อมาคนรู้จักก็นำมาขายให้ เด็กนำมาขายเอาเงินไปซื้อขนม คนแก่ไปรับซื้อและหาบมาขายให้เรา ต่อมาจึงอยู่บ้านคอยรับซื้อที่บ้าน จ้างลูกจ้างไว้ช่วย ต่างอำเภอ ต่างจังหวัดทางอำเภอแม่สะเรียง แม่ฮ่องสอนก็เอามาส่งที่เรา  เป็นเจ้าเดียวในเชียงใหม่ในรุ่นบุกเบิก เจ้าอื่นๆ มีบ้าง แต่บางคนเล่นการพนัน เลิกไปก็มี”

ครอบครัวนายชุนเพ็ง ยังระลึกถึงบุญคุณของแม่บัวเขียว  อุประสินธุ์ ซึ่งนำขวดมาขาย เนื่องจากนายชุนเพ็งและภรรยาเป็นคนต่างด้าว ไม่มีสิทธิ์ซื้อที่ดิน จึงขอใช้ชื่อแม่บัวเขียว เป็นเจ้าของที่ดินที่ซื้อแทน โดยแม่บัวเขียวรับบุตรชายของนายชุนเพ็ง เป็นบุตรบุญธรรม และต่อมาจึงได้โอนกรรมสิทธิ์ให้ทั้งหมด จึงเป็นความซื่อสัตย์ของแม่บัวเขียว ที่ยากที่จะหาผู้ใดเสมอเหมือน

ปัจจุบันนายชุนเพ็ง หรือที่คนเมืองเชียงใหม่ทั่วไปรู้จักในนามของ “เสี่ยกาย” รุ่นลูกรวม ๕ คน คือ

๑.นางจันทนา  ตรีเพชรสมคุณ มีกิจการรับซื้อของเก่าที่ลำพูน

๒.นายสุนทร  อุประสินธุ์

๓.นางเพ็ญจันทร์  เจียรสาธิต(แต่งงานกับนายเกรียงศักดิ์  เจียรสาธิต ร้านเจี่ยท่งเฮง)

๔.นายอำพน  ตรีเพชรสมคุณ

๕.น.ส.สุนทรี  ตรีเพชรสมคุณ

ปัจจุบัน “ร้านเสี่ยกาย” ยังคงรับซื้อของเก่าอยู่เหมือนเช่นเมื่อ ๖๐ ปีก่อน โดยมีรุ่นลูกรับหน้าที่ต่อ

 

ถัดจาก “ร้านเสี่ยกาย” ไป สมัยนั้นครอบครัวที่มาเช่าผู้ที่มาเช่า คือครอบครัวตระกูล “ศิรินิรันดร์” โดยนายเป็งลิ้ม  แซ่แต่และนางฮงง้อ  แซ่ลิ้ม

มาเช่าอยู่อาศัยและเปิดร้านขายทองเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๑ ใช้ชื่อว่า “ร้านทองง่วนลีเส็ง” โดยนายเป็งลิ้ม  แซ่แต่ อพยพมาจากเมืองจีนมาอยู่กับพี่ชาย ชื่อ เหลี่ยงชอ เจ้าของร้านง่วนลีเส็ง ภายหลังได้ย้ายไปมีกิจการที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

นายเป็งลิ้มเคยกลับไปเมืองจีน หลังแต่งงานกับนางฮงง้อ  แซ่ลิ้มแล้ว ได้กลับมาอยู่เมืองเชียงใหม่อีกครั้งหนึ่ง เปิดร้านที่ห้องแถวของเถ้าแก่โอ๊ว(นายชู  โอสถาพันธ์)ตรงข้ามโรงหนังศรีนครพิงค์ ถนนช้างม่อย ต่อมาเถ้าแก่โอ๊วจะรื้อห้องแถวสร้างเป็นตึกจึงโยกย้ายมาอยู่ด้านหน้าวัดหนองคำ เช่าตึกแถวของนายมานิตย์ อยู่อาศัยและเปิดร้านขายทอง

รุ่นลูกรวม ๑๑ คน คือ

๑.นายประสพ  ศิรินิรันดร์ แต่งงานกับนางเยาวลักษณ์  แซ่เตี่ยว มีกิจการร้านทองแม่บุญเรือง ตรอกข่วงเมรุ

๒.นายวิทยา  ศิรินิรันดร์ ทำธุรกิจบ้านจัดสรรอยู่ลำพูน

๓.นายประเสริฐ  ศิรินิรันดร์ อดีตข้าราชการด้านวิศวกรรม ที่กรุงเทพฯ

๔.นายประสิทธิ์  ศิรินิรันดร์ อยู่ประเทศสหรัฐอเมริกา

๕.นายประสาน  ศิรินิรันดร์ ค้าขายอยู่จังหวัดแม่ฮ่องสอน

๖.นางดารณี  ไชยพานิชพันธ์ (แต่งงานกับนายมานะ  ไชยพานิชพันธ์) มีกิจการร้านมานะพานิช

๗.นางสาวเพ็ญศิริ  ศิรินิรันดร์

๘.นายสุเมธ  ศิรินิรันดร์ อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยแม่โจ้

๙.นางเพลินใจ  ศรีนวกุล เคยมีกิจการโรงแรมวินเนอร์อินน์ ถนนช้างคลาน

๑๐.นายชวลิต  ศิรินิรันดร์ ทำธุรกิจหมู่บ้านวังตาล

๑๑.นพ.ชัชวาล  ศิรินิรันดร์ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลนครพิงค์

(คุณดารณี  ไชยพานิชพันธ์,สัมภาษณ์)

ต่อมานายเป็งลิ้ม  แซ่แต่และนางฮงง้อ  แซ่ลิ้ม อายุมากจึงเลิกกิจการร้านทอง โยกย้ายไปอยู่กับบุตรชายคนเล็กที่คลินิกถนนสิทธิวงศ์

ต่อมาผู้ซื้อไว้เป็นกรรมสิทธิ์ คือ นายม่ง และนางอัมพา  ตระกูล “แสงรัตน์วชรา”

และเปิดขายเฟอร์นิเจอร์ ใช้ชื่อว่า “ร้านราชวงศ์เฟอร์นิเจอร์”.

พ.ต.อ.อนุ  เนินหาด ผกก.สภ.แม่แจ่ม