หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านถนนช้างม่อย(28)

Author by 25/10/12No Comments »

ย่านถนนช้างม่อย(28)

“วีระชัยคอร์ด” อยู่ในซอย ๒ ท่าแพที่ทะลุมาถึงถนนช้างม่อย

วีระชัยคอร์ด เป็นแบบอย่างของคนต่างจังหวัดที่มาสร้างฐานะอย่างมั่นคงที่เมืองเชียงใหม่จากความมุ่งมั่น มองเห็นกลุ่มลูกค้าหน้าโรงหนังในยุค ๔๐ ปีก่อน ทำให้สร้างรายได้ ก่อนที่จะเห็นช่องทางธุรกิจทำลูกชิ้น เพิ่มทรัพย์สินได้มากขึ้น พอที่จะซื้อที่ดินและทำธุรกิจที่มั่นคงมากขึ้น คือ ทำหอพัก

เจ้าของ ชื่อ นายวีระชัย  สุจริตวณิชพงศ์ เดิมขายไอติม ก๋วยเตี๋ยว ลูกชิ้น สร้างฐานะจากหน้าโรงภาพยนต์ เล่าว่า เกิดที่อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปัจจุบันอายุ ๖๘ ปี (เกิดปี พ.ศ.๒๔๘๙) เป็นบุตรชายคนที่ ๖ ในจำนวนพี่น้อง ๑๐ คน พ่อแม่มีอาชีพขายข้าวแกง หลังจากเรียนจบชั้นมัธยมปีที่ ๓ แล้วต้องออกมาช่วยพ่อแม่ทำงาน เนื่องจากไม่มีเงินส่งเรียน ต่อมาต้องการทำงานสร้างฐานะ ขณะนั้นมีพี่เขยมาทำมาหากินอยู่ที่เชียงใหม่ จึงตัดสินใจมาเชียงใหม่โดยอาศัยโบกรถสิบล้อมาเชียงใหม่ มาพักอาศัยกับพี่เขยและช่วยทำงาน

พี่เขย ชื่อ นายชูเกียรติ อาชีพของพี่เขย คือขายของบริเวณหน้าโรงหนังศรีวิศาล อยู่หน้าวัดแสนฝาง ขายก๋วยเตี๋ยว ไอศกรีม ขณะนั้นคุณเลิศ  ชินวัตร เป็นเจ้าของโรงหนัง นายชูเกียรติได้เช่าพื้นที่ตรงบริเวณน้ำพุบริเวณกึ่งกลางหน้าโรงหนัง

“ผมมาเชียงใหม่ปี พ.ศ.๒๕๐๔ ขณะนั้นอายุ ๑๔-๑๕ ปี พี่เขยให้เงินเดือนเดือนละ ๒๐๐ บาท พักอยู่กับเขา พี่เขยเช่าห้องแถวอยู่ถนนท่าแพ อยู่ร่วมกับเถ้าแก่ชัยนิยม ปัจจุบันค้าขายอยู่ตลาดเทศบาล เรียกกันว่าเฮียเล้ง นอกจากใช้อยู่อาศัยแล้ว พี่เขยใช้บริเวณบ้านทำไอติม และเตรียมเครื่องก๋วยเตี๋ยว ตั้งแต่ ๘ โมงเช้าก็เริ่มมาขายของหน้าโรงหนัง

“ขายของสนุกในช่วงเทศกาล เช่น ลอยกระทง สงกรานต์ หนังฉายยันแจ้ง รอบสุดท้าย ๖ โมงเช้า วันละ ๔ รอบ ปกติ เสาร์อาทิตย์เริ่ม ๙ โมง วันธรรมดา ๑๒ โมง

“ต่อมาโรงหนังศรีวิศาลรื้อ คุณเลิศรื้อสร้างอาคารใหม่ และไปสร้างโรงหนังชินทัศนีย์ที่สันป่าข่อย ผมเริ่มแยกไปเซ้งร้านไอติมที่หน้าโรงหนังศรีนครพิงค์  โดยรับร้านไอติมจากพี่เขยมาทำ ขณะนั้นประมาณ พ.ศ.๒๕๑๒

“ที่โรงหนังศรีนครพิงค์ ผมไปเซ้งจากเฮียน้อยเป็นแผงลอยหน้าโรงหนัง  สมัยนั้นคนนิยมดูหนัง แต่ละโรงหนังก็แยกประเภทหนังกัน เดิมศรีวิศาลมักฉายหนังไทย นำโดยมิตร ชัยบัญชา  ส่วนศรีนครพิงค์ฉายหนังฝรั่ง พวกเจมส์บอนด์ ขณะนั้นผมแยกขายกับพี่เขยแล้ว ผมอายุ ๒๐ ปีเศษ ผมไปเซ้ง ๔ หมื่นบาท จ้างลูกจ้าง ๑ คน ขายไอติม รวมมิตร สลิ่ม กล้วยเชื่อม มันเชื่อม ผสมน้ำแข็งใส มีโต๊ะให้นั่ง หลังคากางผ้าใบ

สมัยนั้นร้านค้าหน้าโรงหนังศรีพิงค์ มีประมาณ ๑๐ เจ้า ร้านผม ไม่มีป้ายชื่อแต่ก็เรียกกันว่าร้านไอติมสีฟ้า เรียกกันเรื่อยมา , ร้านเย็นตาโฟ ช้างม่อยตัดใหม่ , ร้านกล้วยปิ้ง ปัจจุบันยังมีอยู่ , ร้านบิวตี้ขายอาหารกระป๋องปัจจุบันขายเครื่องเสียง

“ระหว่างขายของหน้าโรงหนังศรีพิงค์ ก็เริ่มมีรายได้ มีเงินเก็บ ผมไปซื้อที่ดินที่ถนนท่าแพซอย ๒ เจ้าของชื่อ นายอิน ตายะ เนื้อที่ ๔๐ ตารางวา ราคา ๘ หมื่นบาท สร้างบ้านใช้เงินอีก ๓ หมื่นบาท แล้วก็ชวนแม่จากจังหวัดอยุธยามาอยู่ด้วย ส่วนพ่อเสียชีวิตก่อนแล้ว แล้วก็พาน้องมาพักด้วยให้เรียนหนังสือที่เชียงใหม่ ๔ คน ส่งเรียนทุกคน คราวหนึ่งคนอยุธยามาเชียงใหม่และมาหาแม่ที่บ้าน ผมเห็นก็ถูกใจและต่อมาขอแต่งงานอยู่ร่วมกัน แต่งงานเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๘  ต่อมาก็ไปเซ้งตึกอยู่หน้าตลาดเมืองใหม่ เดิมมีโรงหนังชื่อ เมืองฟ้า ของเสี่ยปุ๊ย เซ้ง ๓ แสนบาทโดยยืมเงินจากพี่สาวมาเซ้ง

“ขายอยู่ที่หน้าโรงหนังศรีพิงค์ร่วม ๑๐ ปี จนโรงหนังศรีพิงค์รื้อสร้างเป็นตึก ผมต้องหาที่ขายใหม่  ขณะนั้นพอมีเงินเก็บแล้ว ทำเลที่ต้องการคือ หน้าโรงหนังเพราะเรารู้ว่าคนชอบดูหนัง แล้วต้องซื้อของกิน ผมไปซื้อตึกแถวอยู่ที่โรงหนังนครเชียงใหม่ แถวช้างเผือก ของคุณเยาวลักษณ์ พี่สาวของคุณทักษิณ  ราคา ๑ ล้านกว่าบาท ให้พี่สาว น้องสาวไปอยู่ และเซ้งแผงลอยให้ขายก๋วยเตี๋ยวและของกินเล่นที่ใต้ถุนโรงหนัง”

จะเห็นว่านายวีรชัย สุจริตสณิชย์พงศ์ เติบโตมาจากโรงหนัง เนื่องจากเห็นลู่ทางการค้าขาย กลุ่มลูกค้าคือคนมาชมภาพยนตร์

ส่วนสินค้าเริ่มจากร้านน้ำแข็งใส ไอศกรีม ต่อมาเปลี่ยนเป็นก๋วยเตี๋ยวและของกินเล่น สินค้าที่ทำให้ฐานะมั่นคงมากขึ้นในระยะเวลาต่อมา คือทำลูกชิ้น

“เริ่มจากมีลูกน้องเก่าคนหนึ่งไปอยู่โรงงานทำลูกชิ้นศรีฟ้า ต่อมาออกมาและชวนผมทำลูกชิ้น ผมศึกษาดูแล้วก็น่าจะดี จึงตกลงทำลูกชิ้นขาย เป็นลูกชิ้นเนื้อ เริ่มต้นแค่ ๑๐ กิโล(กรัม) ระยะหลังช่วงที่ขายดีใช้ถึงวันละ ๑๐ ตัว ใช้ยี่ห้อศรีฟ้า แต่ไม่ได้แย่งตลาดเจ้าเก่าเขา เขาทำส่ง แต่เราทำขายเองตามตลาด เนื้อที่ใช้ทำลูกชิ้นซื้อจากชาวบ้านย่านช้างคลาน มักเป็นแขกอาชีพทำเนื้อขาย ทำลูกชิ้นได้กำไรดี

“เก็บเงินได้ซื้อที่ตรงซอย ๒ ถนนท่าแพ เนื้อที่ ๓๕๘ ตารางวา ราคา ๓ ล้านบาท เจ้าของเดิมเป็นพี่น้องกัน ๔ คนส่วนใหญ่รับราชการเป็นปลัดอำเภอ นายทหาร ทำงานประปาและทำงานธนาคารชาติ ซื้อแล้วย้ายโรงงานลูกชิ้นมาอยู่ที่นี่  ตอนนั้นหากมีเงินจะซื้อที่ดินเพราะครอบครัวเดิมยากจน มีแรงกดดันมาตั้งแต่เด็ก อยากมีที่ดินอยากมีบ้านเป็นของตัวเอง เมื่อเริ่มเก็บเงินได้ก็เริ่มซื้อที่ดิน ต่อมาผมสร้างหอพักเป็นตึก ๔ ชั้นให้เช่า ขณะนั้นยุคนายกฯชาติชาย ปี พ.ศ.๒๕๒๗

“หลังจากซื้อที่แปลงนี้แล้ว บริเวณที่ดินข้างเคียง เจ้าของจะขาย ๔ ล้าน ๗ แสนบาท เป็นบ้านเดิมของพระทวีประศาสน์ เขาทำเป็นโรงแรมไทยเจริญ เขาไปลงทุนเหมืองแร่ ขาดทุน เป็นบ้านไม้สองชั้น ตอนนั้นผมกำลังสร้างหอพัก ๔ ชั้น เขามาบอกขาย ไม่มีเงินซื้อเสียดายมาก ร้านทองตั๊กเซ่งล้งซื้อไป และทำคอนโดมีเนียม

“เหตุที่ทำหอพักเพราะน้องสะใภ้ทำธุรกิจหอพักและบอกว่าเป็นธุรกิจที่ดี จึงทำบ้าง สร้างหอพักใช้เงิน ๒-๓ ล้านบาท สร้างเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๐ จำนวน ๕๒ ห้อง ส่วนร้านทองตั้กเซ่งล้งสร้างคอนโดฯ เป็นคอนโดแรกในตัวเมืองเชียงใหม่

“หลังจากทำหอพักแล้ว ยังคงทำลูกชิ้นต่ออีกประมาณ ๕ ปี เก็บเงินซื้อที่ดินเพิ่ม ขณะนั้นใช้วิธีกู้ธนาคารแล้ว เริ่มมีเครดิตที่ธนาคารเชื่อถือ ซื้อที่ดินเพิ่มบริเวณที่ทำวีระชัยคอร์ดตรงนี้ เยื้องกับที่ทำหอพักไว้เดิม เนื้อที่ ๑ งาน ๓๗ ตารางวา เจ้าของเป็นร้านขายยาที่ตลาดต้นลำไย มีบ้านไม้และโกดังเก็บกระเทียม ราคา ๔ ล้านบาท และลงมือสร้างหอพัก ๘ ชั้น ขณะนั้นกู้เงินธนาคารมา ๑๕ ล้าน สร้างเสร็จแล้วก็เลิกทำลูกชิ้น

“การทำลูกชิ้นแม้รายได้จะดี แต่เป็นงานที่หนัก และต้องการให้ลูกได้เรียนหนังสือ หากไม่เลิกลูกต้องมาช่วยทำโรงงานลูกชิ้น อีกเหตุผลหนึ่ง คือตุ๊ลุงถนอม เจ้าอาวาสวัดแสนฝาง บอกว่าพอแล้ว พอมีกินแล้ว ทำลูกชิ้นเกี่ยวข้องกับชีวิตสัตว์ ควรเลิกได้แล้ว นอกจากนี้มีปัญหาเรื่องคนงานด้วย เลยเลิกประมาณปี พ.ศ.๒๕๓๘  ตอนนั้นใช้หนี้ธนาคารหมดแล้ว พระบอกคนแก่บอกจึงเลิก โรงงานลูกชิ้นก็ให้เขาเซ้งต่อไปได้ค่าเซ้ง ๑ ล้าน ๘ แสนบาท คนอำเภอสารภีเซ้งไป

“เน้นมาทำหอพัก และคิดว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกเพราะลูกได้เรียนกันทุกคน

“รุ่นลูกคนแรก ชื่อ สุรพงษ์ จบวิศวะ ม.ช. จบโท.นิด้า มาช่วยงานหอพัก , คนที่สองชื่อ วชิราภรณ์ จบแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คนที่ ๔ ชื่อ สุภชัย เป็นผู้พิพากษาอยู่จังหวัดนราธิวาส ส่วนคนที่ ๔ จบราชภัฏมาช่วยงานที่วีระชัยคอร์ด”

ถัดจากซอย ๒ ท่าแพ ไปทางตะวันออกเคยเป็นร้านส่งเสริมเฟอร์นิเจอร์ ด้านหน้าเปิดร้านขายเฟอร์นิเจอร์ ส่วนด้านหลังซึ่งมีพื้นที่ลึกจัดเป็นโรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์ ต่อมากรรมสิทธิ์เปลี่ยนเป็นของร้านกรังปรีย์ จำหน่ายอะไหล่รถจักรยานยนต์ ปัจจุบันเป็นกรรมสิทธิ์ของร้านแม่ข่าพานิช

ใกล้กันเป็นตึกโบราณ รุ่นต้นๆของถนนช้างม่อย ได้รับเลือกเป็นอาคารอนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรมดีเด่น ประเภทอาคารพาณิชย์ ปีพ.ศ.๒๕๕๑

ชื่อว่าบ้าน “ถวิล” ซึ่งเป็นชื่อเจ้าของบ้าน นามสกุล “เทียนนิมิตร” ต้นตระกูลมาจากภาคกลาง คือ จังหวัดสมุทรสงคราม

คำว่า “ถวิล” เป็นคำไทยโบราณที่ไพเราะ ความหมายคือ คิดถึง คำเมือง คือ กึ้ดเติงหา คนสมัยก่อนมักตั้งชื่อลูกว่า ถวิล หรือ สมถวิล นอกจากนี้มักใช้ในการแต่งโคลงกลอน ปัจจุบันไม่ค่อยได้ใช้คำนี้กันแล้ว

“บ้านหลังนี้ทำบุญขึ้นบ้านใหม่ปี พ.ศ.๒๔๙๔  เริ่มจากพิธีแห่พระพุทธรูปเข้ามาในบ้านก่อน ผู้เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ คือ หลวงพ่อแก่น วัดอุปคุต”  คุณสังวาลย์  เทียนนิมิตร อายุ ๖๙ ปีเจ้าของบ้านให้รายละเอียดเกี่ยวกับบ้านหลังนี้

“ครอบครัวเรา เริ่มจากรุ่นทวด ชื่อ ช้อย  วรรธนกุล พร้อมกับลูกสาว ชื่อยายกิมลี้  วรรธนกุล และครอบครัว โยกย้ายมาจากจังหวัดสมุทรสงคราม มาอยู่กรุงเทพฯระยะหนึ่ง ต่อมาบ้านที่กรุงเทพฯ ไฟไหม้หมดจึงตัดสินใจย้ายมาเชียงใหม่ แม่กิมลี้เล่าว่าขณะเดินทางมาเชียงใหม่เป็นขบวนรถไฟเที่ยวแรกที่มาถึงเชียงใหม่ ขณะนั้นผู้ที่ร่วมขบวนรถไฟมาด้วย คือ พระราชชายาเจ้าดารารัศมี”.