หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านถนนห้วยแก้ว(๑๐)

Author by 13/03/14No Comments »

เยื้องกับคุ้มรินแก้ว เคยเป็นบ้านของเจ้าแม่บัวเขียว มารดาของเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๙  ปัจจุบันคือ บริเวณด้านหลังธนาคารทหารไทย สาขาห้วยแก้ว

ต่อมาเจ้าแก้วนวรัฐ ประทานให้นายแก้ว  เสนาคำ ต้นตระกูล เสนาคำ ทำงานอยู่ในคุ้มของเจ้าแก้วนวรัฐ  โดยควบคุมเกี่ยวกับยานพาหนะในคุ้มหลวง

นายแก้ว  เสนาคำ แต่งงานกับนางหมวก  เสนาคำ ทำงานในคุ้มพระราชชายาเจ้าดารารัศมี มีบุตรธิดารวม ๔ คน คือ

๑.นายทอง  เสนาคำแต่งงานกับนางอินทร์สม  สกุลเดิม ชุ่มจิตต์ บุตรธิดา ๓ คน คือ นางอวยพร  อุนจะนำ, นางปานฤดี  ริ้วทองทวีและ ผช.ศ.แอชมัน

๒.นายเสรี  เสนาคำทำงานกรมทางเชียงใหม่ แต่งงานกับแม่ครูนวลฉวี  สกุลเดิม ขันทนันคำ บุตรธิดา ๓ คน คือ นายสมศักดิ์(ตุ๊)  เสนาคำ, นางชูจิตต์  ศรีสุภาพ(แต่งงานกับ ดร.จิตติ  ศรีสุภาพ อาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) และ น.ส.ทิฆัมพร  เสนาคำ เคยรับราชการกรมเร่งรัดพัฒนาชนบท

๓.นายแก้วนิล  เสนาคำ แต่งงานกับนางปรานี  เสนาคำ บุตร ๒ คน

๔.นางบุญนอง  เสนาคำ

บุตรชายโต คือ นายทอง  เสนาคำ ได้บันทึกเกี่ยวกับประวัติตระกูลไว้ส่วนหนึ่งว่า

“นายทอง เสนาคำ เกิดกลางปี พ.ศ.๒๔๖๒  ณ บ้านในคุ้มหลวง ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ ซึ่งภายหลังเปนตลาดนวรัฐ เมื่อเกิดได้ไม่นานก็ย้ายออกมาอยู่บ้านเป็นเรือนแถวไม้ ติดลำน้ำปิงห้องเหนือสุด

บิดาชื่อ นายแก้ว ผู้เป็นหลานของแม่เจ้าเขียว ชายาของพ่อเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๗ (ผู้เป็นบิดามารดาของเจ้าแก้วนวรัฐ) เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่๙ บิดา (นายแก้ว)เปนผู้ที่รักของเจ้าแก้วนวรัฐ (ซึ่งจะขอเรียกชื่อต่อไปว่า พ่อเจ้า) ทรงชุบเลี้ยงเหมือนลูกๆ ทุกคน เปนที่รักและยำเกรงของเจ้านายและลูกหลานทั้งหลาย โดยเฉพาะเจ้าราชบุตร(วงษ์ตะวัน) ถือเปนญาติและเพื่อนสนิทมาก ส่วนบุตรของพ่อเจ้าทุกคนจะเรียกว่า อ้าย(คือพี่ชาย) ทุกคน  บิดาเสียชีวิตเมื่ออายุประมาณ ๓๕ ปีเท่านั้น เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๘๑ ด้วยโรคการผ่าตัดไส้ติ่งครั้งที่สอง

มารดาชื่อ หมวก เดิมเป็นนางข้าหลวงอยู่ใน “วังเหนือ” วังของพระราชชายาเจ้าดารารัศมี(ซึ่งเปนที่ตั้งของสถานกงสุลอเมริกาเดี๋ยวนี้) มารดาเสียชีวิตเมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๓๓ อายุ ๘๒ ปี

บิดามารดา มีบุตรด้วยกัน ๔ คน เปนชาย ๓ คนหญิง ๑ คน เรา (นายทอง  เสนาคำ) เป็นคนหัวปี มีน้องคือ เสรี(โม๊ะ)และนิล(แก้วนิล) และเปนผู้หญิง คือ บุญนอง

จำเดิม เมื่อเรายังเปนเด็กไม่ค่อยได้อยู่กับบิดามารดามากนัก ตอนเปนเด็กเล็กก็ต้องไปเข้าเฝ้าอยู่งานในคุ้มหลวงกับพ่อเจ้าทุกวัน ตอนเย็นถึงกลับมานอนบ้าน  ปฏิบัติเช่นนี้จนถึงเมื่อพ่อเจ้าได้ไปปลูกสร้างคุ้มรินแก้ว ประมาณปี พ.ศ.๒๔๗๔ และบิดามารดาก็ย้ายไปบ้านแจ่งหัวรินด้วย เราจึงเปลี่ยนไปอยู่กับเจ้าหญิงบัวทิพย์และเจ้าราชภาคินัยที่ยังอยู่ที่คุ้มหลวงเก่า  เนื่องจากเรายังติดเรียนอยู่ที่โรงเรียนปรินส์รอยแยล ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากคุ้มเก่านัก  แต่เมื่อเวลาโรงเรียนปิดเทอมหรือหยุดหลายๆ วัน เราก็ไปอยู่กับบิดามารดาที่บ้านแจ่งหัวรินเพื่อเข้าเฝ้าอยู่งานให้กับพ่อเจ้าเปนประจำ  พอโรงเรียนเปิดเรียนก็กลับไปอยู่คุ้มเก่าอย่างเดิม

ประมาณปี พ.ศ.๒๔๗๘  พ่อเจ้าก็ย้ายมาปลูกสร้างคุ้มเจดีย์งาม ซึ่งเปนที่ดินเก่าของวังของพระราชชายาเจ้าดารารัศมี (เดี๋ยวนี้เปนที่ตั้งกงสุลอเมริกัน) เราก็ยังต้องไปเข้าเฝ้าอยู่งานเปนประจำทุกเช้าเย็น  แต่ก็กลับไปพักนอนอยู่ที่คุ้มเก่า  หากวันใดไม่ได้ไปเฝ้าพ่อเจ้าก็จะให้มหาดเล็กคนใช้ไปตามถามหาเสมอ  เราปฏิบัติเช่นนี้จนพ่อเจ้าถึงแก่พิราลัยในปี พ.ศ.๒๔๘๒  ขณะพ่อเจ้าพิราลัยเราก็อยู่ประจำท่ออ๊อกซิเย็นในห้องนอนป่วยนั้นเอง

การเล่าเรียน  เมื่อเด็กๆ เราได้เข้าเรียนที่โรงเรียนประดิษฐ์มโนวงศ์  โรงเรียนนี้ตั้งอยู่หลังสถานีอนามัย ๓ ขณะนี้  โดยมีครูลอย ซึ่งเปนเหมือนแม่คอยให้การอุปการะอยู่เสมอ  เมื่อโรงเรียนเลิกการสอน เราก็ไปอยู่โรงเรียนดารา(สาขา)  ซึ่งขณะนี้เปนสถานคริสจักร์ที่ ๑ เชิงสพานนวรัฐ  เรียนอยู่ชั้นเตรียม ปี พ.ศ.๒๔๗๐  เรียนอยู่หนึ่งปีแล้วก็ต้องไปเข้าโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์ในปี พ.ศ.๒๔๗๑ ในชั้นประถมปีที่ ๑ เรียนอยู่จนถึงชั้นมัธยมปีที่ ๗ ในปี พ.ศ.๒๔๙๘ ปีนี้เราสอบไม่ผ่านจึงไม่ได้เลื่อนชั้น กอร์ปทั้งเปนปีสุดท้ายของการสอนใหม่โดยตัดไม่มีชั้นมัธยมปีที่ ๗ อีก

ในการเล่าเรียนทั้งหลายนี้  พ่อเจ้าเปนผู้ให้ทุนเรียนทั้งสิ้น  โดยที่พ่อ-แม่เราไม่ได้ออกเลย  ทั้งค่าหนังสือและค่าเล่าเรียน

การปฏิบัติงานในคุ้มหลวงนั้น  เราเปนผู้ช่วยของพ่อในการดูแล-การรักษารถยนต์ที่มีอยู่ในคุ้มซึ่งมีจำนวนสิบกว่าคัน  คอยดูแลคนขับรถให้รักษาดูแลความสะอาด การใช้งานให้เปนไปตามกิจธุรการต่างๆ ของคุ้ม  ดูแลการรักษา-ซ่อมแซม  ตลอดจนการจ่ายน้ำมันรถยนต์ทุกคัน  เมื่อพ่อเราถึงแก่กรรมไป พ่อเจ้าก็ได้มอบกิจการเหล่านี้ให้เราเปนผู้ดูแลรักษาแทนต่อไป  จนถึงเมื่อพ่อเจ้าได้ถึงพิราลัย

การดำรงประกอบอาชีพ  เมื่อเราออกโรงเรียนแล้ว คุณหลวงศรีประกาศ นายกเทศมนตรีเทศบาลนครเชียงใหม่และคุณสงวน  ศิริพินทุ เลขาฯเทศบาล ซึ่งเปนผู้ใกล้ชิดกับพ่อเจ้าก็ได้ขอตัวเราไปเปนครูสอนในโรงเรียนเทศบาล  เราก็เข้าสอนเปนครูเทศบาลครั้งแรกได้เงินเดือนๆ ละ ๘ บาทเท่านั้น แล้วก็สอบขึ้นเงินเดือนภายหลังเปน ๑๒ บาท แล้วก็ ๑๖ บาท  เราสอนในโรงเรียนเทศบาลพุทธิโศภน โรงเรียนวัดป่าแพ่ง แล้วก็ไปเปิดโรงเรียนเทศบาลวัดเมืองมาง  ในปี พ.ศ.๒๔๘๒ เราก็ลาออก แล้วไปสอบเข้าเปนเสมียนของแผนกสรรพากรจังหวัดเชียงใหม่  ได้เงินเดือนๆ ละ ๒๐ บาท ตั้งแต่วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๔๘๒ เปนต้นไป โดยการชักชวนของศิรภพ  จารุจินดา ผู้เปนเพื่อนนักเรียนเราเป็นผู้ชักชวน  เราเริ่มเข้ารบราชการแผนกสรรพากร เมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๔๘๒ ที่แผนกสรรพากรอำเภอเมืองเชียงใหม่

ความสัมพันธ์กับเจ้าราชบุตร(วงษ์ตะวัน  ณ เชียงใหม่)

พ่อกับเจ้าราชบุตรชอบพอรักใคร่กันมากถือเปนพี่เป็นน้อง  จะต้องพบกันแทบทุกวันในตอนเย็นหลังจากรัปทานข้าวตอนเย็นแล้ว  เมื่อเจ้าราชบุตรยังอยู่ในคุ้มพ่อก็อยู่หน้าคุ้มหลวง  เย็นจะต้องไปอยู่พูดคุยกันเกือบทุกเย็น  บางครั้งก็เปนเพียงเว้นคืนเท่านั้น จะพบคุยกันจนถึง ๓-๔ ทุ่มจึงกลับ  ในการที่ไปพบกันมักจะชวนให้เราไปด้วยเพื่อนทุกครั้ง  เพื่อให้เราไปสนิทสนมกับเจ้าราชบุตรและเจ้าหญิงภัทรา ผู้เปนชายา  ต่อไปเราขอเรียกเจ้าราชบุตรว่า เจ้าชาย และเรียกเจ้าหญิงภัทราว่า เจ้าหญิง  เจ้าทั้งสองก็อยากให้เราไปอยู่ด้วย  แต่เราไม่ยอมไปเนื่องจากรู้สึกว่าเจ้าชายเปนคนที่น่ากลัว ดุมาก เปนที่เกรงกลัวของข้าไพร่ทุกคน  แต่เจ้าทั้งสองก็เมตตาเราอยู่เสมอ เจ้าหญิงเรียกตัวท่านกับเราว่า พี่

หลังจากเจ้าราชบุตรได้ย้ายไปอยู่บ้านหน้าวัดศรีโขงแล้ว  พ่อก็ได้ย้ายไปอยู่บ้านแจ่งหัวรินตามพ่อเจ้า  วันเสาร์ก็ต้องไปเยี่ยมเจ้าชายเสมอไม่ขาด หรือบางครั้งเจ้าคิดถึงก็ให้คนไปเรียกและเราก็ติดตามด้วยทุกครั้ง

หลายปีต่อมา เมื่อพ่อเสียไป  ตอนนั้นพ่อเจ้าก็ได้เรียกเจ้าชายไปพบว่าจะทำไงดี เสียใจและเสียดายมาก  การงานทุกอย่างก็ไว้ใจทุกอย่าง แล้วงานจะให้ใครแทน  เจ้าชายก็พูดทูลว่า เอาลูกมันแทน

เมื่อพ่อเจ้าได้พิราลัยไปแล้ว ก็ได้เรียกเราไปพบและชวนไปอยู่ด้วยเสมอ  เราก็ยังห่วงบ้านแจ่งหัวรินอยู่ จึงขอเลื่อนผลัดวันไปตลอด  จนในที่สุดท่านคงอดทนไม่ได้ ขณะเมื่อเราไม่อยู่บ้านไปทำงานที่ศาลากลาง  ท่านก็ให้คนขับรถยนต์ไปขนของๆ เราที่บ้านไปอยู่ที่คุ้มวงษ์ตะวัน  พอเรากลับจากทำงานก็เห็นบ้านว่างเปล่าก็ถามคนข้างบ้านว่าเหตุการณ์ไปยังไงกัน  คนข้างบ้านก็บอกว่าเจ้าราชบุตรให้คนเอารถขนของไปแล้ว  ให้ตามไป  เราก็ขี่รถจักรยานสองล้อไปพบเจ้าชาย  เจ้าชายก็ได้แต่หัวเราะ แล้วว่า  ว่างแล้วหรือ เราก็เลยจนปัญญาไม่รู้ว่าจะทำไง เลยตามเลยไป เจ้าหญิงก็เลยพูดว่า  พี่ว่าแล้วไม่เชื่อ ไม่มาเอง เจ้าเลยให้คนไปขนครอบครัวมา” (อนุสรณ์งานฌาปนกิจศพนายทอง  เสนาคำ อดีตผู้ช่วยสรรพากรจังหวัดเชียงใหม่,๒๕๔๙)

ปัจจุบันบุตรหญิงของนายแก้ว  เสนาคำ ยังคงมีชีวิตอยู่ ชื่อ คุณบุญนอง  เสนาคำ

ปัจจุบันอายุ ๘๔ ปี เล่าว่า พ่อคือ นายแก้ว  เสนาคำ เดิมเป็นชาวบ้านทุ่งเสี้ยว อำเภอสันป่าตอง  นายแก้ว  เสนาคำเป็นญาติกับแม่เจ้าบัวเขียว มารดาของเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๙ โดยแม่ของนายแก้ว  เสนาคำเป็นน้องของแม่เจ้าบัวเขียว

ส่วนแม่ คือ แม่หมวก  เสนาคำ เดิมเป็นชาวบ้านดอนตัน อำเภอแม่ริม

คุณบุญนอง  เสนาคำ เล่าว่า เกิดที่เรือนติดน้ำปิงด้านหน้าของคุ้มหลวง ซึ่งเจ้าหลวงสร้างให้คนในคุ้มอยู่อาศัย อยู่ด้านนอกรั้วของคุ้มหลวง 

“แม่เล่าว่าขณะเกิดนั้นน้ำท่วมเอ่อแม่น้ำปิงจึงให้ชื่อว่า บุญนอง โดยเกิดเมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๒  พ่อแม่คือ พ่อแก้วและแม่หมวก  เสนาคำ ทำงานในคุ้มหลวงสมัยเด็กเข้าเรียนที่โรงเรียนคำเที่ยงอนุสสรณ์  ระหว่างนั้นพ่อแก้ว ไปสร้างบ้านอยู่ที่ถนนห้วยแก้ว ตรงข้ามคุ้มรินแก้ว ขณะนั้นเจ้าพงษ์อินทร์ บุตรของเจ้าแก้วนวรัฐ กลับมาจากเมืองนอกแล้ว  มาทำงานที่สหกรณ์ที่ตั้งอยู่บริเวณแยกป่าแพ่ง  ครอบครัวย้ายไปอยู่บ้านใหม่ที่ถนนห้วยแก้ว  หากมาโรงเรียนก็โดยสารรถของเจ้าพงษ์อินทร์มาลงที่สหกรณ์แยกป่าแพ่ง”.

 

***ภาพ ด้านหลังธนาคารทหารไทย สาขาถนนห้วยแก้ว เคยเป็นบ้านของเจ้าแม่บัวเขียว ต่อมาเป็นกรรมสิทธิ์ของตระกูล เสนาคำ

                                               พ.ต.อ.อนุ  เนินหาด ผกก.สภ.แม่แจ่ม