หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านถนนห้วยแก้ว(๑๖)

Author by 1/05/14No Comments »

นายแสวง          ถัดไปทางทิศตะวันตก เคยมีสวนผักที่มีชื่อเสียงมาก คือ สวนผักไทยของนายแสวง  ทัดเที่ยง

ชาวเมืองเชียงใหม่ส่วนใหญ่รู้จักสวนผักของนายแสวง  ทัดเที่ยง เนื่องจากนายแสวง  ทัดเที่ยง เป็นผู้บุกเบิกการนำผักต่างประเทศมาปลูกที่เมืองเชียงใหม่และปลูกผักเป็นอาชีพอย่างจริงจัง มุ่งมั่น

คุณผักของนายแสวง  ทัดเที่ยงอยู่ที่ถนนห้วยแก้ว ระหว่างปี พ.ศ.๒๔๙๙-๒๕๐๔  ต่อมานายแสวง  ทัดเที่ยง ได้ย้ายไปทำสวนผักอยู่ที่เขตอำเภอสันทราย นายแสวง  ทัดเที่ยง เสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๘  ก่อนเสียชีวิตได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

บุตรชายคนหนึ่งที่ยังพักอาศัยอยู่ที่อำเภอสันทราย คือ นายสายัณห์  ทัดเที่ยงปัจจุบันอายุ ๖๔ ปี(เกิดปี ..๒๔๙๒) ให้ข้อมูลว่า

นายแสวง  ทัดเที่ยง เป็นชาวกรุงเทพฯ ละแวกหัวลำโพง การศึกษาจบจากโรงเรียนปทุมคงคาต่อมามาทำงานที่เชียงใหม่โดยทำงานไร่ยาสูบที่แม่โจ้ อุปนิสัยชอบทำงานเกษตร ระหว่างนั้นได้พบและแต่งงานกับนางชื่นใจ  สกุลเดิม อะทุน บ้านอยู่หมู่บ้านสหกรณ์แม่โจ้ หลังแต่งงานได้เช่าบ้านอยู่อาศัยที่บ้านแม่คาว เขตอำเภอสันทราย  ต่อมาประมาณปี พ.ศ. ๒๔๙๙  นายแสวง  ทัดเที่ยง พาครอบครัวไปอยู่อาศัยที่ริมถนนห้วยแก้ว โดยเช่าที่ดินเนื้อที่ ๑๐ ไร่เศษ  สร้างบ้านหลังเล็กๆ อยู่อาศัยและยึดอาชีพปลูกผักขายเลี้ยงครอบครัว

คุณสายัณห์   ทัดเที่ยง เล่าบรรยากาศของย่านห้วยแก้วในปี ..๒๔๙๙ ที่คุณแสวง  ทัดเที่ยงไปเริ่มต้นปลูกผักที่ริมถนนห้วยแก้ว ว่า

“ตอนนั้นผมอายุประมาณ ๗ ขวบที่พ่อแม่ย้ายไปอยู่ห้วยแก้ว ไม่ทราบว่าเช่าที่ดินของใครซึ่งเป็นที่ว่างอยู่  ไปอยู่กันทั้งครอบครัว  บริเวณดังกล่าวออกจากแจ่งหัวรินไปตามถนนห้วยแก้วอยู่ด้านซ้ายมือ  ก่อนถึงสวนผักของพ่อมีบ้านหลังหนึ่งไม่ทราบบ้านใคร ปลูกต้นจั๋งหน้าบ้านเป็นรั้ว  เลยสวนของพ่อไปเป็นบ้านนายคำตั๋นอัตวุฒิ พ่อไปสร้างบ้านอยู่ ยกพื้น มุงตองตึง พ่อแม่และลูก ๓ คน ผมไปเข้าเรียนที่โรงเรียนวรเชษฐ์ฯและไปต่อที่โรงเรียนสิริมังคลานุสรณ์อยู่แถวสันติธรรมเดินไปเรียนพร้อมกัน ๓ พี่น้อง

“ถนนห้วยแก้วสมัยนั้นยังเป็นถนนสองช่องทางแคบๆ แต่ลาดยางมะตอยแล้ว

“รอบๆ พื้นที่ที่พ่อเช่าอยู่เป็นสวนผักของคนจีน ซึ่งคนจีนมักดูถูกพ่อที่เป็นคนไทยว่าจะปลูกได้จริงหรือ  เพราะการปลูกผักต้องอดทนเป็นงานหนัก พ่อจึงขึ้นป้ายสวนว่า สวนผักไทย สมัยนั้นจำได้ว่าสวนผักคนจีน ชื่อ จีนหมักเล้ง, จีนซ้ง, จีนโหงว ผมก็วิ่งเล่นกับลูกคนจีนแถวนั้น  ครั้งหนึ่งเคยถูกหมาของคนจีนกัด พ่อพาไปหาหมอแถวแยกแจ่งหัวริน  ถูกฉีดยา  จำได้ว่าร้องไห้หนักเลย

“ฝั่งตรงกันข้ามสวนผักของพ่อคนละฟากถนนเป็นที่ว่างที่มีคนซื้อทิ้งไว้  เป็นป่าละเมาะเล็กๆ มีต้นพุทรา ต้นทองกวาวขึ้น หากมีหมามีแมวตาย ชาวบ้านมักนำมาทิ้งกัน  ก็จะเห็นอีแร้งเป็นฝูงบินวนบนท้องฟ้าและลงมากินซากสัตว์”

ด้านการปลูกผักและการนำจำหน่าย คุณสายัณห์  ทัดเที่ยง บุตรชายเล่าว่า

“น้ำจากการปลูกผักใช้น้ำจากน้ำตกห้วยแก้ว ที่ไหลมาตามลำเหมืองด้านข้างถนนห้วยแก้ว มีน้ำใช้ตลอดทั้งปี  พ่อขุดเหมืองเล็กๆ นำน้ำเข้ามาบริเวณที่ปลูกผัก  ในแปลงผักก็ขุดร่องน้ำลึกขนาดเอวผู้ใหญ่ นำน้ำมักไว้ใช้รดน้ำผัก  ร่องน้ำมีหลายร่อง ประมาณ ๑๐ ร่อง  ระหว่างร่องน้ำก็ทำแปลงผัก หัวและท้ายของแปลงผักอยู่ติดร่องน้ำ  ในร่องน้ำทำบันไดไม้เป็นขั้นสำหรับเดินไปตักน้ำมารดผัก ใช้ปี๊บมาดัดแปลงทำบัวรดน้ำ

“ตี ๔ พ่อตื่นแล้ว  ลุกมารดน้ำผัก หากเดือนมืดก็จุดตะเกียงวางหัวและท้ายร่องผัก  หากเดือนหงายก็ไม่ต้อง  ส่วนแม่ช่วยดายหญ้า พรวนดิน  ผมเป็นเด็กวันเสาร์อาทิตย์ก็ต้องช่วยพ่อดายหญ้าพรวนดินสวนผักด้วยเช่นกัน  ต่อมาพ่อจ้างคนงานมาช่วยคนหนึ่ง ค่าจ้างวันละ ๓ บาท

“ผักที่พ่อปลูกจะแตกต่างจากผักที่คนจีนปลูก คือพ่อปลูกผักต่างประเทศ เช่น ผักสลัด แครอต พริกหวาน สตอเบอรี่ หน่อไม้ฝรั่ง

“ผักโต พ่อแม่ตัดและนำไปขายที่ตลาดวโรรส  ใส่เข่งบรรทุกรถจักรยาน พ่อขี่ไปตลาดวโรรส  แม่มีจักรยานอีกคัน  ขี่ตามไปนั่งขาย ปัจจุบันจักรยานที่พ่อบรรทุกผักใส่เข่งไปขายที่ตลาด ครอบครัวเรายังเก็บรักษาไว้”

การมุมานะปลูกผักสร้างฐานะของนายแสวง  ทัดเที่ยง คุณแสวงเคยให้สัมภาษณ์ไว้ในนิตยสารฉบับหนึ่งว่า

“สมัยก่อนไม่มีคนไทยในเชียงใหม่ปลูกผัก  มีแต่ไปรับจ้างขุดดินให้คนจีนเพื่อปลูกผัก ผมตัดสินใจลาออกจากการทำงานที่แม่โจ้เมื่ออายุ ๓๓ ปี ซึ่งขณะนั้นได้เงินเดือนๆ ละ ๒๐๐ บาท มีลูก ๓ คน เพื่อออกมาพิสูจน์ว่า สองมือสองนิ้วของผมนี่จะทำได้เหมือนเขาไหม เหมือนพี่น้องคนจีนไหม ผมเริ่มแบบคนจีน คือ หอบเสื่อผืนหมอนใบ ไปอาศัยที่เขาปลูกพืชผักอยู่ที่แม่คาวเนื้อที่ ๓ ไร่ อยู่จนถึงปี ๒๔๙๙ ย้ายไปอยู่ถนนห้วยแก้วเนื้อที่ ๑๐ ไร่กว่า ทำการปลูกผักแบบพี่น้องคนจีน แล้วก็ตอนนั้นผมก็ใช้วิธีเช้าเก็บผักแล้ว หาบไปวางที่ตลาด ให้เมียผมเป็นคนขายจนคนจีนเขาว่า คนไทยปลูกผักขาย เพราะว่าเป็นเรื่องแปลก คือ เคยเห็นแต่คนไทยเป็นลูกจ้างเขา  ส่วนวิชาความรู้ด้านการปลูกผักผมอาศัยอ่านจากตำราทางการเกษตรและค้นคว้าเอง สอบถามคนอื่นบ้าง  เรียกว่าเรียนกสิกรรมนอกห้องเรียน”

ความภาคภูมิใจของนายแสวง  ทัดเที่ยง คือ การมีโอกาสถวายผักแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่เสด็จพระราชดำเนินผ่าน

“ความภาคภูมิใจแห่งชีวิตของผม คือ ในปี พ.ศ.๒๕๐๑  ซึ่งเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จเชียงใหม่ครั้งแรก ซึ่งสมัยนั้นพระตำหนักภูพิงคฯ ยังไม่ได้สร้าง พระองค์เสด็จไปประทับที่ทำการเทศบาลและผมทราบมาคร่าวๆ ว่าพระองค์จะเสด็จขึ้นนมัสการพระธาตุดอยสุเทพ  ผมจึงไปหาคุณพระพินิจฯ พี่เขยหม่อมคึกฤทธิ์เพราะเส้นทางที่ท่านจะพระราชดำเนินผ่านนั้น  ผ่านบ้านผมพอดี  โดยผมบอกท่านว่า ท่านครับผมจะจัดโต๊ะเพื่อเฝ้ารับเสด็จและต้องการถวายผักในหลวง ขอให้ท่านช่วยผมด้วยนะครับ  ท่านก็ว่า จะช่วยบอกหลวงชาติตระการโกศลให้ ท่านเป็นปลัดกระทรวงมหาดไทยอยู่และท่านก็กำชับผมว่า จัดโต๊ะให้ดีนะ ผมก็กลับมาเตรียมงานแล้วก็ได้ถวายผักแด่พระองค์ท่าน  แล้วจากนั้นก็ถวายท่านมาทุกปี”

ย้ายไปทำสวนผักแห่งใหม่ที่เขตอำเภอสันทราย

“จนกระทั่งปี ๒๕๐๔  ผมก็ย้ายจากห้วยแก้วมาอยู่ที่สันทราย โดยมาเช่าเขาอยู่ปีละ ๔๘ บาท เช่าอยู่ประมาณ ๓ ปี เจ้าของที่ซึ่งเป็นเจ้านายอยู่ที่กรุงเทพฯ เขาจะขาย ผมมาคิดว่าผมลงทุนโดยได้เงินจากสมัยอยู่ห้วยแก้วมาปลูกบ้าน มาพลิกพื้นดินลงปุ๋ยไปประมาณ ๖,๐๐๐-๗,๐๐๐ บาท ก็รู้สึกเสียดาย ตอนนั้นก็ไม่รู้จะหันหน้าพึ่งใคร ก็เลยตัดสินใจว่า เอาละ ขอเข้าเฝ้าในหลวงเพื่อกราบบังคมทูลให้ทรงทราบว่า ที่ๆ ข้าพระพุทธเจ้าอยู่ที่นี่เช่าเขาอยู่พะยะค่ะ  แล้วตอนนี้เจ้าของที่เขาจะเรียกที่คืน ข้าพระพุทธเจ้าจะต้องเร่ร่อนอีกแล้ว จึงขอพึ่งใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม  โปรดทรงพระกรุณาสละทรัพย์ส่วนพระองค์ซื้อที่อันนี้ขอให้ข้าพระพุทธเจ้า ขออยู่อาศัยพระเจ้าค่ะขอเดชะ  ซึ่งตอนนั้นผมขออยู่อาศัย  ไม่ได้ขอเป็นกรรมสิทธิ์เพราะผมคิดว่าตอนนั้นพลเมือง ๓๐ ล้านคน ถ้าขอเหมือนผมหมดจะยุ่ง ท่านก็ทรงพระกรุณา ให้หม่อมเจ้าหญิงอัจฉรา  เทวกุล เป็นผู้ดำเนินการแทนพระองค์เกี่ยวกับการซื้อที่ดิน ๑๐ ไร่ ๘๐ วา ในราคาไร่ละ ๑ หมื่น ซึ่งแพงมากในสมัยนั้นแล้วผมก็เช่าที่แปลงนี้ต่อ โดยผมส่งเงินเป็นค่าเช่าทุกปี  จนกระทั่งเวลาผ่านไป ๔ ปี สิ่งที่ผมไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นคือ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ผู้แทนพระองค์ทำการโอนที่ดินแปลงนี้ให้กับผม ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมแก่ผมเป็นที่สุด  และเพื่อความเป็นศิริมงคลแห่งชีวิต ผมได้นำเอาหลักฐานที่ดินทั้งแปลงเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อกราบบังคมทูลทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานที่ดินแปลงนี้ให้กับผม

“หลังจากนั้นผมก็มุมานะปลูกผักทำไร่ต่อมาเรื่อยๆ ด้วยการนำเอาผักเมืองหนาวพันธุ์ต่างๆ มาปลูก จนเป็นที่รู้จักของชาวเชียงใหม่ในปัจจุบัน จนเดี๋ยวนี้นอกจากที่ดินพระราชทานแปลงนี้แล้ว ผมมีที่อีกแปลงหนึ่งประมาณ ๑๖ ไร่ อยู่ถัดจากนี้ไป  และเมียผมก็ไปเป็นสมาชิกสหกรณ์จับจองที่ดินอีก ๑๐ ไร่

ด้านครอบครัว นายแสวง  ทัดเที่ยง แต่งงานกับคุณชุ่มใจ  ทัดเที่ยง บุตรธิดารวม ๕ คน คือ

๑.นายสมหมาย  ทัดเที่ยง             ๒.นางสาวสมใจ  ทัดเที่ยง

๓.นายสมาน   ทัดเที่ยง              ๔.นายสายัณห์  ทัดเที่ยง

๕.นางกาญจนา  ศรีรินทร์

สวนผักที่อำเภอสันทราย เคยเปิดเป็นร้านอาหารประเภทสลัดผัก ได้รับความ      นิยมมาก

ใช้ชื่อว่า สวนอาหารสวนผักไทยแสวง  ทัดเที่ยง ต่อมาต้องเลิกกิจการเนื่องจากมีการขยายถนนสายเชียงใหม่-ดอยสะเก็ดทำให้ลูกค้าไม่สะดวกที่จะมาใช้บริการ

แม้นายแสวง  ทัดเที่ยง จะเสียชีวิตเมื่อปี ..๒๕๒๘ ขณะอายุ ๗๘ ปี แต่เรื่องราวความมุ่งมั่นสร้างฐานะจากการปลูกผักสร้างฐานะของนายแสวง  ทัดเที่ยง ยังเป็นตำนานที่คนเชียงใหม่ยังกล่าวถึงอยู่เสมอ.

 

พ.ต.อ.อนุ  เนินหาด

ผกก.สภ.ดอยหล่อ จ.เชียงใหม่

 

*** ภาพ นายแสวง  ทัดเที่ยง