หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านถนนห้วยแก้ว(๑)

Author by 24/01/14No Comments »

ถนนห้วยแก้วเป็นถนนสายที่ตัดออกจากเมืองเชียงใหม่ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือเชิงเขาดอยสุเทพ เริ่มจากแจ่งหัวรินเรื่อยไปผ่านหน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ไปสิ้นสุดที่อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัยหรือบริเวณใกล้น้ำตกห้วยแก้วระยะทางประมาณ ๓ กิโลเมตร

คำว่า “ห้วยแก้ว” มาจากชื่อน้ำตกห้วยแก้วที่เป็นน้ำตกที่ไหลมาจากดอยสุเทพ น้ำจากน้ำตกห้วยแก้วไหลมาตามคูน้ำสองฝั่งของถนนห้วยแก้วสู่คูเมืองเชียงใหม่และไหลลงแม่น้ำปิง

ในอดีตถนนสายห้วยแก้วเป็นถนนนอกเมืองเชียงใหม่ สองฝั่งถนนห้วยแก้วมักเป็นทุ่งนาสลับกับที่สวน  ต่อมาเมื่อมีการสร้างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล  ทำให้สองฝั่งของถนนห้วยแก้วมีความเจริญมากขึ้น มีผู้ลงทุนสร้างหมู่บ้านจัดสรร สถานบริการ ห้างสรรพสินค้าและอาคารพาณิชย์

ปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่าถนนห้วยแก้วเป็นถนนสายสำคัญในด้านเศรษฐกิจ การศึกษาและในด้านแหล่งที่พักอาศัยของเมืองเชียงใหม่ก็ว่าได้

ต้นถนนห้วยแก้วบริเวณแจ่งหัวลินด้านนอก  บริเวณห้างสรรพสินค้ากาดสวนแก้วและโดยรอบ  มักเป็นที่นาของชาวบ้านป่าพร้าวใน ซึ่งเป็นชุมชนที่อยู่บริเวณแจ่งหัวลินด้านใน  ภายในกำแพงเมืองเชียงใหม่ สมัยก่อนเรียกกันว่าบ้านแจ่งหัวลิน  คนรุ่นเก่าบอกว่าหากย้อนไปประมาณ ๘๐ ปีที่ผ่านมา  บ้านป่าพร้าวในมีเพียงประมาณ ๑๐ ครอบครัวเท่านั้น อาชีพหลักคือ การทำนา

พื้นที่นาของชาวบ้านป่าพร้าวใน คือ บริเวณใกล้วัดปันเส่า, บริเวณโรงพยาบาลเชียงใหม่ราม, โรงแรมศรีโตเกียว, บริเวณห้างสรรพสินค้ากาดสวนแก้ว, โรงแรมกาดสวนแก้วและริมถนนห้วยแก้วเรื่อยไป  นอกจากนี้อีกส่วนหนึ่งอยู่บริเวณหน้าวัดเจ็ดยอด

คุณป้าจรูญ  ทระปัญญา ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว เคยให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๘ ว่า

“อาชีพของชาวบ้านป่าพร้าวใน คือ ทำนา แทบทุกบ้านจะเลี้ยงควายและวัวที่บริเวณบ้าน  ถนนทางเข้าหมู่บ้านก็แคบๆ พอเกวียนผ่านได้เท่านั้น  พวกเราจะมีนาอยู่ริมถนนห้วยแก้ว  บางคนมีนาที่หน้าวัดเจ็ดยอด สมัยก่อนบริเวณโรงแรมศรีโตเกียวเรื่อยไปจนถึงกาดสวนแก้วเป็นท้องนา และมาอีกสมัยหนึ่งเป็นสวนผักที่คนจีนมาเช่าปลูกผักขาย  ถัดไปเป็นคุ้มของเจ้าพงษ์อินทร์  ณ เชียงใหม่ รอบๆ คุ้มเป็นที่ของชาวบ้านมักปลูกผัก  ส่วนด้านหลังทำนาข้าว พ่อแม่ของป้า คือ พ่อหล้าและแม่เขียว สกุลเดิม สุมาเดช มีนาข้าวอยู่ด้านหลังคุ้มเจ้าพงษ์อินทร์ประมาณ ๓ ไร่ ที่บ้านไม่ได้เลี้ยววัวควายไว้ทำนา  แต่ละปีจึงต้องไปเช่าควายของเพื่อนบ้านมา ๑ ตัว มาไถนาและคราดนา  ระหว่างที่เช่าควายมานั้นต้องเลี้ยงไว้ที่บ้านประมาณเกือบ ๑ เดือน จนเริ่มปลูกข้าว

“เมื่อใช้ควายไถนาคราดนาเสร็จแล้ว  ก่อนส่งควายคืนให้เจ้าของจะต้องทำพิธีเรียกขวัญควาย  เริ่มจากต้องเกี่ยวหญ้างามๆ มากองหนึ่ง จัดทำกระทงใส่ข้าว  ใส่ดอกไม้ มีด้ายสายสิญจน์  ผู้ประกอบพิธีคือ คนแก่ในหมู่บ้าน มีคำกล่าวเรียกขวัญควาย ใช้ด้ายผูกที่เขาควายประกอบพิธีกรรมประมาณ ๓๐ นาทีก็เสร็จ นำควายกลับส่งเจ้าของ  ส่วนค่าเช่านั้นไม่ได้คิดเป็นเงิน แต่คิดเป็นข้าวเปลือกที่ได้จากการทำนาประมาณ ๑๐-๑๕ ต๋างต๋างมีปริมาณมากกว่าถัง  เป็นภาชนะคล้ายกระบุง

“หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวแล้วก็นำข้าวมาเข้ายุ้งที่บริเวณบ้าน  ได้ข้าวไม่มากนักและที่บ้านไม่มีเกวียนเป็นของตัวเอง  อาศัยไหว้วานจากเพื่อนบ้านนำเกวียนบรรทุกข้าวเปลือกมาใส่หลอง(ยุ้ง) ประมาณ ๓ เที่ยวก็หมด  ข้าวที่ได้มาพอกินในครอบครัวได้ตลอดทั้งปีไม่ต้องเสียเงินซื้อและหากมีข้าวเหลือก็แบ่งขาย  การแบ่งข้าวเปลือกขายมักจะทำก่อนที่ข้าวใหม่จะออก (ข้าวใหม่จะออกเดือน ๔ ประมาณเดือนมกราคม) ต่อมาประมาณเดือน ๑๒ จะมีพ่อค้ามาขอซื้อข้าวเก่าจากชาวบ้าน  ชาวบ้านที่มีข้าวเหลือก็จะแบ่งขายกันระยะนี้และเตรียมหลองข้าวเพื่อรับข้าวใหม่”

คุณป้าจรูญ ทระปัญญา แต่งงานกับครูอินตา  ทระปัญญา ครูโรงเรียนวัดดอกเงิน การเปลี่ยนแปลงด้านวิถีชีวิต คุณป้าจรูญ  เล่าว่า

“แม่บ้านในสมัยรุ่นพ่อแม่นั้นไม่ต้องออกไปทำงานหารายได้เพิ่ม  เนื่องจากค่าใช้จ่ายไม่มี  แต่พอรุ่นป้า มีลูกต้องส่งลูกเรียน  มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น  เงินเดือนครูอย่างเดียวไม่พอใช้ ต้องค้าขายช่วย  ป้าปลูกผักในบ้านและเก็บไปขายส่วนหนึ่ง  อีกส่วนหนึ่งรับผักจากสวนคนจีนแถวบริเวณกาดสวนแก้วในปัจจุบัน  นำไปขายที่ตลาด  คนจีนมักปลูกผักกาดขาว ผักกาดเขียว คะน้า กะหล่ำปลี  คนรุ่นเดียวกันในหมู่บ้านเกือบ ๑๐ คนก็ยึดอาชีพขายผักเหมือนป้า เวลาไปซื้อผักก็ไปพร้อมๆ กันในตอนบ่าย  มักค้างเงินไว้ก่อน  คนจีนเจ้าของสวนจะจดลงบัญชีไว้  เมื่อขายได้เงินก็นำมาจ่ายและซื้อผักรุ่นใหม่ไป  ซื้อผักมาครั้งละ ๒-๓ กิโลกรัม  หาบมาที่บ้าน  ช่วงเช้าตี ๕ ก็หาบไปขายที่ตลาด  ก่อนไปตลาดก็นัดรวมพลกันที่สามแยกในหมู่บ้านและหาบออกไปพร้อมๆ กัน แยกย้ายกันไปแต่ละตลาด  ป้าขายที่ตลาดประตูช้างเผือก  คนอื่นไปขายตลาดประตูเชียงใหม่บ้าง ตลาดวโรรสบ้าง ขายเสร็จประมาณ ๙ โมงเช้าก็กลับบ้านมาทำอาหาร เก็บกวาดบ้าน  จนบ่ายก็ไปซื้อผักมาเตรียมไว้ขายอีก  มีรายได้ใช้จ่ายในบ้านสบาย  สมัยนั้นคนขายผักมีน้อยจึงขายดี”

เมื่อกล่าวถึงต้นถนนห้วยแก้ว  คนสูงอายุมักคุ้นเคยกับร้านอาหารไทยที่มีชื่อเสียง คือ “ร้านศรีสุรางค์”ชาวเชียงใหม่ที่ชอบทานอาหารนอกบ้านหรือเมื่อมีเพื่อนฝูง ญาติพี่น้องมาเยี่ยมเยียนกันในสมัยก่อนมักจะพามาทานกันที่ร้านศรีสุรางค์ แห่งนี้  นอกจากนี้หมู่ข้าราชการก็มักนัดหมายกันมาเลี้ยงที่ร้านศรีสุรางค์ เช่นเดียวกัน

ว่ากันว่า “ศรีสุรางค์” เป็นชื่อของเจ้าของร้าน  เป็นบุตรหญิงของนายทองม้วน ทำงานเป็นหัวหน้าสถานีรถไฟเชียงใหม่ในยุคนั้น สามี คือ นายเชื้อ นอกจากนี้ใกล้กันกัน เคยมีร้านอาหารที่มีชื่อเสียงอีกร้านหนึ่ง คือ ร้านสายแก้ว  ปัจจุบันคือ บริเวณโรงแรมศรีโตเกียว

ต่อมาเจ้าของเดิมเลิกกิจการและมีคนมาเช่าดำเนินการระยะหนึ่ง ยังคงใช้ชื่อว่า “ศรีสุรางค์” เช่นเดิม  นอกจากนี้ในปี พ.ศ.๒๕๑๔  มีการเปิดร้านอาหารฝรั่งในบริเวณใกล้ร้านศรีสุรางค์ ใช้ชื่อว่า “ร้านแซนวิชบาร์”

ปัจจุบันร้านแซนวิชบาร์ย้ายไปอยู่บริเวณแจ่งหัวลินด้านใน  เจ้าของ คือ คุณสุทธิพรรณ  แก้วสุทธิแสง และสามีชื่อ คุณจิตเสน  แก้วสุทธิแสง

คุณสุทธิพรรณ  แก้วสุทธิแสง เล่าว่าเกิดที่จังหวัดพะเยา ส่วนพ่อแม่เป็นคนอำเภอสันกำแพง ต่อมาย้ายกลับมาทำงานที่เชียงใหม่  เคยทำงานกับบริษัทฝรั่งด้านการส่งออก ต่อมาเมื่อบริษัทเลิกกิจการจึงมาเปิดร้านอาหารสำหรับบริการฝรั่ง

“ขณะนั้นมีฝรั่งจากโครงการจัสแมกซ์มาประจำที่จังหวัดเชียงใหม่ นอกจากนี้มีฝรั่งที่ทำงานกงสุลมักมาทานอาหารที่ร้าน ส่วนความรู้ด้านการทำอาหารฝรั่งนั้นใช้การศึกษาด้วยตนเองและเรียนรู้จากภรรยาฝรั่ง  ขณะนั้นห้องสมุดประชาชนฝั่งตรงกันข้ามเพิ่มเริ่มสร้างเสร็จ

“เริ่มเปิดร้านเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๔ โดยเช่าอยู่ข้างร้านศรีสุรางค์ ขณะนั้นร้านศรีสุรางค์ เจ้าของเดิมเลิกกิจการแล้ว  มีคนใหม่มาเช่าเป็นคนจีนจากกรุงเทพฯและทำร้านอาหารใช้ชื่อศรีสุรางค์เหมือนเดิม

“บ้านที่เราเช่าเปิดร้านเป็นอาคารทรงไทย ปัจจุบันอาคารนั้นยังอยู่ หลังคาสีส้ม ต่อมาทราบว่ากรรมสิทธิ์เป็นของธนาคาร  จึงได้ย้ายร้านแซนวิชบาร์ไปเช่าอยู่ตรงที่ว่างด้านทิศใต้ บริเวณนี้เคยเป็นร้านอาหารสวนแก้ว  ปัจจุบันคือ บริเวณโรงแรมศรีโตเกียว เปิดร้านอยู่ที่บริเวณนั้นรวม ๖ ปี โดยเช่าจากเจ้าของโรงแรมศรีโตเกียว  หลังจากนั้นเจ้าของต้องการจะสร้างโรงแรมจึงย้ายไปฝั่งตรงกันข้ามในกำแพงเมือง เมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๔ ซื้อที่ดินเดิมเป็นสวนจากอุ๊ยลา คนละแวกนี้เนื้อที่ ๑๐๐ ตารางวา  สร้างอาคารเปิดร้านอาหารจนปัจจุบัน”

ร้านแซนวิชบาร์ มีอาหารฝรั่งที่ขึ้นชื่อหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสตูลิ้นวัว ปัจจุบันยังมีลูกค้าดั้งเดิมแวะเวียนไปใช้บริการอย่างคับคั่ง

ส่วนบริเวณร้านศรีสุรางค์ เปลี่ยนเป็นกรรมสิทธิ์ของธนาคารแห่งหนึ่ง ต่อมาจึงมีผู้ซื้อไว้เป็นกรรมสิทธิ์

ปัจจุบันบริเวณร้านศรีสุรางค์เดิม  เป็นบ้านของครอบครัว “คองประเสริฐ”เจ้าของบริษัทในเครือเจริญมอเตอร์ จำกัด

เจ้าของบ้านได้ชื่อว่าเป็นผู้หญิงเก่งสร้างฐานะจนมั่นคง  ต่อมาจึงช่วยเหลืองานสังคมสาธารประโยชน์ของเมืองเชียงใหม่จนได้รับการคัดเลือกเป็น “แม่ดีเด่น” ประเภทแม่ผู้บำเพ็ยประโยชน์ต่อสังคม เมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๓  คือ คุณสุรีย์พร  คองประเสริฐ

นางสุรีย์พร  คองประเสริฐ เกิดปี พ.ศ.๒๔๗๒ ปัจจุบันอายุ ๘๔ ปี  เป็นบุตรหญิงของนายหน่ำ  แซ่กัง เชื้อสายจีนแต้จิ๋ว อพยพมาจากประเทศจีนมาอยู่เมืองเชียงใหม่ เริ่มสร้างฐานะโดยเช่าห้องแถวอยู่ที่ถนนท่าแพ หน้าวัดแสนฝาง  ยึดอาชีพขายก๋วยเตี๋ยวอยู่ที่ตลาดต้นลำไย  ครอบครัวฝ่าฟันความยากลำบากมาไม่น้อยกว่าจะพบความสำเร็จในวันนี้

***ภาพ ต้นถนนห้วยแก้วในอดีต  

พ.ต.อ.อนุ   เนินหาด ผกก.สภ.แม่แจ่ม