หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านถนนห้วยแก้ว(๒๒)

ห้วยแก้ว 22ย่านถนนห้วยแก้ว(๒๒)

          พื้นที่ด้านหลังของโรงแรมเชียงใหม่ภูคำเป็นกลุ่มชาวบ้านบ้านป่าห้าที่นับถือศาสนาคริสต์โดยมีโบสถ์เล็กๆ ที่สร้างและบริจาคที่ดินโดยนางคำเมา  แมคฟีร์

นางคำเมาเป็นเจ้าของที่ดินหลายร้อยไร่ละแวกนี้  ส่วนหนึ่งถูกเวนคืนเป็นส่วนของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

นางคำเมา  แมคฟีร์ เป็นภรรยาของนายแมคฟีร์ ชาวอังกฤษมาทำงานเป็นผู้จัดการบริษัทบอร์เนียวที่สัมปทานไม้สักในเขตภาคเหนือ  ในช่วงเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ นายแมคฟีร์ถูกทหารญี่ปุ่นจับกุมตัวไปกักขังที่กรุงเทพฯ หลังสงครามโลกแล้วได้รับการปล่อยตัวกลับมาอยู่กับครอบครัวที่เชียงใหม่และเสียชีวิตที่เชียงใหม่  ครอบครัวของนายแมคฟีร์อยู่ที่ถนนห้วยแก้ว ก่อนถึงมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปัจจุบัน คือ บริเวณร้านโบ๊ตและหมู่บ้านวิลล่าผาผิง (คุณบุญเสริม  สาตราภัย,สัมภาษณ์)

          คนหนึ่งที่เกิดและเติบโตละแวกนี้ คือ คุณธวัชชัย  มาศิริ เล่าว่า รุ่นพ่อแม่ คือ นายเสาร์  มาศิริและนางจันทร์สม  ศรีล้อม พ่อโยกย้ายมาจากอำเภอสันป่าตอง มาจับจองพื้นที่เชิงดอยสุเทพละแวกนี้และสร้างบ้านอยู่อาศัย

“ละแวกนี้เดิมเป็นนาเกือบทั้งหมด  เดิมลุงมาอยู่ก่อนแล้ว  ชื่อลุงคำมูล  ศรีล้อม ครอบครัวพ่อตามมา สมัยนั้นยังเป็นป่า ที่ดินไม่มีราคา พ่อแม่เล่าว่าต้องมาแผ้วถางเอาอย่างยากลำบาก

“ต่อมาบ้านผมถูกทางราชการเวนคืน บ้านเดิมของผมปัจจุบันเป็นบริเวณคณะมนุษย์ศาสตร์ ต้องโยกย้ายมาอยู่ด้านหลังโรงแรมเชียงใหม่ภูคำ ละแวกนี้เรียกว่า บ้านโบสถ์ เพราะมีโบสถ์คริสต์อยู่ในพื้นที่ แต่เป็นส่วนหนึ่งของบ้านป่าห้า อาชีพทำนาและหาของป่าขาย ได้น้ำทำนาจากห้วยแก้วไหลผ่าน สมัยก่อนหากับข้าวง่าย หน้าฝนมีกบเยอะ ปลาช่อนปลาอื่นๆ หาง่าย

“โรงแรมเชียงใหม่ภูคำมาสร้างทีหลัง สมัยก่อนเป็นทุ่งนาและที่ว่าง สมัยเด็กเคยมีลานสำหรับเป็นสนามฟุตบอล ผมและเด็กละแวกนี้ไปเล่นกัน  มีหลายเจ้าของ คนหนึ่งคือ ป้าสิลา ต่อมาเจ้าของโรงแรมเชียงใหม่ภูคำมาซื้อสร้างโรงแรม

“ที่ดินด้านหลังโรงแรมเชียงใหม่ภูคำและส่วนของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เคยเป็นที่ดินของคุณนายคำเมา  แมคฟีร์ บ้านอยู่ตรงที่เป็นร้านโบ๊ตก่อนถึงมหาวิทยาลัยเชียงใหม่  บริเวณนั้นเป็นบ้านครึ่งตึกใหญ่ สร้างในสวนลำไยกว้าง ที่ของคุณนายคำเมาเยอะ  ผมไม่ทันเห็นคุณนายคำเมา แต่ทันเห็นคุณเรณู เป็นลูกเลี้ยงปัจจุบันไปอยู่แถวบ้านท่อ

“ละแวกนี้นับถือศาสนาคริสต์โปแตสแตนท์  ไม่ทราบว่าเริ่มมาสมัยไหน ผู้นำหลักคือ ครอบครัวของคุณนายคำเมา  แมคฟีร์ ซึ่งได้บริจาคที่ดินและสร้างโบสถ์ไว้ที่ชุมชนเดิมด้วย  เดิมละแวกนี้มีประมาณ ๕๐ ครอบครัว ปัจจุบันส่วนหนึ่งขายที่ดินและโยกย้ายไปอยู่ที่อื่น ปัจจุบันมีประมาณ ๑๐ ครอบครัวเท่านั้น”

นอกจากนี้เนื้อที่ส่วนหนึ่งประมาณ ๓ ไร่ เป็นของนายอินทอง  สุวรรณยืน คหบดีย่านถนนราชดำเนินในตัวเมืองเชียงใหม่

          ละแวกเดียวกัน ถัดไปทางทิศใต้เคยมีวัดร้างและมีการฟื้นวัดมาไม่นานมานี้ คือ วัดประสาทพร เริ่มเมื่อปี ..๒๕๑๑

เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันคือ พระชัยวรวงศ์  อิทธิมนฺโต  เล่าว่าบริเวณวัดอยู่เชิงดอยสุเทพ พื้นที่ติดกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในปัจจุบัน  ในอดีตจากการสืบค้นทราบว่าในอดีตบริเวณวัดประสาทพรอาจเป็นวัดร้างเพราะขุดพบอิฐโบราณอยู่ทั่วไป  ต่อมาเคยเป็นป่าช้าที่ใช้เป็นที่ฝังศพของทหารและชาวบ้านที่เสียชีวิตช่วงที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ (ระหว่างปี พ.ศ.๒๔๘๔-๒๔๘๘)  ชาวบ้านเรียกกันทั่วไปว่า ป่าช้าศรีหมอกฟ้า  ใกล้ป่าช้าแห่งนี้มีหนองน้ำใหญ่เรียกว่า หนองน้ำใหม่ น้ำมาจากห้วยแก้ว  มีประวัติว่ามีอยู่คู่กับหนองน้ำที่หนองฮ่อ แต่หนองน้ำใหม่เล็กกว่า  เชื่อว่าเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของเวียงเจ็ดลินโดยพบคันคูดินที่หลงเหลือไว้คล้ายคลึงกับคันดินของเวียงสวนดอกที่ยังปรากฏอยู่

ต่อมาบริเวณโดยรอบเริ่มมีคนมาจับจองเป็นกรรมสิทธิ์และปรับพื้นที่ทำไร่ ทำสวน  ส่วนบริเวณป่าช้าศรีหมอกฟ้าเปลี่ยนจากป่าช้ากลายเป็นที่สาธารณประโยชน์ของชาวบ้านบ้านป่าห้าที่อยู่ห่างไปประมาณ ๕๐๐ เมตร

          พระชัยวรวงศ์  อิทธิมนฺโต เจ้าอาวาสวัดประสาทพร ให้ข้อมูลเรื่องการฟื้นวัดประสาทพรว่า

“เดิมบริเวณวัดประสาทพร เป็นพื้นที่ที่ล้อมรอบไปด้วยป่าไผ่และเป็นทุ่งนาบางส่วน เริ่มเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๑  โดยหลวงพ่อบุญมา อินสอน ซึ่งเคยอยู่ที่วัดดอกเอื้องย้ายมาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดศรีโสดาระยะหนึ่ง  ท่านอยากหาสถานที่เพื่อปลีกวิเวกและปฏิบัติธรรม  สอบถามกำนันตำบลสุเทพสมัยนั้น คือ นายชื่น  จินดา  นายชื่นได้แนะนำให้มาอยู่ที่ป่าช้าศรีหมอกฟ้าที่เป็นที่สาธารณประโยชน์ หลวงพ่อบุญมาได้มาสร้างเพิงเป็นกุฏิอยู่อาศัยและขออนุญาตสร้างเป็นวัดขึ้น เจ้าอาวาสรูปต่อมาคือ หลวงพ่อปวง  ส่วนอาตมาเป็นเจ้าอาวาสรูปที่ ๖

“อาตมามาประจำที่วัดประสาทพรเมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๕  จากที่เคยเป็นเณรวัดพันเตา  เจ้าชื่น  สิโรรสนิมนต์ให้มาอยู่วัดนี้  เดิมมีกุฏิอยู่เพียง ๑ หลัง ต่อมาได้รับการช่วยเหลือจากคุณนายอุณณ์  ชุติมา มาร่วมทำบุญสร้างเสนาสนะเพิ่มขึ้น”

ประวัติของพระชัยวรวงศ์  อิทธิมนฺโต  เป็นหลานของ ร.ต.ต.เจ้าสมเพ็ชร  ณ เชียงใหม่ และเจ้าจันทา  ส่วนพ่อมีอาชีพครูและต่อมาเป็นศึกษาธิการอำเภอหลายแห่ง  วัยเด็กพระชัยวรวงศ์อาศัยอยู่บ้านเจ้าแสงด้าย  โชตนา ใกล้แยกกลางเวียง ได้รับการอุปการะจากเจ้าบุษบง  ณ ลำปางและเจ้าทิพวรรณ

          ริมถนนห้วยแก้วคนละฝั่งถนนกับโรงแรมเชียงใหม่ภูคำมีหมู่บ้านดั้งเดิม ชื่อว่า หมู่บ้านช่างเคี่ยน

          ศูนย์รวมวิถีชีวิตประเพณีวัฒนธรรมของชาวบ้านช่างเคี่ยน คือ วัดช่างเคี่ยน

วัดช่างเคี่ยน มีประวัติความเป็นมาว่า ในสมัยพระญากือนาได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุที่พระมหาสุมณเถรนำมาจากเมืองสุโขทัยขึ้นหลังช้างเพื่อเสี่ยงทายหาสถานที่ที่เหมาะสมที่จะประดิษฐาน  ก่อนที่ช้างจะขึ้นไปบนดอยอ้อยช้าง(ดอยสุเทพ) ช้างได้หยุดและเดินเวียนอยู่บริเวณสถานที่ตั้งของวัดช่างเคี่ยน ๓ รอบ  ต่อมาจึงมีการสร้างวัดขึ้นและเรียกชื่อว่า “วัดช้างเวียน” ต่อมาจึงเปลี่ยนเป็น “วัดช่างเคี่ยน”

จากหลักฐานเกี่ยวกับอักขรวิธีและอายุของคัมภีร์ใบลาน  สันนิษฐานได้ว่าวัดช่างเคี่ยนน่าจะสร้างในสมัยพระญากาวิละ ระหว่างปี พ.ศ.๒๓๒๕-๒๓๕๖  มีภิกษุสามเณรชาวไทยเขินเป็นผู้เริ่มก่อสร้าง  โดยลักษณะอักษรและอักขรวิธีเป็นไทยเขินซึ่งสอดคล้องกับที่สมัยพระญากาวิละกวาดต้อนผู้คนชาวเมืองเชียงตุงมาตั้งบ้านเรือนโดยรอบเมืองเชียงใหม่ ส่วนหนึ่งอาจนำมาตั้งไว้ที่บ้านช่างเคี่ยนแห่งนี้

บางเหตุผลคาดว่าน่าจะมาจากคำว่า “ช่างเคี่ยน” ที่หมายถึงผู้เชี่ยวชาญด้านการกลึงไม้  แต่มีการศึกษาข้อมูลจากผู้เฒ่าผู้แก่ในอดีตไม่มีประวัติเรื่องเป็นชุมชนการกลึงไม้แต่อย่างใด

จากหนังสือ “รายชื่อวัดและนิกายสงฆ์โบราณเชียงใหม่” กล่าวถึงการสำรวจรายชื่อวัดและนิกายสงฆ์ในเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ.๒๔๔๐ ตรงกับสมัยรัชกาลที่ ๕  โดยเจ้าหนานอุ้นเมือง กองธรรมการสงฆ์เมืองเชียงใหม่  ได้สำรวจรายชื่อวัดและหัวหมวดอุโบสถในเมืองเชียงใหม่  ปรากฏชื่อวัดช่างเคี่ยนอยู่ในหมวดอุโบสถวัดเก้าตื้อ  ขึ้นแคว้นช่างเคี่ยน  เจ้าอธิการชื่อ พระชิโน นิกายเชียงใหม่  ยังไม่มีเป็นพระอุปัชฌาย์ รองอธิการชื่อ พระปัญญา  ในพรรษาก่อนมีเณร ๖ รูป  ขึ้นสังกัดวัดเจ็ดยอด

ส่วนหลักฐานภาพถ่ายทางอากาศ เมื่อ พ.ศ.๒๔๙๗  พบว่าบริเวณที่ตั้งของวัดช่างเคี่ยนและบ้านช่างเคี่ยนเป็นพื้นที่ติดกับเวียงเจ็ดลินและมีทุ่งนากว้างไปจนถึงเขตชุมชนวัดเจ็ดยอด (ประวัติวัดช่างเคี่ยนแทรกในหนังสือทำวัตร-มนต์พิธี ฉบับพิเศษ วัดช่างเคี่ยน)

ชาวบ้านบ้านช่างเคี่ยนกระจายทั่วไปโดยมีวัดเป็นศูนย์กลาง  ประกอบอาชีพทำนาเป็นหลักและเก็บของป่าขาย

          คนหนึ่งที่มาอาศัยอยู่บ้านช่างเคี่ยนนานมาแล้ว คือ คุณป้าไพรสนธิ์  สุริณา อายุ ๘๒ ปี เล่าเกี่ยวกับครอบครัวที่บ้านช่างเคี่ยนว่า

“ป้าเกิดปี พ.ศ.๒๔๗๓  บ้านพ่อแม่เดิมอยู่ด้านหลังวัดประสาทใกล้วัดผาบ่อง พ่อโยกย้ายพาครอบครัวมาซื้อที่และปลูกสร้างบ้านอยู่หัวโต้งบ้านช่างเคี่ยนเมื่อสมัยเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ (สงครามโลกครั้งที่ ๒ เกิดระหว่างปลายปี พ.ศ.๒๔๘๔-๒๔๘๘)  สมัยนั้นมีเครื่องบินมาทิ้งระเบิดที่สนามบินและสถานีรถไฟ  ครอบครัวจึงย้ายจากในเมืองมาอยู่บ้านช่างเคี่ยน สมัยสงครามมีทหารญี่ปุ่นมาอยู่แถวป่าช้าบ้านช่างเคี่ยน สร้างโรงชั่วคราวอยู่  พ่อมีอาชีพทำสวนเมี่ยงอยู่เขตโป่งแยง อำเภอแม่ริม นำเมี่ยงบรรทุกวัวต่างมาขาย  โรงเรียนปิดก็ไปอยู่สวนเมี่ยงกับพ่อ

“สมัยก่อนแถวนี้ที่ดินราคาถูก มีเงิน ๑๐ บาท ๒๐ บาท ก็ซื้อได้แล้ว อย่างที่ดินของพ่อเนื้อที่ ๒๐ กว่าไร่ พ่อซื้อราคาเพียง ๓๓ บาท ที่เป็นนาบ้างเป็นป่าบ้าง ที่ดินที่พ่อซื้อไว้เรียกบ้านหัวโต้ง(หัวทุ่ง) อยู่ถัดไปจากวัดช่างเคี่ยนไปทางด้านเหนือ  ส่วนใกล้วัดช่างเคี่ยนเรียกว่า บ้านกลาง และบ้านใต้ หากเดินจากหัวโต้งมาผ่านกลางทุ่งมาถึงบ้านช่างเคี่ยน  ใกล้วัดช่างเคี่ยนมีบ้านหนาแน่นกว่าที่อื่น”

  พ.ต.อ.อนุ  เนินหาด ผกก.สภ.ดอยหล่อ