หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านถนนห้วยแก้ว(๒๓)

ห้วยแก้ว 23ย่านถนนห้วยแก้ว(๒๓)

ที่ถนนห้วยแก้ว  นอกเหนือจากหมู่บ้านป่าห้าแล้ว  เลยไปประมาณครึ่งกิโลเมตร  มีหมู่บ้านช่างเคี่ยน เป็นหมู่บ้านดั้งเดิมที่ยึดอาชีพทำนาและหาของป่าขาย

พ่อหลวงบุญยืน  บุญยืนอนนท์สมิง อายุ ๖๑ ปี อดีตผู้ใหญ่บ้านบ้านช่างเคี่ยน ให้ข้อมูลเกี่ยวกับอดีตของบ้านช่างเคี่ยนว่า

“บ้านช่างเคี่ยน ชาวบ้านอยู่กระจายไป บ้านช่างเคี่ยนเคยเป็นหมู่ ๑ ส่วนหมู่บ้านใกล้เคียง คือ บ้านเจ็ดยอด อยู่หมู่ ๒  สมัยนั้นละแวกนี้มีโรงเรียนวัดช่างเคี่ยน หมู่บ้านใกล้เคียงมาเรียนที่นี่กัน บ้านป่าห้าก็มาเรียนที่นี่ บ้านเจ็ดยอดมาเรียนที่นี่บ้าง ไปเรียนโรงเรียนวัดข่วงสิงห์บ้าง

“บริเวณที่นาของชาวบ้านช่างเคี่ยน คือ บริเวณคันคลองชลประทานเรื่อยไปถึงบ้านวัดเจ็ดยอดต่อเนื่องกัน การทำนามักใช้น้ำจากห้วยช่างเคี่ยน มาจากขุนช่างเคี่ยน

“คนมีฐานะดีของบ้านช่างเคี่ยน ครอบครัวหนึ่ง คือ ครอบครัวของตา-ยาย คือ นายมอย และนางปวน  อินทะชาญ เป็นคนดั้งเดิมของบ้านช่างเคี่ยน มีที่นาประมาณ ๒๐ ไร่”

นอกจากอาชีพทำนาแล้ว  รายได้อีกส่วนหนึ่งคือ การหาของป่าและนำไปขาย

“ตาผม(นายมอย) เป็นคนขยัน มีล้อเกวียน นอกจากทำนาแล้ว ว่างก็ไปตัดไม้ไผ่นำบรรทุกเกวียนไปขายที่สถานีรถไฟ  เขาซื้อไว้เป็นเชื้อเพลิง ชาวบ้านมักเรียกตาว่า   นาย        มอยป่าไผ่ สมัยตาเป็นยุคที่มีการบุกเบิกที่นาเพิ่มเพื่อทำนา ตาตัดต้นไม้ในป่าและปรับเป็นที่นาเพิ่มขึ้น

“อาชีพอื่นของชาวบ้าน คือไปทุบหินขาย ชาวบ้านจะไประเบิดหินที่เชิงดอยสุเทพและนำมาทุบด้วยค้อน หลังจากนั้นจะมีคนมาซื้อไปขายให้กรมทางเพื่อทำถนน  คนมาซื้อ คือ พ่อหนานเฮือน คนทางตลาดสมเพ็ชร นำรถบรรทุกมารับซื้อจากชาวบ้าน สมัยนั้นทุบหิน ๒๐ ปี๊บ ได้ราคา ๘ บาท

“อีกอาชีพหนึ่ง คือ เก็บใบตองตึงสดนำไปขายตลาด  แม่มักไปเก็บในป่าและหาบไปขายตลาดประตูช้างเผือก ใช้เวลา ๒ วัน วันหนึ่งไปเก็บใบมาเตรียมไว้ อีกวันหนึ่งหาบไปขายตลาด ออกจากบ้านตี ๓ ได้เงินมาครั้งละประมาณ ๗ บาท  ชาวบ้านมักซื้อใบตองตึงสดไปใช้ใส่กับข้าว  นอกจากนี้ในหน้าแล้งที่ใบตองตึงร่วงจากต้น มักไปเก็บมาและนำมาทำเป็นแผงหรือเป็นตับ เพื่อขายให้คนนำไปทำหลังคาบ้าน

“นอกจากนี้ตายังเคยลงทุนทำโรงกระเบื้องดินเผา มีชาวบ้านมาซื้อไปทำหลังคาวัด ส่วนชาวบ้านทั่วไปมักมุงหลังคาด้วยตองตึงเป็นส่วนใหญ่

“ผมทันเห็นตอนมีการทำคันคลองชลประทาน สมัยประมาณปี พ.ศ.๒๕๐๕-๒๕๐๖  เป็นเด็ก ชวนเพื่อนไปดูเขาตักดินด้วยรถตักเพื่อทำคลองส่งน้ำ  บริเวณนั้นมักเป็นทุ่งนาของชาวบ้านบ้านช่างเคี่ยนที่ทางราชการเวนคืนในราคาถูก”

คันคลองชลประทานที่ผ่านบ้านช่างเคี่ยนสร้างจากอำเภอแม่แตง  ตัดผ่านทุ่งนาของชาวบ้านช่างเคี่ยน  ผ่านไปยังอำเภอหางดง อำเภอสันป่าตอง เรื่อยไป

คันคลองชลประทานเป็นโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่แตง ของกรมชลประทาน

มีความเป็นมาว่าสร้างเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๖  โดยรัฐบาลกู้เงินจากองค์การเงินกู้ระหว่างประเทศ เอ.ไอ.ดี เป็นเงิน ๒๖ ล้านบาท เหตุที่จำเป็นต้องสร้างเนื่องจากในปี พ.ศ.๒๔๙๘  พื้นที่นาในเขตอำเภอเมืองเชียงใหม่และอำเภอหางดงได้รับความเสียหายมากเนื่องจากฝนทิ้งช่วงทำให้ขาดแคลนน้ำ  โดยเฉพาะในเขตอำเภอหางดงเดิมทำการเกษตรไม่ค่อยได้ผลเนื่องจากปริมาณน้ำฝนไม่เพียงพอในแต่ละปี  กรมชลประทานจึงได้ทำการสำรวจและมีโครงการนี้ขึ้น

วัตถุประสงค์ คือเพื่อพัฒนาพื้นที่สำหรับทำการเกษตรรวม ๑ แสน ๗ หมื่นไร่เศษ รวม ๕ อำเภอ คือ แม่แตง แม่ริม เมืองเชียงใหม่ หางดงและสันป่าตอง ประโยชน์ที่เกษตรกรได้รับรวม ๔๕,๐๐๐ ครอบครัวที่จะมีความเป็นอยู่ดีขึ้น

โดยสร้างเป็นฝายทดน้ำจากลำน้ำแม่แตงซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำปิงตอนบนต้นกำเนิดจากเทือกเขาดอยดินทนนท์  ให้ไหลเข้าคลองส่งน้ำขนาดใหญ่และส่งน้ำผ่านตลองส่งน้ำยาวประมาณ ๗๔ กิโลเมตร อีกทั้งมีคลองส่งน้ำย่อยอีก ๒๓ ซอย

เสร็จสมบูรณ์เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๖ ใช้งบประมาณทั้งสิ้น ๓๐๘  ล้านบาทเศษ

อีกตระกูลหนึ่งที่เป็นตระกูลดั้งเดิมของบ้านช่างเคี่ยน  คือ ตระกูล “อนนทยี”

คุณเรือนแก้ว  อนนทยี อายุ ๖๖ ปี เล่าว่ารุ่นทวดเป็นคนบ้านนี้ ชื่อ หม่อนดวง และหม่อนคำ รุ่นลูกมีลูก ๖ คน เป็นผู้หญิงทั้ง ๖ คน

รุ่นปู่ย่า คือ พ่ออุ๊ยตื้อ และแม่อุ๊ยจันทร์  อนนทยี

รุ่นลูก คือ พ่อ ชื่อนายยืน  อนนทยี มาแต่งงานกับแม่ ชื่อ แม่จันทร์สม  สกุลเดิม เขื่อนทหาร

เกี่ยวกับวิถีชีวิตของคนรุ่นก่อนและการเปลี่ยนแปลงของบ้านช่างเคี่ยนมาสู่ปัจจุบัน  คุณเรือนแก้ว เล่าว่า

“รุ่นปู่ย่าและมาถึงรุ่นพ่อแม่  มีที่นาประมาณ ๖ ไร่ที่บ้านเลี้ยงควายประมาณ ๗-๘ ตัว สำหรับไว้ใช้ไถนา เลี้ยงโดยทำคอกไว้ที่บริเวณบ้าน  สมัยก่อนมักมีโจรมาลักควาย  สมัยเด็กควายของพ่อถูกลักไป ๑ ตัว ตามไม่พบ ครั้งที่ ๒ ตามไปพบถูกปล่อยไว้ที่ป่าช้าบ้านเรา  นำกลับมาได้  สมัยนั้นหากบ้านใครถูกโจรมาลักวัวควาย  เจ้าของบ้านจะตีเกราะไม้ไผ่  ผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านจะออกมาและมาช่วยตามวัวควาย  ครั้งหลังพ่อตื่นมารู้ว่าควายถูกลักไปประมาณตี ๔ ตีเกราะ  และพากันติดตามไปได้ควายคืนมาได้  คนร้ายผู้ใหญ่คุยกันว่าเป็นคนทางบ้านสันผีเสื้อ  สมัยนั้นผู้ใหญ่บ้านช่างเคี่ยนชื่อ พ่อหลวงแสน  สุทีฆา

“เมื่อมีการทำสันคลองชลประทาน หลายครอบครัวถูกเวนคืนที่ดินและคลองชลประทานตัดผ่ากลางที่นา ทำให้ต้องเลิกทำนาและขายที่นาไป  แม่ก็เช่นกัน  คลองชลประทานตัดผ่านที่นาทำให้ทำนาไม่ได้

“บริเวณหมู่บ้านอิงดอย เคยเป็นที่นาของนายปิ้น อดีตผู้ใหญ่บ้านและของนายกอง  อุทิยา

“สมัยก่อนเมื่อหมดหน้านา  ปู่ (นายตื้อ) จะต้อนควายไปเลี้ยงบนดอย รวมกับควายของเพื่อนบ้านด้วยประมาณ ๒๐ กว่าตัว  ให้ควายหากินบนดอยบริเวณด้านหลังภูพิงค์ฯ ด้านบนจะมีที่ราบ  ปู่ทำบ้านชั่วคราวอยู่ มุงด้วยตองตึง ใต้ถุนสูง ทำคอกให้ควายนอนที่ใต้ถุน ระหว่างนั้นก็ตัดไม้ไผ่มาจักตอกสำหรับใช้มัดข้าวในหน้านาครั้งต่อไป อยู่บนดอยประมาณ ๑-๒ เดือน เตรียมข้าวสารไปหุงกินบนดอย ส่วนกับข้าวก็หาของป่า มีผัก กบเขียด บนดอยมีอาหารเยอะ  บางครั้งย่า(อุ๊ยจันทร์) ก็นำไปส่งให้บ้าง  ย่ามักไปเก็บผลมะก่อบนดอย นอนคืนหนึ่งบ้างสองคืนบ้าง

“ส่วนแม่ มักมีอาชีพเสริม คือ เก็บใบตองตึงสดนำไปขาย มักขึ้นไปเก็บทางค่ายลูกเสือช่างเคี่ยน ประมาณ ๒ กิโลเมตรจากบ้าน  ใช้เวลาเกือบเต็มวัน  วันที่สองก็หาบไปขายที่ตลาดประตูช้างเผือกบ้าง ตลาดต้นลำไยบ้าง วันที่สามก็พัก วันที่สี่ก็ขึ้นไปเก็บใบตองตึงอีก สลับไปแบบนี้

“ส่วนพ่อทำนา  พอหมดหน้านา พ่อจะหุ้นกับเพื่อนทำโรงงานปั้นกระเบื้องดินขอ

“ต่อมาที่บ้านช่างเคี่ยนมีคนจีนมาตั้งโรงงานทำกระเบื้องเคลือบ เรียกกันว่า ลุงเจ๊ก บ้านอยู่แถวสันป่าข่อย มีร้านขายยา ทำกระเบื้องแบบเกล็ดนาคด้วย รวมทั้งแบบเทพพนม คนงานมักเป็นคนบ้านช่างเคี่ยนมีประมาณ ๒๐ กว่าคน พี่(คุณเรือนแก้ว)เคยไปทำได้แรงงานวันละ ๒ บาท ๕๐ สตางค์  ส่วนพ่อได้วันละ ๘ บาท ปัจจุบันโรงงานดังกล่าวเป็นบริเวณหอพักอัพนอร์ท

“นอกจากนี้เคยมีโรงงานแกะสลักไม้ มีคนในหมู่บ้านช่างเคี่ยนไปทำงานและเรียนกับเขา ชื่อ นายวิเชียร  พิมพ์ประเสริฐ  แม่เขาเป็นคนที่นี่  เรียนการทำบานประตู หน้าต่าง แป้นน้ำย้อย ปัจจุบันเลิกกิจการไปแล้ว

“สมัยก่อนบ้านช่างเคี่ยนไม่มีโรงสี  พี่ต้องหาบไปสีที่บ้านป่าห้า  เจ้าของเป็นน้าของแม่ ชื่อ ยายมุน สมัยก่อนไม่ได้เดินทางถนนห้วยแก้ว  เดินลัดทุ่งไปเร็วกว่า

“ที่นาของชาวบ้านช่างเคี่ยน คือ ใกล้แยกเชียงใหม่ภูคำเลยไปทางโรงแรมฮอลิเดย์อินน์ บริเวณร้านลักขณา  บริเวณหมู่บ้านอิงดอยก็ใช่  ส่วนบริเวณคอนโดฯลิลลี่ ในอดีตเคยเป็นเขตทหาร  มีป้ายห้ามเข้า และมักมีการซ้อมยิงปืนของทหาร  ได้ยินเสียงปืนแทบทุกวัน บางวันมีการซ้อมปาระเบิด  ชาวบ้านไม่กล้าเข้าไป  บางคนเข้าไปเก็บของป่าก็ถูกทหารจับ

“ต่อมาบ้านช่างเคี่ยนมีชื่อเสียงเรื่องไร่สตอเบอรี  ชาวบ้านช่างเคี่ยนปลูกเป็นที่แรกของเชียงใหม่ก็ว่าได้  ในหลวงและสมเด็จฯ ราชินีมาสนับสนุนและเสด็จฯ มาทอดพระเนตรเกือบทุกปี  เจ้าของไร่สเตอเบอรี่คนหนึ่งที่ทำมาต่อเนื่องและมีชื่อเสียงมาก ชื่อ โกสิ่ว เป็นคนจีนอพยพมาอยู่ตลาดบุญอยู่  และมาซื้อที่ดินบ้านช่างเคี่ยนปลูกสเตอเบอรี่ขาย และทำน้ำสเตอเบอรีด้วย  ปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่ที่ข้างป่าช้า ใกล้กับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล  ในหลวงพระราชทานชื่อนามสกุลให้โกสิ่ว”

“โกสิ่ว” เป็นตำนานของความขยันอดทนของคนไทยเชื้อสายจีนคนหนึ่งที่ประกอบอาชีพปลูกสเตอเบอรีตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจนประสบความสำเร็จ  ต่อมาได้รับพระราชทานชื่อและนามสกุลจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นเกียรติต่อวงศ์ตระกูล

คนไทยเชื้อสายจีนผู้นี้ คือ นายสิ่ว  แซ่โก หรือนายอุดมสิทธิ์  โกมลพงศ์ภักดี ชาวบ้านทั่วไปมักเรียกว่า “โกสิ่ว”.

พ.ต.อ.อนุ เนินหาด ผกก.สภ.ดอยหล่อ