หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านถนนห้วยแก้ว(๒๔)

ห้วยแก้ว 23ย่านถนนห้วยแก้ว(๒๔)

ที่บ้านช่างเคี่ยนเลยมาทางทิศเหนือติดมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา  

มีเรื่องของ “โกสิ่ว” เป็นตำนานของความขยันอดทนของคนไทยเชื้อสายจีนคนหนึ่งที่ประกอบอาชีพปลูกสตรอเบอรี่ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจนประสบความสำเร็จ  ต่อมาได้รับพระราชทานชื่อและนามสกุลจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นเกียรติต่อวงศ์ตระกูล

คนไทยเชื้อสายจีนผู้นี้ คือ นายสิ่ว  แซ่โก หรือนายอุดมสิทธิ์  โกมลพงศ์ภักดี ชาวบ้านทั่วไปมักเรียกว่า “โกสิ่ว”

โกสิ่ว  ปัจจุบัน อายุประมาณ ๘๐ ปี   เล่าว่าเกิดที่ประเทศจีน สมัยวัยหนุ่มอพยพมากับพ่อแม่ คือ นายซัง  แซ่โกและนางฝุ่น  แซ่จั๋น  มาอยู่ที่อำเภอเมืองพิษณุโลกเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๐  ยึดอาชีพปลูกผัก  ต่อมาต้องการที่จะสร้างความมั่นคงให้แก่ตัวเองจึงโยกย้ายมาอยู่ที่อำเภอเมืองเชียงใหม่เมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๔ ภายหลังน้องสาว ๒ คน ได้ย้ายมาอยู่ด้วย คือ น.ส.หลิวยิง  แซ่โกและ น.ส.ซอยถ่อง  แซ่โก ช่วยเหลือด้านการปลูกผักและนำส่งขายที่ตลาด

โกสิ่ว เริ่มต้นสร้างกระต๊อบอยู่ที่บ้านช่างเคี่ยนใกล้เชิงดอยสุเทพ บริเวณดังกล่าวเรียกกันว่า “บ้านหนองปู่อ่อง” มีประมาณ ๒๐ ครอบครัว  สร้างบ้านอยู่โดยรอบหนองน้ำ มักเป็นคนพื้นที่นี้เดิม ต่อมาถูกราชการเวนคืนเพื่อสร้างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ชาวบ้านโยกย้ายไปอยู่ถิ่นอื่น

โกสิ่ว รำลึกความทรงจำย้อนหลังที่ย่านถนนห้วยแก้ว ว่า

“ผมเริ่มอาชีพที่เชียงใหม่คือ เป็นกรรมกร ขณะนั้นมีการขยายถนนห้วยแก้วจากแจ่งหัวลินมาถึงสวนพฤกศาสตร์  บริษัทนพวงศ์ จำกัด ได้สัมปทานก่อสร้าง ผมไปสมัครเป็นคนงานและต่อมาพัฒนาเป็นรับงานเหมา  โดยผมจ้างคนงาน ๑๐ กว่าคน  รับงานขุดดินเป็นช่วง  คนงานให้พักที่กระต๊อบผม

“เมื่อการขยายถนนห้วยแก้วเสร็จ  ผมมารับจ้างเฝ้าที่ดินของมาแมร์  นักบวชของโรงเรียนเรยีนาเชลีซึ่งได้ซื้อที่ดินไว้เนื้อที่ประมาณ ๗ ไร่ติดกับบ้านหนองปู่อ่อง ใกล้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลในปัจจุบัน  โดยที่ดินแปลงนี้เคยมีคนเฝ้าดูแลอยู่ก่อนแล้วแต่ไม่ได้เอาใจใส่  มาแมร์จึงจ้างผมเฝ้าแทน  ผมรับจ้างเฝ้าก็ช่วยแผ้วถางป่าไผ่ที่ขึ้นรกให้ดีขึ้น  ปรับที่ดินให้ดีขึ้น  หลังจากปรับที่ให้เรียบแล้วผมจึงเริ่มปลูกผักนานาชนิดโดยอาศัยน้ำจากลำน้ำที่ไหลผ่านมาใช้รดสวนผัก  หลังจากนั้นผมได้ขอซื้อที่ดินแปลงนี้ไว้เป็นกรรมสิทธิ์

“ผักที่ปลูกเป็นพวกผักบุ้ง คะน้า ผักสลัด ผักชี ผักปวยเล้ง  ส่งขายที่ตลาดวโรรส ตลาดประตูช้างเผือก ตลาดสันป่าข่อย  ต่อมาในหน้าหนาวจึงเริ่มปลูกสตรอเบอรี่”

โกสิ่ว เล่าเรื่องการเริ่มต้นปลูกสเตอเบอรี่ในสมัยนั้นว่า

“การปลูกสเตอเบอรี่นั้น  เริ่มจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริส่งเสริมการปลูกพืชเมืองหนาว คือ สตรอเบอรี่ที่บ้านช่างเคี่ยนและบ้านเจ็ดยอด พระองค์นำพันธุ์      สตรอเบอรี่มาแจกให้เกษตรกรซึ่งจัดเป็นกลุ่มเกษตรกรขึ้น เมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๕๑๖

“ที่บ้านช่างเคียนมีสมาชิกปลูกประมาณ ๒๐-๓๐ คน และกลุ่มบ้านเจ็ดยอดก็มี ๒๐-๓๐ คนเช่นกัน และมีกองทุนช่วยเหลือเกษตรกรด้วย ภายหลังคงเหลือผมคนเดียวที่ปลูกอยู่  ชาวบ้านอื่นเลิกกันหมด”

เหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้ชื่อเสียงของโกสิ่วเป็นที่รู้จักกันมากขึ้น คือ ปี พ.ศ.๒๕๒๐  โกสิ่ว ทำสตรอเบอรี่หมักเพื่อทำไวน์และถูกเจ้าหน้าที่สรรพสามิตจับกุมดำเนินคดีในข้อหาต้มกลั่นสุราโดยไม่ได้รับอนุญาต ถูกนำตัวฟ้องศาลและถูกเปรียบเทียบปรับ ๕๐๐ บาท  ครั้งนั้นสื่อมวลชนทั้งหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์นำเสนอทั่วประเทศ  ในลักษณะของความไม่เป็นธรรมทำให้มีผู้เห็นใจการประกอบอาชีพของโกสิ่วมากขึ้น

“การปลูกสตรอเบอรี่ปลูกเป็นกลุ่มบ้าน ผลผลิตที่ขายไม่ได้  เช่นผลเล็กชาวบ้านมักมาขายให้ผม ผมนำมาเข้าตู้อบเป็นสตรอเบอรี่อบแห้ง และบางส่วนทำเป็นไวน์สมัยนั้นลูกค้ามักเป็นนักท่องเที่ยวแวะมาซื้อ ส่วนใหญ่มักจะมีคนมาสั่งจองไว้ก่อน แม้รายรับจะได้ไม่มากนักเพราะปลูกได้เพียงหน้าหนาวเท่านั้น  ผมนำรายได้จากการปลูกผักมาทดแทนได้  สมัยนั้นผมปลูกผักคื่นช่ายและแซเลอรี่  ขายได้ราคาดีมาก เดิมผักเหล่านี้ในเชียงใหม่ไม่มีใครปลูก  ต้องสั่งซื้อมาจากกรุงเทพฯ ต่อมาเมื่อผมปลูกได้ผลดีทำให้ขายได้ราคา เมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๕๒๖

“ผมนำสตรอเบอรี่แห้งไปถวายในหลวงที่เสด็จมาเยี่ยมกลุ่มเกษตรกรบ้านช่างเคี่ยน สมัยนั้นที่ตั้งของกลุ่มตั้งอยู่บ้านผู้ใหญ่บ้านชื่อ ผู้ใหญ่ปิ้น ชื่อจริง คือนายชาญ  อุ่นเรือน ผมนำไปถวาย สมัยนั้นในหลวงเสด็จเยี่ยมชมไร่สตรอเบอรี่ของเกษตรกรบ้านช่างเคี่ยนทุกปี”

ต่อมาเนื่องจากอายุมากขึ้น จึงได้หยุดงานในอาชีพเกษตรกร เมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๕

โกสิ่ว เล่าว่าสิ่งที่เป็นมงคลสูงสุดของชีวิต คือ การทำหนังสือกราบทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อขอรับพระราชทานชื่อและนามสกุล และต่อมาวันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๓๐  ได้รับหนังสือจากสำนักพระราชวัง  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อและนามสกุลให้ ข้อความว่า

ขอให้ชื่อและชื่อสกุล นายหยี่สิ่ว แซ่โก ตามที่ขอมานั้นว่า ชื่อ อุดมสิทธิ์

ชื่อสกุล  โกมลพงศ์ภักดี

ปัจจุบันที่ดินเนื้อที่ประมาณ ๗ ไร่ของโกสิ่ว มีมูลค่าในเชิงพาณิชย์มากและทราบว่ามีนักธุรกิจจากภาคใต้ซื้อที่ดินแปลงนี้ไว้เพื่อสร้างเป็นอพาร์ทเมนต์

  ที่บ้านช่างเคี่ยน  บริเวณถัดมาทางทิศตะวันตกของวัดช่างเคี่ยน  ส่วนหนึ่งของพื้นที่บ้านช่างเคี่ยนที่อยู่ติดถนนห้วยแก้วเนื้อที่ประมาณ ๒๐ ไร่  เดิมเป็นที่นาต่อมามีการเปลี่ยนกรรมสิทธิ์และสร้างเป็น “สวนเจ็ดริน”

สวนเจ็ดริน เป็นสถานเข้าเงียบของคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกคณะเยสุดิตสังกัดสังฆมณฑลเชียงใหม่  ภายในก่อสร้างอาคารสำนักงานและโบสถ์

สวนเจ็ดรินเริ่มเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๖  เมื่อคณะเยสุอิต ร่วมกับคณะซิสเตอร์อุร์สุลิน จากกรุงเทพฯ ขึ้นมาเชียงใหม่ และได้มาซื้อที่ดินแปลงนี้ไว้เริ่มก่อสร้างศูนย์นักศึกษาคาทอลิก  ต่อมาได้สร้างโบสถ์ในสวนเจ็ดรินแห่งนี้  อีกทั้งปัจจุบันเป็นศูนย์ฟื้นฟูจิตใจ  สถานที่จัดอบรมและสถานที่เข้าเงียบ

ฝั่งตรงกันข้ามสวนเจ็ดริน ในอดีตเคยเป็นสวนลำไยกว้าง เจ้าของเป็นชาวกรุงเทพฯ  ระยะหนึ่งมีมูลนิธิพัฒนาเด็ก มาขอเช่าพื้นที่และจัดกิจกรรมด้านการแข่งขันกีฬาฟุตบอล  ปัจจุบันมีการเปลี่ยนกรรมสิทธิ์และสร้างเป็นอาคารพาณิชย์ในชื่อว่า  “ปันนาดีเวลล็อปเม้นท์”

ปันนาดีเวลล็อปเม้นท์ ผู้บริหารหลัก คือ นายปิยะพงศ์  ศุภสิริสุข กรรมการผู้จัดการและนายชาญวิจักขณ์ แก้วประภา ผู้อำนวยการโครงการ บริษัทปันนา ดีเวลล็อปเม้นท์ จำกัด เป็นเพื่อนเล่นสมัยเรียนโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย หลังจากจบการศึกษามาแล้วได้ร่วมหุ้นทำธุรกิจร่วมกัน  เคยมีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่กรุงเทพฯและภาคใต้ โดยเน้นการทำคอนโดมิเนียม โรงแรมและบ้านจัดสรร

ที่เชียงใหม่เคยทำคอนโดมิเนียมในโครงการปันนาเรสซิเดนท์แอท นิมมาน เป็นผลงานชิ้นแรกที่ร่วมลงเงินร่วมกัน มูลค่าการลงทุนประมาณ ๘๐๐ ล้านบาท

ต่อมามีปันนาเรสซิเด้นท์ เฟสแรกมี ๗๕ ยูนิต เฟส ๒ มี ๗๘ ยูนิต เป็นอาคารชุดพักอาศัย ๘ ชั้นทั้งสองโครงการ ใช้เงินลงทุนประมาณ ๕๕๐ ล้านบาท  ทั้งสองเฟสอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ๖ ไร่ ๒ งาน ที่ถนนนิมมานเหมินท์  ต่อมาปี ๒๕๕๑ ทำเฟส ๓ ด้านหลังมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เนื้อที่ ๓ ไร่ มูลค่า ๓๐๐ ล้านบาท  นอกจากนี้มีปันนา เรสซิเดนซ์ โอเอซิส เป็นคอนโดมิเนียม เน้นการจัดสวนสีเขียว อาคารพักอาศัย ๒ อาคาร สูง ๘ ชั้น จำนวนห้องพักอาคารละ ๑๕๐ ห้อง เนื้อที่ ๒ ไร่

ถัดไปเป็นร้านอาหารโมซีโมแอลหุ้นส่วนใหญ่ คือ คุณโกวิท  สุขร่องช้าง ชาวอำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน มาเรียนหนังสือที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และไปจบด้านกฎหมายที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต่อมาได้ชวนเพื่อนที่เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เปิดร้านอาหารและเครื่องดื่มที่ซอย ๙ ถนนนิมมานเหมินท์ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๔๓ ปัจจุบันได้รับความนิยมมาก ชื่อว่า “ร้านมังกี้”  ต่อมาจึงเช่าที่ริมถนนห้วยแก้วสร้างร้านอาหาร ชื่อว่า “ร้านโมซีโมแอล” แห่งนี้

ถัดไปเป็นหมู่บ้านวิลล่าผาพิง ด้านหน้าติดถนนมีอาคารพาณิชย์ มีร้านอาหารที่มีชื่อเสียง คือ ร้านโบ๊ต

บริเวณนี้เคยเป็นบ้านและสวนของนางคำเมา  แมคฟีร์

นางคำเมาเป็นเจ้าของที่ดินหลายร้อยไร่ละแวกนี้  ส่วนหนึ่งถูกเวนคืนเป็นส่วนของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

นางคำเมา  แมคฟีร์ เป็นภรรยาของนายแมคฟีร์ ชาวอังกฤษมาทำงานเป็นผู้จัดการ บริษัทบอร์เนียวที่สัมปทานไม้สักในเขตภาคเหนือ.