หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านถนนห้วยแก้ว(๒๕)

ห้วยแก้ว 25ย่านถนนห้วยแก้ว(๒๕)

ก่อนถึงด้านหน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่  มีหมู่บ้านวิลลาผาพิง ด้านหน้าติดถนนสร้างเป็นอาคารพาณิชย์ มีร้านอาหารที่มีชื่อเสียง คือ “ร้านโบ๊ต”

บริเวณหมู่บ้านวิลลาผาพิงเลยไปถึงบริเวณสนามรักบี้ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่บางส่วนเคยเป็นบ้านและสวนของนางคำเมา  แมคฟีร์

นางคำเมาเป็นเจ้าของที่ดินหลายร้อยไร่ละแวกนี้  ส่วนหนึ่งถูกเวนคืนเป็นส่วนของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

นางคำเมา  แมคฟีร์ เป็นภรรยาของนายแมคฟีร์ ชาวอังกฤษมาทำงานเป็นผู้จัดการ บริษัทบอร์เนียวที่สัมปทานไม้สักในเขตภาคเหนือ  ในช่วงเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ นายแมคฟีร์ถูกทหารญี่ปุ่นจับกุมตัวไปกักขังที่กรุงเทพฯ หลังสงครามโลกแล้วได้รับการปล่อยตัวกลับมาอยู่กับครอบครัวที่เชียงใหม่และเสียชีวิตที่เชียงใหม่  ครอบครัวของนายแมคฟีร์อยู่ที่ถนนห้วยแก้ว ก่อนถึงมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปัจจุบัน คือ บริเวณร้านโบ๊ตและหมู่บ้านวิลล่าผาผิง (คุณบุญเสริม  สาตราภัย,สัมภาษณ์)

คุณบุญเสริม  สาตราภัย เล่าว่าเคยมาบ้านของนางคำเมา เป็นบ้านไม้หลังใหญ่สองชั้น บริเวณบ้านเป็นสวนลำไยกว้างขวาง ต่อมานายบุญอยู่ แต่งงานกับนางไวโอเลต แมคฟีร์ ไม่มีบุตรธิดา

นายแมคฟีร์และนางคำเมา มีบุตรหญิง คือ นางไวโอเลต บุตรชายคนหนึ่ง  ชื่อ แองกัส นางไวโอเลต แต่งงานกับนายบุญอยู่  โปษวัฒน์ เจ้าของร้านบุญอยู่พาณิชย์ที่ตลาดต้นลำไย ไม่มีบุตรธิดาด้วยกัน  ซึ่งนางไวโอเลตได้ครอบครองบ้านและที่ดินบริเวณนี้  นางไวโอเลตมีคนที่มาช่วยดูแลบ้าน ชื่อ คุณเรณู เป็นบุตรหญิงของเจ้าชมพู เคยอยู่แถวถนน  ห้วยแก้ว

ต่อมาครอบครัวนางไวโลเลตได้โยกย้ายมาอยู่ที่บ้านท่าลุก ตำบลสันผีเสื้อ เขตอำเภอเมืองเชียงใหม่ บ้านที่ถนนห้วยแก้วปล่อยทิ้งไว้ ต่อมาจึงขายเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ไป  เจ้าของกรรมสิทธิ์ใหม่สร้างเป็นหมู่บ้านผาพิงวิลล่า ด้านหน้าติดถนนห้วยแก้วสร้างเป็นตึกแถวหลายห้องขายเรื่อยไปจนติดสนามรักบี้ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ด้านหน้าติดถนนมีร้านอาหารที่มีชื่อเสียงมานานนับ ๓๐ ปี คือ “ร้านโบ๊ต”

เจ้าของเป็นชาวกรุงเทพฯ ชื่อ นายหาญ  เพ็ญภาคกุล เดิมเปิดร้านโบ๊ตที่พัทยา  ต่อมานายหาญ  มาเที่ยวเชียงใหม่และชอบอากาศที่เชียงใหม่ จึงได้ย้ายครอบครัวมาซื้อบ้านอยู่ที่หมู่บ้านวิลลาผาพิง และซื้ออาคารพาณิชย์ด้านหน้าหมู่บ้านเปิดร้านอาหาร ชื่อ ร้านโบ๊ตสาขาเชียงใหม่ เริ่มเมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๕

อาหารที่เป็นจุดเด่นและสร้างชื่อเสียงให้ร้านโบ๊ค คือ อาหารฝรั่งมื้อเช้า ฮอทด็อก แฮมเบอเกอร์ น้ำส้ม ไอศกรีมทอด ข้าวผัดอเมริกัน เป็นต้น

นอกจากนี้ส่วนสำคัญที่ทำให้ลูกค้าของร้านโบ๊ตยังหนาแน่นมาตลอด ๓๐ ปี คือ บรรยากาศของร้านที่ยังคงสภาพเหมือนเดิมทำให้ลูกค้ามีความรู้สึกที่อบอุ่น (คุณภัทรศักดิ์  เพ็ญภาคกุล,สัมภาษณ์)

ตรงข้ามร้านโบ๊ตเป็นหมู่บ้านรินทร์ ถัดไปเป็นมาลินอพาร์ทเมนท์และมาลินพลาซ่า เนื้อที่รวม ๑๙ ไร่

เจ้าของเป็นชาวขอนแก่น บริหารในนามของบริษัทแลนด์พลัส ในเครือของร้านโค้วยู่ฮะมอเตอร์ ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ยี่ห้ออีซูซุ ตระกูล คุวานันท์  ที่จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเริ่มต้นโดยนายวิญญู  คุวานันท์ หลังจากจบการศึกษาที่กรุงเทพฯ ก็ไปรับช่วงกิจการค้าสินค้าพื้นเมือง น้ำมันก๊าดและพืชไร่จากรุ่นพ่อแม่ที่จังหวัดขอนแก่น  ต่อมาแต่งงานกับนางมาลิน  คุวานันท์ เมื่อมีทุนมากขึ้นได้ลงทุนและเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ยี่ห้ออีซูซุที่จังหวัดขอนแก่น  หลังจากนั้นได้หันมาลงทุนด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และมาได้ซื้อที่ดินที่ถนนห้วยแก้วแปลงนี้ไว้เป็นกรรมสิทธิ์

เดิมบริเวณมาลินพลาซ่า เคยเป็นโรงแรมลิตเติลดัคและเปลี่ยนมาเป็นโรงแรมพรอวิเดนซ์  ต่อมาเปลี่ยนกรรมสิทธิ์เป็นของนายวิญญู  คุวานันท์โดยซื้อมาจากการครอบครองของธนาคารกรุงศรีอยุธยา หลังจากซื้อไว้แล้วในปี พ.ศ.๒๕๔๙ ได้ทุบโรงแรมและสร้างอพาร์ทเมนท์ในชื่อ “มาลินอพาร์ทเมนท์” รวม ๑๙๐ ห้อง  พื้นที่อีกส่วนหนึ่งสร้างอาคารพาณิชย์ให้เช่าและทำพลาซาเป็นล็อคให้เช่าในลักษณะตลาดนัด ปัจจุบันในช่วงตั้งแต่ค่ำถึงใกล้เที่ยงคืนมีนักศึกษาละแวกนั้นมาจับจ่ายซื้อของและทานอาหารกันจำนวนมาก

นายวิญญู และนางมาลิน  คุวานันท์ มีบุตรธิดารวม ๕ คน ปัจจุบันบริหารงานโดยรุ่นลูก คือ นายจิรวุฒิ  คุวานันท์ (นายบุณยฤทธิ์  เตชะพูลผล,สัมภาษณ์)

สถานที่สำคัญของถนนห้วยแก้ว คือ เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ประวัติของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่  ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีให้ก่อตั้งเป็นมหาวิทยาลัยส่วนภูมิภาคแห่งแรกของประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๓  และเปิดการสอนเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๗  แต่แนวความคิดเรื่องการขอจัดตั้งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๙๕ แล้ว โดยกลุ่มนักพัฒนาเชียงใหม่ในสมัยนั้น

การดำเนินการได้มีการตั้งคณะกรรมการสำรวจพื้นที่เพื่อตั้งมหาวิทยาลัย ได้ดำเนินการเมื่อ พ.ศ.๒๕๐๓  ได้พิจารณาพื้นที่รวม ๕ แห่ง คือ

๑.ที่ดินบริเวณหมู่บ้านตีนดอยสุเทพ ประมาณ ๓,๐๐๐ ไร่

๒.ที่ดินบริเวณหนองบัว อำเภอดอยสะเก็ด ประมาณ ๒,๐๐๐ ไร่

๓.ที่ดินด้านตะวันตกของวัดอุโมงค์ ประมาณ ๑,๐๐๐ ไร่

๔.ที่ดินด้านตะวันออกของวัดอุโมงค์ประมาณ ๑,๐๐๐ ไร่

๕.ที่ดินบริเวณหนองฮ่อ ประมาณ ๓,๐๐๐ ไร่

ในที่สุดคณะกรรมการตกลงเลือกบริเวณหมู่บ้านตีนดอยสุเทพ ซึ่งเป็นหมู่บ้านในเขตป่าเชิงดอยสุเทพ โดยมีเจ้าของที่ดินรายใหญ่ ๒ ราย คือ ที่ดินของนายกี-นางกิมฮ้อ  นิมมานเหมินท์ และที่ดินของนายบุญอยู่  โปษยะวัติ และรายย่อยๆ อีกประมาณ ๑๖๐ ไร่

(บทความเรื่อง กว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยเชียงใหม่,อาจารย์สมโชติ  อ๋องสกุล,นิตยสารพลเมืองเหนือ ๒๑-๒๗ ม.ค.๒๕๔๕)

ด้านงบประมาณการจัดซื้อที่ดิน เดิมมีงบประมาณซื้อไร่ละ ๘,๐๐๐ บาท  แต่มีคหบดีบางคนได้กว๊านซื้อที่ดินบริเวณใกล้เคียงไร่ละ ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ บาท  คณะกรรมการจึงต้องขออนุมัติงบประมาณเพิ่มเป็นไร่ละ ๑๐,๐๐๐ บาท  สามารถซื้อที่ดินเอกชนได้เนื้อที่ ๕๖๘ ไร่ เป็นเงิน ๖,๔๓๕,๐๐๐ บาท โดยซื้อที่ดินของนายกี-นางกิมฮ้อ  นิมมานเหมินท์ เนื้อที่ ๑๐๘ ไร่เศษ เป็นเงิน ๒ ล้านบาท และที่ดินของนายบุญอยู่ฯ เนื้อที่ประมาณ ๓๐๐ ไร่ เป็นเงิน ๓ ล้านบาทเศษ ส่วนที่ดินรายย่อยอีกประมาณ ๑๖๐ ไร่ ราคาไร่ละ ๘,๐๐๐ บาท

นอกจากนี้ทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่หาเพิ่มเติมจากนางกิมฮ้อ  นิมมานเหมินท์ บริจาค ๔ ไร่เศษ  ราษฎรสละสิทธิ์ ๖ ไร่เศษ และที่ดินสาธารณะในลำห้วยอีก ๔๙ ไร่ ๒ งานเศษ

บริเวณพื้นที่สร้างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีลำห้วย ๕ สายไหลจากดอยสุเทพผ่าน คือ ห้วยแก้ว ห้วยกู่ขาว ห้วยแม่ระงอง ห้วยธารชมภูและห้วยฝายหิน

ด้านงบประมาณ  ได้รับจากกระทรวงศึกษาธิการเป็นจำนวนเงิน ๒๐ ล้านบาทในขั้นเตรียมการ  และต่อมาเมื่อดำเนินการเปิดสอนแล้วทางสภาการศึกษาแห่งชาติได้จัดเงินสำหรับพัฒนาให้อีก ๑๕ ล้านบาท

การเปิดสอนเริ่มเมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๐๗  เริ่มเปิดสอนรวม ๓ คณะ นักศึกษารวม ๒๙๑ คน คือ คณะวิทยาศาสตร์  คณะมนุษยศาสตร์และคณะสังคมศาสตร์  ส่วนพิธีเปิดเป็นการทางมีขึ้นวันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๐๘ โดยได้กราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ  เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานเปิด

นอกจากนี้มีบันทึกของนายจรัส มหาวัจน์ รักษาการศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่ในขณะนั้น เกี่ยวกับการเลือกสถานที่เพื่อตั้งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

“…ฯพณฯ ม.ล.ปิ่น  มาลากุล รัฐมนตรีว่าการศึกษาธิการในขณะนั้นเริ่มเดินทางมาจังหวัดเชียงใหม่บ่อยครั้ง ขณะนั้นผู้เขียนเผอิญรับราชการอยู่ที่ศูนย์พัฒนาการศึกษาภาคศึกษา ๘ ซึ่งตั้งอยู่ ณ บ้านเวียงบัว (ปัจจุบันอยู่ข้างห้องสมุดประชาชน ถนนห้วยแก้ว) เป็นสถานที่ที่ ฯพณฯ ได้มานั่งทำงานและดำเนินการประชุมทั้งกลุ่มย่อยและการประชุมใหญ่เป็นประจำ  จึงมีโอกาสได้สังเกตการณ์ทั้งการเตรียมงานก่อตั้งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่  และทั้งปฏิกิริยาของบุคคลกลุ่มต่างๆ

“คณะผู้ติดตาม ฯพณฯ จากกรุงเทพฯ ในระยะแรกประกอบด้วย สถาปนิกทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ  และฝ่ายที่ทำหน้าที่เลขานุการด้วย  ล้วนแต่เป็นข้าราชการผู้ใหญ่มีประสบการณ์การทำงานในกระทรวงศึกษาธิการมาแล้วทั้งสิ้น”.

 พ.ต.อ.อนุ เนินหาด ผกก.สภ.ดอยหล่อ