หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านถนนห้วยแก้ว(๒๙)

ห้วยแก้ว 29ย่านถนนห้วยแก้ว(๒๙)

ระหว่างการก่อสร้างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ด้านการทำประปา มีเรื่องที่เกี่ยวกับผีเกิดขึ้นเรื่องหนึ่ง ผู้บันทึกเรื่องราวไว้ คือ รศ.ดร.สุพจน์  ตียาภรณ์ ขณะนั้นทำหน้าที่ดูแลเรื่องฝ่ายช่างทั้งหมดของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

อาจารย์สุพจน์  ตียาภรณ์ บันทึกไว้ใช้ชื่อเรื่องว่า เรื่อง ผี ผี ใน มช.(ตุลาคม ๒๕๕๑)

ส่วนหนึ่งเล่าว่าช่วงรีบเร่งทำงานเพื่อให้ทันเปิดการสอนในเดือนมิถุนายน ๒๕๐๗ ขณะนั้นอาจารย์สุพจน์ รับผิดชอบงานช่างทั้งหมดปัญหาเกิดที่งานการประปา ซึ่งใช้น้ำจากน้ำแม่ระงอง ไหลจากดอยสุเทพผ่านบริเวณสำนักหอสมุดกลางมาใช้ทำน้ำประปา เรื่องผีเกิดขึ้นที่บ้านพักของช่างประปา

เรื่อง “ผี” ที่ข้าพเจ้าประสบ

คืนนั้นในปีการศึกษา ๒๕๑๐  ดึกมากแล้ว  ผู้คนราว ๓๐ คน รวมทั้งคุณสุรัตน์ หัวหน้าหน่วยประปา  เจ้าของบ้าน นั่งแออัดกันอยู่ในบ้านไม้ขนาดกลางหลังเก่า  ที่ติดมากับการเวนคืนที่ดินในบริเวณที่ทำการประปา ซึ่งเป็นที่ผลิตน้ำแห่งแรกของ มช. ที่ส่งน้ำหล่อเลี้ยงทุกชีวิตของมหาวิทยาลัยฯ  ข้าพเจ้าก็ร่วมวงอยู่กับพวกเขาด้วย เพื่อแสดงความมีน้ำใจในฐานะ “หัวหน้า”  โดยเฉพาะในยามที่ทุกคนเหน็ดเหนื่อยและมีความทุกข์… ข้าพเจ้าสังเกตได้ว่าทุกคนนั่งนิ่ง เครียด ไม่พูดจา บางคนหน้าซีดบิดตัวไปมา  แล้วชวนเพื่อนไปห้องน้ำนอกเรือน  เสร็จธุระแล้วรีบกลับเข้ามา ลงนั่ง อาการเหมือนเดิม…ข้าพเจ้างุนงง…

เกิดอะไรขึ้นที่บ้านคุณสุรัตน์

นับเป็นวันที่ ๔ ของการค้นหาว่าน้ำประปาที่ผลิตออกไปเรื่อยๆ หายไปไหน  ทำไมไม่ไหลไปยังอาคารหรือสถานที่ใดๆ ใน มช.เลย  และแน่นอนบรรดาช่างประปาก็ต้องร้อนใจค้นหากันทุกหนแห่งจนทั่ว  ไม่พบจุดบกพร่อง  ท่อแตกไม่มี  ไม่พบร่องรอยน้ำไหลผิดปกติตามพื้นดิน พงหญ้า ตึกต่างๆ ตามซอกมุมใดๆ ก็ไม่พบ  คนงานทุกคนรวมทั้งคุณสุรัตน์ต่างเหน็ดเหนื่อยแต่ก็ไม่ย่อท้อ  คงพยายามต่อไปเช่นที่เคยทำมาเป็นประจำ  แต่ทว่าครั้งนี้ผิดไปจากทุกครั้งเพราะต้องทำงานกันอย่าง หามรุ่งหามค่ำ ทั้งกลางวันและกลางคืน

แต่…คืนนี้ไม่เหมือนคืนไหนๆ ขณะข้าพเจ้าคิดเวทนาลูกน้องอยู่ก็เกิดเสียงดัง “โครม” บนยอดหลังคา  ซึ่งมีลักษณะเป็นเพิงหมาแหงน  เหมือนมีก้อนวัตถุขนาดใหญ่ตกกระแทกอย่างแรง  แล้วกลิ้งต่อ ดัง ขลุก-ขลุก-ขลุกๆๆๆ  ไปสิ้นสุดตรงชายคา  แต่ไม่มีเสียงตกลงดินดัง ตุ๊บ เลย! หากวิ่งไปดูก็จะไม่เห็นสิ่งใด  ผู้คนนั่งหัวหดลงไปโดยมิได้นัดหมาย  ทิ้งระยะสักครู่ก็มีเสียงดังอีก แบบเดิม  ข้าพเจ้าจึงเข้าใจบรรยากาศแรกเห็นที่มาถึงห้องนั้นทันที  ข้าพเจ้าพยายามใช้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์วิเคราะห์ดู  แต่ก็หาคำตอบไม่ได้  อะไรกันหนอ? ไม่มีภาพ  ไม่มีคำอธิบาย มีแต่เสียงรบกวนหรือจะเรียกว่าหลอกหลอนก็คงได้  ดังซ้ำๆ กันเป็นระยะๆ ตั้งแต่ตี ๑ ถึงตี ๔

น่าเห็นใจลูกน้องจริงๆ กลางวันต้องทำงานหนัก  ค้นหาท่อแตก น้ำหาย  ผู้คนเดือดร้อน  ไม่มีน้ำใช้ทั่ว มช.  ต้นไม้ใบหญ้าอดน้ำตามๆ กัน  ส่วนกลางคืนยังผจญเหตุการณ์ปาฏิหาริย์ที่ไร้คำอธิบายเขย่าขวัญอีก  สุดจะบรรยายจริงๆ

วันที่ ของความพยายามแก้ปัญหา

รุ่งขึ้นจากเหตุการณ์อกสั่นขวัญแขวนของชาวประปาที่กล่าวถึงข้างต้น  คุณสุรัตน์ ทนไม่ไหว  พอถึงเวลาเลิกงานได้ชวนพรรคพวก ๒-๓ คน  ไปหาพระสังฆานุรักษ์กาวงษ์  เจ้าอาวาสวัดป่าดาราภิรมย์ขณะนั้น(ที่แม่ริม) เพื่อขอคำปรึกษา  ท่านบอกว่า “น้ำที่ไหลจากจุดท่อแตกจุดหนึ่งนั้นไม่ได้สูญหายไปไหน  เพียงแค่ไหลลงสู่ลำธาร  หรืออีกนัยหนึ่งก็คือจุดที่มันให้น้ำ”  และทุกคนก็มีความหวังขึ้นมาทันที

แต่เมื่อคุณสุรัตน์กับพวกกลับมาถึง มช.  ต่างก็สงสัยว่าตรงที่ใดกันเล่าที่พระท่านพูดถึง  จึงตกลงเริ่มค้นหากันใหม่อีกครั้ง  หาไปก็อ่อนใจ  เหนื่อยใจคล้ายเดิมอีก เพราะไม่พบเบาะแสเช่นเดิม  เหนื่อยทั้งตัวทั้งใจเพราะกรำงานมาหลายวันหลายคืน  ตบท้ายด้วยคืนสุดท้ายที่ยังขวัญผวาไม่หาย

สำหรับตัวข้าพเจ้าเองเมื่อย่างเข้าวันที่ ๕ ของการแก้ปัญหา  มีผู้ไปฟ้องผู้บริหารมหาวิทยาลัยฯว่า

“อาจารย์สุพจน์นี่ไม่ดี  ไปนิมนต์พระสงฆ์มาเข้ากลุ่มการค้นหาท่อแตก  คนงานไปทางไหนก็มีพระสงฆ์ตามติดไปด้วย”

ข้าพเจ้าตกใจมากเพราะไม่มีส่วนรู้เห็นในการนิมนต์พระรูปดังกล่าว  ครั้นเมื่อสอบถามก็ได้ความว่า  มีพระธุดงค์รูปหนึ่งชื่อ  พระสมพงษ์  มาปักกรดอยู่บริเวณสุสานจีนเชิงดอย    สุเทพ  มาช่วยค้นหา

วันที่ ของการค้นหา

คุณสุรัตน์ได้นำแผนที่แสดงการเดินท่อน้ำประปาของมหาวิทยาลัยฯ ที่กรมชลประทานทำทิ้งไว้ให้มาศึกษากันอย่างละเอียดอีกครั้ง  โดยเฉพาะตรงจุดใกล้ตึกวิทยาศาสตร์  คุณสุรัตน์ก็กระซิบบอกว่า

“ผมยอมรับว่าวันนี้มีผีหลอกที่บ้านอีก  หนักข้อมากยิ่งขึ้น”

ข้าพเจ้าเฉลียวใจตรงที่บ้านคุณสุรัตน์เป็นเรือนไม้เก่าแก่  ติดที่ดินที่เคยเวนคืน  แต่ไม่สามารถหาคำอธิบายเสียงวัตถุคล้ายลูกกลมๆ ตกกระแทกหลังคา  แล้วกลิ้งหลุนๆ กรุกๆๆๆ ไปหยุดแค่ชายคาโดยไม่ตกลงพื้นดินด้านล่าง  หลังคาไม่แตก และเกิดซ้ำมากขึ้นๆ  ข้าพเจ้าเห็นใจบรรดาลูกน้องที่ต้องทำงานขุดค้นหาท่อน้ำแตกกันจนมืดค่ำทุกวัน  ผลัดเวรกันไปกินข้าวเย็นแล้วทำงานต่อ  แต่วันนี้ข้าพเจ้ายอมรับว่าที่บ้านคุณสุรัตน์หนักหนาสาหัสจริงๆ  เสียงหลอกหลอนเกิดถี่ขึ้น

ตีหนึ่งสามสิบ  คุณสุรัตน์ทนไม่ไหว  ออกปากขอยืมรถยนต์ของข้าพเจ้าไปรับ “ท่านกาวงษ์” พระสงฆ์ที่วัดป่าดาราภิรมย์ที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้  ท่านเป็นพระผู้ใหญ่มีชื่อเสียง  ข้าพเจ้าจึงรับอาสาเป็นผู้ขับรถไปส่ง  ที่น่าสังเกตก็คือ พระสมพงษ์ พระธุดงค์ที่ติดตามคนงานอยู่หลายวันก็วิ่งตามขึ้นรถไปด้วยโดยไม่มีผู้ใดออกปากชวนขณะไปถึงวัด  พระสงฆ์ท่านจำวัดกันหมด  เมื่อพวกเราเคาะประตูเรียก  ท่านก็เปิดประตูออกมารับทั้งๆ ที่ยังงัวเงีย  คุณสุรัตน์เล่าความทุกข์ร้อนให้ฟังและขอความช่วยเหลือจากท่าน  ขอท่านเมตตาช่วยคนที่ทำงานหามรุ่งหามค่ำไม่ได้หลับนอนพักผ่อน  ขอท่านช่วยไล่ผีให้ด้วย

ท่านกาวงษ์ฯ ครองผ้าเรียบร้อย จัดย่าม ปิดประตูกุฏิ  รีบขึ้นรถมากับพวกเราทันที  ข้าพเจ้าขับรถอย่างเร็วถึงบ้านคุณสุรัตน์ตี ๒ พระท่านให้ทุกคนสงบนิ่ง  ส่วนตัวท่านเองนั่งบริกรรมห่างไปเล็กน้อย  ทันใดเสียงท้าทายเช่นเดิมก็ดังขึ้นอีก “ปัง-โครม” ขลุก-ขลุกๆๆๆ อย่างสนุกสนาน (สำหรับผี) หลายหนหลายครั้ง  ในที่สุดก็สำแดงความไม่พอใจออกมาด้วยเสียงโครม-ปัง ที่หน้าต่างมุ้งลวด  ผู้คนสะดุ้งสุดตัว  บ้างโดดเข้ากอดกันกลม  แต่แปลกที่สุดที่ไม่มีผู้ใดเห็นตัว  ทั้งมุ้งลวดก็ไม่สั่นไหว  ไม่มีร่องรอยแม้ฝุ่นที่ควรฟุ้งกระจายตามความแรงนั้น  เอ๊ะ! เกิดใกล้ตัวมากขึ้นแล้วสิ!  อะไรเล่าเป็นเหตุ? ไม่มีคำตอบเลยขณะนั้น !!  ทุกคนเงียบสนิท  มองหน้ากันเลิกลั่กๆ ด้วยความกวาดกลัวสุดขีด…

ท่านกาวงษ์นั่งบริกรรมได้พักใหญ่  เสียงต่างๆ เงียบหายไป  สักครู่ท่านลุกขึ้นแล้วบอกทุกคนก่อนจะลงบันไดไปว่า“ทุกคนกลับได้แล้ว”ข้าพเจ้าเป็นผู้ขับรถไปส่งท่านกาวงษ์ถึงวัดก็เป็นเวลาตีสี่พอดี  พอพวกเรากลับถึง มช. แล้วก็แยกย้ายกันกลับบ้านพักผ่อน  ไม่มีใครถามถึงเรื่องราวอะไรกันอีกเพราะเหนื่อยล้ากันเต็มที

วันที่ ของการค้นหา

ในวันรุ่งขึ้น คุณสุรัตน์ ได้นิมนต์ให้ท่านกาวงษ์มาช่วยชี้จุดรั่วของท่อน้ำ  ท่านก็ได้เมตตาให้ไปรับในตอนเย็นหลังเลิกงาน  คราวนี้มีคณะติดตามไปรับพระเต็มรถ  เหลือที่นั่งที่เดียวข้างคนขับ  พอถึง มช. ท่านไม่พูดไม่จา  เดินดุ่มๆ ไปทันที  มีคนงานเดินตามเป็นพรวน  พอถึงทิศตะวันออกของตึกวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นสนามหญ้า  ท่านก็หยุดบอกคุณสุรัตน์ให้ค้นหาภายในจุดที่อยู่ในรูปทรงกลมตรงที่ท่านยืนอยู่กับบริเวณใกล้เคียง  โดยชี้ไปรอบๆ จุดที่ท่านยืนและให้หาบริเวณนั้น  หลังจากนั้นท่านก็ขอกลับวัด  แต่คุณสุรัตน์ก็ยังงงๆ อยู่เหมือนเดิม

พอพวกเรากลับจากส่งท่านกลับวัดแล้ว  ปรากฏว่าในกลุ่มมีคุณประทีป  วรรณวิโรจน์ ช่างประจำแผนกออกแบบของมหาวิทยาลัย  ได้ถือเหล็กแหลมยาวประมาณเมตรเศษทิ่มแทงดินลงไปถึงข้างล่างคล้ายตรวจสอบ  ไม่กี่นาทีต่อมาปลายเหล็กแหลมของคุณประทีปก็ทะลุดินลงไปกระทบเหล็กเสียงดังกึกๆ คุณประทีปก็บอกคุณสุรัตน์ว่าให้ขุดจุดนี้  แต่คุณสุรัตน์ไม่แน่ใจก็ขอใช้เหล็กแหลมจิ้มดินลงไปทดสอบเองบ้าง  ก็รู้สึกว่าเหล็กแหลมกระทบเหล็กใต้ดินดังกึกๆ เหมือนกัน  เท่านั้นเองก็ระดมคนงานทั้งหมดช่วยกันขุดลงไปเกือบจะถึง ๑ เมตร  ก็พบท่อนเหล็กหรือท่อน้ำ เส้นผ่าศูนย์กลาง ๘ นิ้ว ตรงที่แยกกันเป็น ๓ ทาง  จึงทดสอบโดยปิดน้ำทางหนึ่งก่อนและปล่อยให้ไหลทีละทาง  ก็พบว่าท่อสายที่ส่งผ่านทางด้านข้างบ้านพัก ศจ.พันเอกพูนพล  อาสนจินดา  แตกตรงท่อ ๒ ระบบต่อกัน  คือ ท่อเหล็กต่อกับท่อซิเมนต์  ทุกคนเห็นคำตอบชัดเจนคือน้ำพุ่งกระฉูดขึ้นตรงนั้นเหมือนน้ำพุ  เสียงดังซู่  ทุกคนยิ้มออก  หายเหนื่อย  และน้ำก็มิได้หายไปไหน  ไหลลงรวมกับธารน้ำสายแม่ระงองนี่เอง  เหมือนดั่งคำของท่านกาวงษ์วันที่เราไปปรึกษาท่านครั้งแรก  ที่ท่านพูดว่า  “น้ำที่ไหลจากจุดท่อแตกนั้นไม่ได้สูญหายไปไหน  เพียงแต่ไหลลงสู่ลำธาร  จุดที่มันให้น้ำ  นั่นเอง”.(หนังสือที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพ รศ.ดร.สุพจน์  ตียาภรณ์,๒๕๕๔).

 

พ.ต.อ.อนุ เนินหาด ผกก.สภ.ดอยหล่อ