หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านถนนห้วยแก้ว(๓๐)

ห้วยแก้ว 30ย่านถนนห้วยแก้ว(๓๐)

.         ฝั่งตรงกันข้ามประตูทางเข้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่  เคยมีร้านอาหารไทยภาคกลางที่นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ยุคแรกรู้จักกันดี คือ “ร้านเจ๊ทิพย์”

เจ๊ทิพย์เมื่อเกือบ ๕๐ ปีก่อน ปัจจุบันคือ คุณป้าทิพย์  จำนงค์ภักดี อายุ ๗๖ ปี  เลิกกิจการร้านอาหารแล้วเนื่องจากอายุมาก ย้ายมาซื้อตึกแถวอยู่อาศัยถัดจากร้านอาหารเดิมไม่มากนัก

คุณป้าทิพย์  จำนงค์ภักดี เดิมเป็นชาวอำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร  โยกย้ายมาอยู่เมืองเชียงใหม่เมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๘  มาช่วยพี่สาวซึ่งมาอยู่ก่อนหน้านี้แล้วค้าขาย  โดยพี่สาวทำขนมไทยใส่ถาดขายจำพวกขนมทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง สลิ่ม สมัยนั้นเปิดร้านที่หน้าโรงหนังสุริวงศ์ ใกล้ประตูท่าแพ  ต่อมาคุณป้าทิพย์ ได้แยกออกมาเปิดร้านอาหารไทยที่ด้านหน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่

คุณป้าทิพย์  จำนงค์ภักดี เล่าบรรยากาศของหน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่เมื่อ ๕๐ ปีก่อนว่า

“มาเปิดร้านขาย ปี พ.ศ.๒๕๐๘  สมัยนั้นถนนห้วยแก้วยังเป็นถนนสองช่องทางแคบๆ มาเช่าที่ของคุณศรชัย  ภรรยาชื่อ บัวคำ  นามสกุลหากจำไม่ผิด คือ สุวรรณศิริ เขาเป็นเจ้าของที่ดินตรงข้ามประตูเข้า ม.ช. สมัยนั้นมีร้านค้าตั้งบ้างแล้ว ปลูกเป็นเพิงหมาแหงนแบบไม่ถาวร ร้านที่ป้ามาเริ่มตั้งมีเพิงอยู่แล้วเจ้าของเลิกขาย ขายข้าวราดแกงจานละ ๒ บาท ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นนักศึกษา  ขายแพงกว่านี้ก็ไม่มีคนกิน  ที่นิยมสั่งกินกันคือ ผัดไทย จานละ ๒ บาท หากใส่ใข่จานละ ๓ บาท  ลาดหน้าจานละ ๒ บาท  ขายตั้งแต่ ๔ โมงเย็นถึงตี ๒ ขายดีมาก  จำได้ว่ามีร้านขายอาหารหน้า ม.ช.ในช่วงที่ป้ามาอยู่ประมาณ ๕ ร้านเท่านั้น  แต่ก็มีการเปลี่ยนเจ้าของอยู่บ่อยๆ เพราะหากอาหารไม่อร่อยคนไม่ติดก็ต้องเลิกกิจการ

“ไปจ่ายตลาดต้องไปถึงตลาดต้นลำไย แถวนี้ไม่มีตลาด มักนั่งรถเมล์หรือไม่ก็รถสี่ล้อแดง  รถเมล์เหลืองสาย ๓ ออกจากอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัยไปลงหน้าโรงหนังศรีนครพิงค์ แล้วต้องเดินไปอีกหน่อย  ราคารถ ๕๐ สตางค์  แต่หากไปรถสี่ล้อแดงราคา ๑ บาท ส่งถึงตลาดต้นลำไยเลย  ขากลับมักนั่งรถสี่ล้อแดงมาราคา ๒ บาท  เงินที่นิยมใช้ คือ แบ๊งค์ ๑ บาท มักใส่ถุงปุ๋ยสีน้ำตาลรวมไว้ บางครั้งไม่มีเวลานับเวลาไปจ่ายของที่ตลาดก็นำถุงไปด้วย  ไปนับที่ตลาดจ่ายค่าหมู ค่าผัก  ที่ลำบากคือ ไม่มีน้ำประปาในระยะแรก ต้องขุดบ่อเองนำน้ำมาใช้

“อาหารขายไม่ดีอยู่ระยะหนึ่งในช่วงที่มีการขยายถนนห้วยแก้วและลาดยาง นักศึกษาไม่ออกมากิน  คงมีร้านของป้าอยู่ร้านเดียวที่เปิดขาย มีการสร้างถนนสูงกว่าร้าน  เราอยู่ด้านล่างต้องส่งอาหารไปให้กินบนถนน  ขยายถนนห้วยแก้วประมาณปี พ.ศ.๒๕๑๓

ย้อนไปทางต้นถนนห้วยแก้ว เคยมีร้านแกงร้อนบ้านสวนเช่าเปิดร้านอยู่ในสวนลำไย

“เมื่อสร้างถนนเสร็จ ต่อมาเจ้าของที่ดินสร้างตึกให้เช่า ประมาณปี พ.ศ.๒๕๑๓  ต้องจ่ายเงินเป็นค่าเซ้งในครั้งแรกห้องละ ๙๐,๐๐๐ บาท สมัยนั้นเป็นเงินที่สูง เมื่อเข้าอยู่แล้วจ่ายค่าเช่าอีกเดือนละ ๒๐๐ บาท ระยะเวลาเซ้ง ๑๕ ปี ร้านของป้าปัจจุบันคือ ร้านอีสานร้อยเปอร์เซ็นต์ ตึกแถวสร้าง ๑๐ กว่าห้องให้คนเช่า ย้อนไปทางด้านตะวันออกเคยมีโรงแรมลิตเติ้ลดัค เป็นโรงแรมไม่ใหญ่นัก ชั้นล่างมีร้านอาหารคนนิยมมากินกันที่นี่ ใกล้กันเป็นสวนลำไย  ส่วนก่อนถึงรั้วมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เคยเป็นสวนลำไยกว้าง ต่อมามีการเปลี่ยนเจ้าของและสร้างตึกแถวด้านหน้าขาย  ด้านหลังสร้างเป็นหมู่บ้านวิลลาผาผิง ร้านหนึ่งที่มาตั้งสมัยนั้นคือ ร้านโบ๊ต

“ต่อมาถัดจากร้านเดิมของป้าไปทางมหาวิทยาลัยเทคโนฯ คนกรุงเทพฯมาซื้อที่ดินแปลงนี้และสร้างตึกแถวขายเมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๒  ป้าซื้อไว้อยู่อาศัย ๑ ห้อง ราคาห้องละ ๔๐๐,๐๐๐ บาท เมื่ออายุมากเข้าก็เลิกทำร้านอาหารแล้วก็ออกมาอยู่ที่นี่”

          สอบถามศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ยุคแรกๆ มักรู้จักร้านป้าทิพย์

          ถัดไป เคยเป็นเมืองเก่า ชื่อ “เวียงเจ็ดลิน”

          เวียงเจ็ดลิน เป็นเวียง (เมือง) ขนาดเล็ก ตั้งอยู่บริเวณเชิงดอยสุเทพทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองเชียงใหม่เป็นเวียงที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์ล้านนา

คำว่าลินหมายถึงรางรินและ คำว่า”เจ็ดลิน”ก็หมายความถึงรางรินทั้งเจ็ดแต่จะหมายถึง มีรางรินอยู่ ๗ แห่ง หรือว่า มีรางรินอยู่ทั้งหมด ๗ ราง ก็จะต้องค้นหาหลักฐานกันต่อไป แต่บางตำราสันนิษฐานว่าในเวียงดังกล่าว มีแม่น้ำ หรือคลองส่งน้ำจำนวน ๗ สาย

          เวียงเจ็ดลินในปัจจุบันมีถนนห้วยแก้วตัดผ่าน และเป็นที่ตั้งของหน่วยงานราชการหลายแห่ง เช่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาภาคพายัพเชียงใหม่สวนสัตว์เชียงใหม่องค์การส่งเสริมการโคนมภาคเหนือ (อสค.) โรงงานผลิตนมของโครงการโคนมไทย–เดนมาร์ก สถานีตำรวจภูธรภูพิงคราชนิเวศน์ สวนรุกขชาติห้วยแก้ว ศูนย์ราชการกรมปศุสัตว์จังหวัดเชียงใหม่ ศูนย์จำหน่ายผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพ เป็นต้น

ลักษณะกายภาพเป็นที่ราบเชิงเขา มีพื้นที่สูงด้านตะวันตกและลาดเทมาทางตะวันออก พื้นที่ด้านตะวันตกสูงกว่าบริเวณอื่นมาก ทำให้ด้านนี้ไม่จำเป็นต้องมีคันดิน ส่วนด้านอื่น ๆ เป็นคันดินสองชั้น มีคูน้ำอยู่ระหว่างกลาง แต่ปัจจุบันบางแห่งถูกทำลายลง แต่คันดินที่สมบูรณ์จะอยู่บริเวณสวนรุกขชาติห้วยแก้ว ส่วนคันดินชั้นนอกถูกทำลายลงไปมากแต่ยังพอเห็นได้ในบางช่วง

รูปร่างของเวียงเจ็ดลิน เป็นรูปวงกลม มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ ๙๐๐ เมตร

                                                                                                                        สื่อมวลชนรายงานข่าวเกี่ยวกับการค้นพบ “เวียงเจ็ดลิน” เมื่อต้นปี ..๒๕๕๕ ส่วนหนึ่งว่า        พบกำแพงหิน เวียงเจ็ดลิน เมืองเก่าแก่ทางประวัติศาสตร์ นักวิชาการชี้มีอายุกว่าหมื่นปี เป็นบ้านพี่เมืองน้องเชียงใหม่

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ในหลายพื้นที่ ส่วนใหญ่มักจะพบเป็นหลักศิลาจารึก และข้าวของเครื่องใช้ในสมัยโบราณ ซึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ล่าสุดก็มีการค้นพบกำแพงหินโบราณของเมืองเก่าแก่ ที่มีอายุหินถึง ๑๐,๐๐๐  กว่าปี จากนักวิชาการที่เข้าไปสำรวจเพื่อที่ต้องการฟื้นฟูเมืองเก่าที่ชื่อว่า “เวียงเจ็ดลิน” ให้กลับมาเป็นที่รู้จักของคนปัจจุบัน

การเริ่มต้นของการค้นพบนั้นมาจากแผ่นจารึกดินเหนียวลัวะ เป็นอักษรรูปลิ่มโบราณ ที่มีการขุดค้นพบในปี พ.ศ.๒๔๗๗  ขณะที่มีการก่อสร้างทางขึ้นวัดพระธาตุดอยสุเทพ ต่อมาทางนักวิชาการได้ค้นคว้าถึงแหล่งที่มาของแผ่นศิลาจารึก และสิ่งของที่พบก็ทำให้รู้ว่าเมืองเชียงใหม่ได้มีเมืองพี่เมืองน้องอีกเมืองคือ “เวียงเจ็ดลิน” ที่มีประวัติอันยาวนาน

นายพูนทรัพย์ วงศาศุกลปักษ์ เลขานุการศูนย์มานุษยวิทยาชาติพันธุ์เวียงเจ็ดลิน เทศบาลตำบลช้างเผือก จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นนักวิชาการสำรวจและฟื้นฟูเวียงเจ็ดลิน ได้เปิดเผยว่า หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่พบนั้นเริ่มมาจากแผ่นดินเหนียวลัวะ ที่มีอักษรเป็นรูปลิ่ม หรือเป็นรูปคล้ายกับเครื่องหมาย “มากกว่า หรือน้อยกว่า” ทับซ้อนกันอยู่ ซึ่งหลักฐานชิ้นนี้ได้กลายมาเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงถึงความเป็นมาและการมีอยู่จริงของเวียงเจ็ดลิน โดยตามตำนานนั้นเวียงเจ็ดลิน เป็นเวียงโบราณทรงกลมแบบเรขาคณิต ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๙๕๐ เมตร ตั้งอยู่บริเวณเชิงดอยสุเทพ มีอายุประมาณ ๑,๕๐๐-๑,๖๐๐  ปี  สร้างก่อนเมืองหริภุญไชยและเมืองเชียงใหม่ โดยมี ขุนหลวงวิลังคะ หรือ “มะลังกะ” กษัตริย์ของชนเผ่าลัวะ เป็นผู้สร้าง และฤาษีดอยผาลาดชี้สถานที่ให้สร้างขึ้น

สำหรับ ขุนหลวงวิลังคะ เป็นกษัตริย์องค์ที่ ๑๓ ของ “ระมิงค์นคร” ในราชวงศ์กุนาระ เมื่อราวต้นพุทธศักราช ๑๒๐๐  ท่านทรงมีอิทธิฤทธิ์และฝีมือในการพุ่งเสน่า (หอก) จนเป็นที่เลื่องลือ ท่านได้ทรงครองราชย์ “ระมิงค์นคร” ในสมัยเดียวกันกับที่ พระนางจามเทวี ทรงครองราชย์ “นครหริภุญไชย” แต่ขุนหลวงวิลังคะได้สิ้นพระชนม์เมื่อ พ.ศ.๑๒๒๗  ณ ระมิงค์นคร รวมอายุได้ ๙๐ กว่าชันษา หลังมีการสู้รบกันระหว่างมอญกับลัวะ เพราะขุนหลวงวิลังคะ ต้องการที่จะเอาพระนางจามเทวีมาเป็นมเหสี แต่ไม่สำเร็จ เมื่อสู้รบแพ้ และถูกพระนางจามเทวีปฏิเสธจึงได้ตรอมใจเพราะไม่สมหวังในความรัก จากนั้นในปี พ.ศ.๒๔๕๙-๒๔๖๙  มีการใช้พื้นที่เวียงเจ็ดลินเป็นที่ตั้งของโรงเรียนมหาดเล็กหลวง เมื่อมีการย้ายไป ก็ทำให้บริเวณเวียงเจ็ดลินร้าง และมาเป็นที่ราชพัสดุ ให้ส่วนราชการต่าง ๆ ในจังหวัดเชียงใหม่มาใช้พื้นที่จนถึงปัจจุบัน แต่ก็ยังคงปรากฏร่องรอยของกำแพงและคูน้ำที่ชัดเจน

นายพูนทรัพย์ กล่าวต่อไปอีกว่า หลังขุดพบศิลาจารึกและมีการทราบประวัติของเวียงเจ็ดลิน ทางกลุ่มนักวิชาการจึงได้ร่วมกับทางเทศบาลตำบลช้างเผือก มีการออกสำรวจเพิ่มเติมถึงข้อมูลต่าง ๆ เพื่อจะได้ฟื้นฟูให้เป็นเมืองที่กลับมาเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปและกลุ่มนักท่องเที่ยวอีกครั้ง กระทั่งในปี พ.ศ.๒๕๔๓  ได้มีการใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ตรวจสอบแผ่นดินเหนียวจารึกดังกล่าว ก็พบว่าอยู่ ในช่วงอายุ ๘,๐๐๐ – ๑๕,๐๐๐  ปี ซึ่งเชื่อว่าคนสมัยโบราณมีการนำหินภูเขา ที่มีอายุเก่าแก่มาก่อสร้างเป็นแนวกำแพงเวียงเจ็ดลินเป็นแนวกำแพงเก่าแก่  ที่ถือเป็นยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่ยังไม่เคยพบที่ไหนมาก่อน และยังเป็นเวียงทรงกลมแห่งเดียวของประเทศ แล้วเป็นหนึ่งในไม่กี่แห่งของโลก ซึ่งค้นพบบริเวณด้านบนน้ำตกห้วยแก้วติดกับน้ำตกวังบัวบานทางขึ้นวัดพระธาตุดอยสุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่(นสพ.เดลินิวส์,๑๕ มี.ค.๒๕๕๕).

 

พ.ต.อ.อนุ เนินหาด ผกก.สภ.ดอยหล่อ