หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านถนนห้วยแก้ว(๓)

Author by 24/01/14No Comments »

ด้านหลังห้างสรรพสินค้ากาดสวนแก้ว มีบ้านดั้งเดิมของคุณสิน  สมบูรณ์ ปัจจุบันอายุ ๙๐ปี เคยเป็นโยธาจังหวัดเชียงใหม่ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับที่ดินที่สร้างบ้านและบริเวณใกล้เคียงว่าเคยเป็นที่ดินของหลวงศรีประกาศ อดีตนายกเทศมนตรีเทศบาลนครเชียงใหม่ เนื้อที่รวม ๘ ไร่ ต่อมามีการแบ่งเป็น ๘ แปลงขาย ซึ่งคุณสิน ได้ซื้อไว้ ๑ แปลง

คุณสิน  สมบูรณ์ ให้ข้อมูลว่า    “บ้านที่อยู่นี้ บริเวณนี้เดิมเป็นสวนเจ๊กปลูกผัก เลี้ยงหมู มาเช่าที่ของเจ้าของ  เจ้าของคือ หลวงศรีประกาศ ขณะนั้นเป็นนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ คุ้นเคยกับผมดี เพราะว่าเมื่อย้ายมาประจำที่เชียงใหม่ ผมพาครอบครัวพักชั่วคราวที่โรงแรมศรีประกาศของหลวงศรีประกาศ  ที่ถนนเชียงใหม่-ลำพูน เมื่อคุ้นเคยกันแกก็บอกว่าที่บริเวณนี้มี ๘ ไร่ อยากขาย ขอให้ผมหาพรรคพวกช่วยขายให้ สมัยนั้นดูแล้วราคาค่อนข้างแพง  ผมจึงแนะนำว่าคุณหลวงควรแบ่งเป็นแปลงๆ จะขายได้เร็วกว่า  หลวงศรีประกาศจึงแบ่งที่ดินเป็น ๘ แปลงๆละ ๑ ไร่ ขายราคาแปลงละ ๑๐,๐๐๐ บาท สมัยนั้นก็ถือว่าราคาสูง คือประมาณปี พ.ศ.๒๔๙๐ ผมหาพรรคพวกมาช่วยซื้อเกือบหมด  ส่วนผมยังไม่ได้ซื้อเพราะไม่มีเงินหลวงศรีประกาศคงเห็นใจบอกให้ผมซื้อไว้ ๑ แปลง ราคา ๑๐,๐๐๐ บาท บอกว่าค่อยๆ ผ่อนส่งให้  มีเงินก็ผ่อนให้ สมัยนั้นทองคำบาทละแค่ ๒๐ บาท

“แปลงที่ผมซื้อไว้อยู่ริมด้านทิศตะวันตก(เฉียงเหนือ) ติดที่ของเจ้าพงษ์อินทร์  ณ เชียงใหม่  ซึ่งมักเรียกใช้ผมเสมอ เวลาจะไปตรวจสวนตรวจนามักเรียกให้ผมช่วยขับรถให้ แนวที่ดินไม่ได้เป็นเส้นตรง บางส่วนเว้าเข้าไปที่ของเจ้าพงษ์อินทร์  บางส่วนที่ของเจ้าพงษ์อินทร์เว้าเข้ามาเจ้าพงษ์อินทร์บอกขายที่ในส่วนที่เว้าเข้ามาให้ผม  ผมซื้อและผ่อนส่งให้  ต่อมาผมเห็นว่าหากทำที่ดินเป็นเส้นตรงจะสะดวกจึงทำถนนซอยจากถนนจากถนนบุญเรืองฤทธิ์เข้ามาและมอบให้เทศบาลนครเชียงใหม่  ปัจจุบันคือ ถนนข้างโรงพยาบาลเชียงใหม่-ราม  หลังจากซื้อแล้วผมมาสร้างบ้านเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๔ และอยู่อาศัยกับครอบครัวเรื่อยมา

“ต่อมาที่ของเจ้าพงษ์อินทร์ด้านที่ติดกับที่ของหลวงศรีประกาศ ได้ขายให้เจ้าของบริษัทนิยมพานิช เนื้อที่ประมาณ ๔ ไร่

“ส่วนที่ดินบริเวณโรงพยาบาลเชียงใหม่-รามและโรงแรมศรีโตเกียวเป็นที่ดินของเจ้าของเป็นคริสเตียน นับถือศาสนาคริสต์  ผมจำชื่อไม่ได้แล้ว

“บ้านเดิมๆ ละแวกนี้มีบ้านของคุณสวรรค์  อุณจักร อยู่ข้างโรงพยาบาลเชียงใหม่-รามในปัจจุบัน ใกล้ๆกัน มีบ้านของอึ้ม ทำผักดอง ส่วนบริเวณกาดสวนแก้วเดิมเป็นป่ามีต้นฉำฉาใหญ่ขึ้นครึ้ม ตรงมุมถนนห้วยแก้วเคยมีไนต์คลับชื่อ รินแก้ว ตั้งอยู่

“ถนนสายห้วยแก้วสมัยก่อนเป็นถนนแคบเป็นถนนสองช่องทาง  ต่อมาหลังจากมีการสร้างพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์แล้ว ทางเทศบาลนครเชียงใหม่ทำการขยายถนนเป็นสี่ช่องทาง โดยขอที่ดินสองด้านจากเจ้าของที่ดิน  (บางรายอาจเวนคืนโดยจ่ายค่าชดเชย) สมัยนั้นเจ้าของที่ดินมีไม่กี่เจ้าของเมื่อเห็นถึงความเจริญของบ้านเมืองก็ยกให้ทางราชการ  ทำการขยายถนนห้วยแก้ว”

ด้านครอบครัวนายสิน  สมบูรณ์แต่งงานกับนางอำนวย สมบูรณ์ บุตรธิดา ๔ คน คือ

๑.ทพ.จิระวรรณ  ธรรมพิพิธ               ๒.นางอัญชลี  เสนีวงศ์  ณ อยุธยา

๓.ทพ.พรพิมล  ชีวะประเสริฐ             ๔.นายพินพง  สมบูรณ์ ทำงานอยู่ประเทศสหรัฐอเมริกา

บริเวณด้านหลังโรงพยาบาลเชียงใหม่-ราม เป็นวัดร้าง ชื่อ วัดอุ้มโอ

โดยเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนแจ่งหัวลินซึ่งเป็นพื้นที่ธรณีสงฆ์ มีชาวบ้านมาเช่าปลูกบ้านอยู่อาศัยประมาณ ๑๐ ครอบครัวเศษ  ในอดีตเคยเป็นพื้นที่วัดและต่อมาเป็นวัดร้าง โดยปรากฏเจดีย์เก่ายังคงอยู่ ตามประวัติระบุว่าเคยเป็นวัดชื่อ วัดอุ้มโอ(โอในความหมายนี้หมายถึงอุ้มบาตร) โดยเรียกชื่อวัดตามที่มีพระพุทธรูปอุ้มโอประดับอยู่ที่องค์เจดีย์ทั้ง ๔ ด้าน โดยโบราณสถานแห่งนี้ประกอบด้วยเจดีย์ และวิหาร เจดีย์มีลักษณะเป็นเรือนสี่เหลี่ยม ทั้งนี้คนที่เคยมาอยู่ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๑๗ เล่าว่าบริเวณนี้เดิมเป็นป่าไผ่ ปรากฏมีฐานเจดีย์ร้างอยู่ ๓ แห่ง  ต่อมามีผู้เข้ามาจับจองและได้เป็นกรรมสิทธิ์

อาจสันนิษฐานได้ว่า บริเวณคูเมืองด้านนอกริมถนนบุญเรืองฤทธิ์ อาจเป็นพื้นที่วัดเดิมเป็นส่วนใหญ่ หากเริ่มจากด้านถัดจากโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่เป็นวัดปันเส่า ปัจจุบันมีการฟื้นวัดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง  ถัดมาบริเวณด้านหลังโรงพยาบาลเชียงใหม่-ราม ก็เคยเป็นวัดเก่าและต่อมากลายเป็นวัดร้างในที่สุดคือ วัดอุ้มโอ แห่งนี้

ละแวกต้นถนนห้วยแก้ว ในอดีตเป็นย่านปลูกผักของคนจีน

ตระกูลหนึ่งที่รุ่นพ่อเคยยึดอาชีพปลูกผักขายและได้เริ่มต้นสร้างฐานะจนมั่นคงในรุ่นลูก คือ ตระกูล “แซ่เฮง”

เริ่มจากนายเท้งจุ่น  แซ่เฮง อพยพมาจากประเทศจีนมาทำงานเป็นเสมียนอยู่ที่ร้านค้าย่านมหานาค ที่กรุงเทพฯ  ต่อมาได้รู้จักกับเจ้าพงษ์อินทร์  ณ เชียงใหม่ และได้รับการชักชวนจากเจ้าพงษ์อินทร์ ให้มาสร้างฐานะที่เมืองเชียงใหม่ จึงได้เดินทางมาพักอาศัยและทำกินอยู่ในที่ดินของเจ้าพงษ์อินทร์ ที่ถนนห้วยแก้ว โดยเจ้าพงษ์อินทร์ ไม่คิดค่าเช่า ขณะนั้นเจ้าพงษ์อินทร์ พักอาศัยอยู่ที่คุ้มรินแก้ว ปัจจุบันคือ บริเวณห้วยแก้วเรสซิเดนซ์

นายเท้งจุ่น ได้รับอนุญาตจากเจ้าพงษ์อินทร์  ณ เชียงใหม่ ให้ปลูกผักนานาชนิดในที่ดินปัจจุบันคือ บริเวณโรงแรมปางสวนแก้ว  ต่อมาได้พาภรรยาจากประเทศจีน คือ นางเป๊กเลียบ  แซ่เฮ้า ย้ายมาอยู่ด้วยและร่วมกันปลูกผักขายสร้างฐานะเรื่อยมา  เมื่อพอมีเงินนายเท้งจุ่น ได้ซื้อที่ดินบางส่วนไว้เป็นกรรมสิทธิ์และตกสู่รุ่นลูก  ปัจจุบันรุ่นลูกพักอาศัยอยู่ด้านข้างโรงพยาบาลเชียงใหม่ รามและมีกิจการหอพักให้เช่า

นายเท้งจุ่น  แซ่เฮง และนางเป๊กเลียบ  แซ่เฮ้า มีบุตรธิดารวม ๖ คน คือ

๑.น.ส.กิมอี่                                            ๒.น.ส.อรุณี  แซ่เฮง

๓.นายประเสริฐ  แซ่เฮง ร้านสหอะไหล่       ๔.นายประสิทธิ์  แซ่เฮง ร้านรวมอะไหล่

๕.นางภาวิณี  มีเงินทอง                           ๖.นายประสาร  แซ่เฮง

นายประสิทธิ์   แซ่เฮง ปัจจุบันอายุ  ๖๓ ปี เป็นเจ้าของร้านรวมอะไหล่ ที่ย่านสันป่าข่อย ถนนเจริญเมือง ให้ข้อมูลว่า

“ครอบครัวผมเป็นหนี้บุญคุณเจ้าพงษ์อินทร์  และครอบครัวมาก  เราตั้งหลักสร้างฐานะได้เพราะครอบครัวของเจ้าพงษ์อินทร์  ให้พ่อผมอยู่อาศัยและทำกินโดยไม่เคยคิดค่าเช่า พ่อผมมาปลูกผักขายและสร้างบ้านอยู่กับครอบครัว สมัยนั้นมุงด้วยตองตึง เริ่มสร้างฐานะใหม่ๆ วัยเด็กผมเข้าเรียนที่โรงเรียนซินเซิง หลังที่ทำการเทศบาลนครเชียงใหม่ เดินไปเรียน ได้เงินไปวันละสลึงเดียว แต่ผมมักเก็บสะสมไว้  อาศัยกินกับเพื่อนที่สนิท หลังจากนั้นเข้าเรียนต่อโรงเรียนศิริมังคลานุสรณ์ จนจบชั้น ม.ศ.๓ ก็ออกมาช่วยครอบครัว

“พ่อผมเสียชีวิตเร็ว ผมอายุ ๔ ขวบ พ่อตายแล้ว(ปี พ.ศ.๒๔๙๗) อายุ ๔๐ ปีเศษเท่านั้น พ่อชอบดื่มเหล้า สมัยนั้นมักมีคนจีนที่อพยพมาอยู่เชียงใหม่ใหม่ๆ มักมาพักอยู่ที่บ้านผม พ่อมักต้อนรับก่อนที่จะแนะนำไปทำงานที่อื่น  หลังจากพ่อตายแล้วแม่ต้องรับผิดชอบงานปลูกผักต่อ  แม่จ้างคนงานประมาณ ๑๐ คนมาช่วย  สมัยนั้นครอบครัวคนจีนที่ปลูกผักใกล้กันที่จำได้ คือ แป๊ะซ้ง, เจ๊กบั้กท้ง  ภายหลังเมื่อผักโตใกล้เก็บขายได้แล้ว  กลางคืนมีคนมาลักผักไปหมด ทำให้แม่ต้องเลิกปลูกผัก เปลี่ยนเป็นทำกับข้าวไปขายที่โรงพยาบาลสวนดอก ขณะนั้นเริ่มพัฒนาใหม่ๆ ภายหลังเปลี่ยนอาชีพไปขายของชำที่ตลาดวโรรส

“ต่อมาแม่ได้ซื้อที่ดินข้างโรงพยาบาลเชียงใหม่ ราม เนื้อที่ ๔ ไร่เศษ ปลูกบ้านอยู่อาศัย แยกออกมาจากที่ดินของเจ้าพงษ์อินทร์

“สมัยเด็กผมวิ่งเล่นอยู่ในคุ้มรินแก้ว ของเจ้าพงษ์อินทร์ จึงคุ้นเคยกับครอบครัวเจ้าพงษ์อินทร์  มักมุดรั้วลวดหนามเข้าไปเก็บฝรั่งกิน ในบริเวณคุ้มมีต้นฝรั่งอยู่หลายต้น  ต่อมาผมเริ่มต้นค้าขายอะไหล่รถยนต์ มาขอเช่าตึกแถวที่ย่านสันป่าข่อยของเจ้าพงษ์อินทร์  เจ้าพงษ์อินทร์ให้ค้างค่าเช่าได้และยังให้ผมหยิบยืมเงินเพื่อซื้อสินค้ามาลงทุนอีกส่วนหนึ่งด้วย เป็นบุญคุณที่ผมและครอบครัวไม่เคยลืม”

นอกจากนี้นายเท้งจุ่น มีภรรยาคนที่สอง คือ นางทิพย์  อายูร บุตรธิดา ๕ คน

ด้านฝั่งตรงข้ามบ้านของตระกูล “คองประเสริฐ” ปัจจุบันเป็นบริเวณห้องสมุดประชาชนและสำนักงานศึกษาธิการภาค ๑ รวมทั้งบริเวณบ้านพักของกระทรวงการคลัง เคยเป็นบ้านของพันโท พระอาสาสงคราม(ต๋อยหัสดิเสวี)

สภาพเดิมเป็นท้องนา  เจ้าของที่ดิน คือ พระอาสาสงคราม  ว่าจ้างคนงานถมแปลงจากคันนาผ่านบริเวณหน้าวัดสันติธรรม  เปลี่ยนเป็นถนนไปถึงแยกหน้าสุสานสันติธรรม  จึงเรียกถนนเพื่อเป็นเกียรติแก่เจ้าของที่ดินและผู้สร้างถนนสายนี้ว่า “ถนนหัสดิเสวี”ซึ่งเป็นนามสกุลของพระอาสาสงคราม ซึ่งถือว่าเป็นผู้บุกเบิกคนหนึ่งของย่านสันติธรรม

***ภาพ วัดร้างที่ยังปรากฏฐานเจดีย์เก่าที่ด้านหลังโรงพยาบาลเชียงใหม่ ราม ชื่อว่า วัดอุ้มโอ

พ.ต.อ.อนุ  เนินหาด ผกก.สภ.แม่แจ่ม