หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านถนนห้วยแก้ว(๔)

Author by 24/01/14No Comments »

ต้นถนนห้วยแก้ว บริเวณห้องสมุดประชาชนและสำนักงานศึกษาธิการภาค ๑ รวมทั้งบริเวณบ้านพักของกระทรวงการคลัง เคยเป็นบ้านของพันโท พระอาสาสงคราม(ต๋อยหัสดิเสวี)

สภาพเดิมเป็นท้องนา  เจ้าของที่ดิน คือ พระอาสาสงคราม  ว่าจ้างคนงานถมแปลงจากคันนาผ่านบริเวณหน้าวัดสันติธรรม  เปลี่ยนเป็นถนนไปถึงแยกหน้าสุสานสันติธรรม  จึงเรียกถนนเพื่อเป็นเกียรติแก่เจ้าของที่ดินและผู้สร้างถนนสายนี้ว่า “ถนนหัสดิเสวี”ซึ่งเป็นนามสกุลของพระอาสาสงคราม ซึ่งถือว่าเป็นผู้บุกเบิกคนหนึ่งของย่านสันติธรรม

พันโท พระอาสาสงคราม เดิมชื่อ “ต๋อยหัสดิเสวี”  เป็นชาวกรุงเทพฯ บิดาชื่อ พระยาชนินทรภักดี  พระอาสาสงครามเคยรับราชการเป็นทหาร เป็นทหารที่อาสาไปรบที่ประเทศเยอรมัน และประเทศฝรั่งเศสในสงครามโลกครั้งที่  ๑  กลับมาได้รับยศพันโท  ครอบครัวฐานะดี เมื่อลาออกจากราชการรับบำนาญได้พาครอบครัวมาอยู่ที่เชียงใหม่  ประมาณพ.ศ.๒๔๘๐  ขณะนั้นอายุประมาณ ๔๐ ปีเศษ

ครอบครัว คือภรรยา ชื่อคุณพื้น  อาสาสงคราม และบุตรสาว  ๑  คน ชื่อ  เพลิน  อาสาสงคราม(เสียชีวิตเมื่ออายุ ๑๘ ปี จากโรคไทฟอยที่เชียงใหม่)  ต่อมารับหลาน ชื่อ คุณพิมพ์พงษ์คงภิชญานันท์  มาเลี้ยงดู  พระอาสาสงครามนี้ ได้รับตำแหน่งเป็นองครักษ์พิเศษ  เช่นเดียวกับเจ้าราชบุตร(วงษตะวัน  ณ เชียงใหม่)และสนิทสนมคุ้นเคยกัน   พระอาสาฯได้มาซื้อที่ดินที่เป็นป่าละเมาะและทุ่งนาบริเวณแจ่งหัวรินด้านทิศเหนือ  ตั้งแต่บริเวณห้องสมุดประชาชนเรื่อยไปส่วนถัดไปเป็นที่ของเจ้าคุณไชยยศสมบัติที่ซื้อไว้ส่วนหนึ่ง สมัยนั้นที่ดินบริเวณนี้ไร่ละประมาณ ๓๐๐ บาท   เมื่อซื้อที่ได้ปลูกบ้านตึกอยู่อาศัย ต่อมาเมื่ออายุมากขึ้น ได้บริจาคและขายที่ดินให้ทางราชการในราคาถูก ปัจจุบันคือ บริเวณสำนักงานศึกษาธิการภาค ๑ และบริเวณห้องสมุดประชาชน

พระอาสาฯมาอยู่เชียงใหม่ประกอบอาชีพรับเหมาก่อสร้าง  ว่ากันว่าศาลากลางจังหวัดลำพูน ก็เป็นฝีมือการสร้างของพระอาสาสงคราม  ส่วนภรรยาทำหน้าที่ทอและย้อมผ้าไหมร่วมกับเจ้าพงศ์แก้ว  ณ ลำพูน  พระอาสาสงคราม เสียชีวิตเมื่ออายุ ๖๐ ปี ปี พ.ศ.๒๔๙๘  ด้วยโรคมะเร็ง หลังจากนั้นคุณพื้น  อาสาสงคราม ภรรยาขายที่ดินทั้งหมดและย้ายไปอยู่กรุงเทพฯ(คุณพิมพ์พงษ์คงพิชญานนท์,สัมภาษณ์)

จากประวัติการสร้างวัดสันติธรรมเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๒ จึงทราบว่าพื้นที่ดินเดิมของพระอาสาสงครามนั้น กว้างไปถึงพื้นที่วัดสันติธรรมด้วย และส่วนหนึ่งได้แบ่งขายในราคาถูกรวม ๘ ไร่เศษเพื่อสร้างวัดสันติธรรม

ข้อมูลส่วนหนึ่งของประวัติการสร้างวัดสันติธรรมระบุว่า    “…หลวงปู่สิม อยู่จำพรรษาที่ตึกของแม่เลี้ยงดอกจันทร์ได้ ๒ พรรษา คือปี พ.ศ. ๒๔๘๙ – ๒๔๙๐ แม่เลี้ยงดอกจันทร์และลูกหลานจะต้องการใช้บ้าน คือจะกลับมาอยู่ หลวงปู่และคณะศิษย์จึงจำเป็นจะต้องหาที่อยู่ใหม่ วันหนึ่ง หลวงปู่สิมปรารภในระหว่างเทศน์ว่า นกมันยังทำรังอยู่ได้ คณะศรัทธาจะสร้างวัดอยู่สักวัดหนึ่งไม่ได้หรือ ?

“คุณนิ่มนวล บอกว่า เมื่อได้ฟังคำพูดของหลวงปู่สิม ประโยคนั้นแล้ว ทำให้คิด กลับมาบ้านแล้วก็ยังเก็บมาคิด ยิ่งคิดก็ยิ่งเพิ่มแรงศรัทธา อยากจะได้ที่สร้างวัด รุ่งขึ้นรับประทานอาหารเช้าแล้ว บังเอิญ มีผู้นำเงินค่าแหวนมาให้จำนวน ๑,๐๐๐ บาท จึงตกลงใจว่าจะบริจาคเงินจำนวนนี้เป็นค่าที่ดินสร้างวัด

ขณะนั้น คิดอยากจะพบกับพ่อน้อยเงิน พรหมโย และบังเอิญพ่อน้อยเงินก็มาหา จึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้พ่อน้อยเงินฟัง พ่อน้อยเงินเห็นดีเห็นชอบด้วยทุกอย่าง พร้อมรับอาสาว่า จะพยายามหาที่ให้ได้ เจ๊หมา เมื่อทราบเรื่องการหาที่ดินจะสร้างวัด ก็ได้แสดงความจำนงบริจาคทรัพย์ร่วมอีก ๑,๐๐๐ บาท ในวันต่อมา

พ่อน้อยเงิน และนายฮั้งยิ้น (สามีเจ๊หมา) จึงพากันไปหาซื้อที่ดิน ชั่วเวลาไม่กี่วันก็ไปได้ที่ดินของ

คุณพระอาสาสงคราม คุณพระท่านทราบว่าอยากจะได้ที่ดินสร้างวัดท่านก็ยินดีขายให้ในราคาถูก

เนื้อที่ที่ตกลงซื้อขายกันครั้งแรกเป็นที่ ๕ ไร่ คิดราคาไร่ละ ๙๐๐ บาท ต่อมาได้ขอซื้อเพิ่มเติมอีก ๓ ไร่ ๓ งาน คิดเป็นราคาทั้งหมด ๗,๕๖๘ บาท รายนามผู้มีจิตศรัทธาซื้อที่ดินมีดังนี้

(๑) นางสาวนิ่มคิ้ม แซ่เฮ้ง บริจาค ๑,๙๗๐ บาท

(๒) นายฮั้งยิ้น แม่หมา และบุตรธิดา บริจาค ๑,๙๗๐ บาท

(๓) นางสาวทองหล่อ ขาวประไพ บริจาค ๑,๐๐๐ บาท

(๔) เจ้าผัวผัด ณ เชียงใหม่ บริจาค ๑,๐๐๐ บาท

บริจาคครั้งที่ ๒ มีดังนี้

(๑) นายฮั้งยิ้น แม่หมา บริจาค ๓๒๘ บาท(๒) นางสาวนิ่มคิ้ม แซ่เฮ้ง บริจาค ๑,๐๐๐ บาท

(๓) แม่บุญทอง ตุงคมณี บริจาค ๒๐๐ บาท (๔) แม่แก้วลูน สุวรรณยืน บริจาค ๑๐๐ บาท

“คุณพระอาสาสงคราม นอกจากท่านจะยินดีขายที่ดินให้แล้ว ท่านยังให้การสนับสนุนช่วยเหลือ ทั้งกำลังกาย กำลังทรัพย์ ท่านบริจาคทรัพย์สร้างกุฏิ บ่อน้ำ และส้วม ตลอดจนตั้งแต่การแผ้วถาง และทำการก่อสร้าง คุณพระท่านช่วยดูแลเอาใจอย่างใกล้ชิด

“ผู้มีส่วนริเริ่ม และร่วมมือร่วมใจในการแผ้วถางและก่อสร้าง คือ คุณนิ่มนวล สุภาวงศ์ , พ่อน้อยเงิน พรหมใย, นายฮั้นยิ้น นางหมา และลูก ผู้ที่เป็นช่างออกแบบสร้างกุฏิ และคอยดูแลเอาใจใส่ คือนายเล่งไฮ้ ท่านผู้ใจบุญบริจาคทรัพย์ช่วยเป็นค่าแรงงาน คือแม่แสง ชินวัตร บริจาค ๑,๐๐๐ บาทโยมชื่น สิโรรส บริจาค ๕๕๐ บาท

“ในการแผ้วถางดำเนินการครั้งแรก สังเกตเห็นได้ว่า เนื้อที่บริเวณที่จะสร้างกุฏิ มีอิฐ มีกระเบื้อง มีแนวกำแพง และมีเนินโบสถ์หรือวิหาร พอจะหยั่งสันนิษฐานได้ว่า ที่แห่งนั้นเคยเป็นวัดมาก่อน แต่ไม่อาจสืบประวัติได้ว่าเป็นวัดอะไร

“เมื่อทำการก่อสร้างกุฏิ พอเป็นที่อยู่อาศัยของพระภิกษุสามเณรได้แล้ว คณะศรัทธาจึงได้อาราธนา หลวงปู่สิมพุทฺธาจาโร (ขณะนั้นท่านพักอยู่วัดโรงธรรมสามัคคี อำเภอสันกำแพง) และพระภิกษุสงฆ์สามเณรที่เป็นศิษย์ของท่านมาอยู่ ได้ทำพิธีเปิดป้ายเป็นการชั่วคราวขึ้น เมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๒ ให้ชื่อว่า วัดสันติธรรม นครเชียงใหม่”

จากประวัติความเป็นมาของสำนักงานศึกษาธิการภาค ๑ ทราบว่ามีเนื้อที่ประมาณ ๑๐ ไร่ จากเอกสารโฉนดที่ดินทราบว่าเดิมเจ้าของที่ดินคือ พันโท พระอาสาสงคราม(ต๋อยหัสดิเสวี) บุตรของพระยาชนินทร์ภักดีและคุณหญิงสวน  ชนินทร์ภักดี  ส่วนภรรยาคือ คุณฟื้น  หัสดิเสวี บุตรีพระยาศิริไอศวรรค์และคุณพริ้ง  ศิริไอศวรรค์ ขายให้กระทรวงการคลังเมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๔๙๓ รวม ๖ แปลง เฉพาะเป็นที่ตั้งของสำนักงานศึกษาธิการภาค ๑ รวม ๔ แปลง

ประวัติความเป็นมาของสำนักงานศึกษาธิการภาค ๑  สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

ที่ทำการภาคเดิมตั้งอยู่ที่จังหวัดลำปางต่อมาย้ายมาอยู่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๕ รับผิดชอบ ๘ จังหวัดภาคเหนือ รวมจังหวัดอุตรดิตถ์ด้วย ฝ่ายศึกษามีตำแหน่ง “ข้าหลวงตรวจการศึกษาภาค” ต่อมาเปลี่ยนเป็น “ศึกษาธิการภาค” ดูแลศึกษาธิการจังหวัด หลังจากนั้นเปลี่ยนเป็น “ผู้ตรวจราชการ” กระทรวงศึกษาธิการ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๐  จังหวัดเชียงใหม่ขึ้นกับภาคการศึกษา ๘

ต่อมาปี พ.ศ.๒๕๕๕ เปลี่ยนแปลงเป็นสำนักงานศึกษาธิการภาค รวม ๑๓ สำนัก จังหวัดเชียงใหม่เป็นที่ตั้งสำนักงานศึกษาภาค ๑ รับผิดชอบจังหวัดภาคเหนือตอนบนรวม ๘ จังหวัด

หัวหน้าส่วนราชการฝ่ายการศึกษาภาคตามลำดับ คือ

อำมาตย์ตรี หลวงอุปกรณ์ศิลปะศาสตร์ ตำแหน่งธรรมการมณฑล พ.ศ.๒๔๕๒-๒๔๕๖

อำมาตย์ตรี หลวงอนุภาณดิศยานุสรรค์ ตำแหน่งธรรมการมณฑล พ.ศ.๒๔๕๗-๒๔๕๘

รองอำมาตย์เอก หลวงเชิดวิชาครู ตำแหน่งธรรมการมณฑล พ.ศ.๒๔๕๙-๒๔๖๒

อำมาตย์ตรี หลวงวิสณฑ์ดรุณการ ตำแหน่งศึกษาธิการมณฑล พ.ศ.๒๔๖๓-๒๔๗๒

รองอำมาตย์เอก หลวงบริหารสิกขกิจ ตำแหน่งศึกษาธิการมณฑล พ.ศ.๒๔๗๓-๒๔๗๕

หลวงอาจวิชาสรร ตำแหน่งธรรมการมณฑล พ.ศ.๒๔๗๕-๒๔๗๖

หลวงปราโมทย์จรรยวิภาช ตำแหน่งข้าหลวงตรวจการธรรมการ พ.ศ.๒๔๗๗-๒๔๗๘

หลวงคุรุนิติพิศาล ตำแหน่งข้าหลวงตรวจการธรรมการ พ.ศ.๒๔๗๙-๒๔๘๐

หลวงอาจวิชาสรร ตำแหน่งข้าหลวงตรวจการธรรมการ พ.ศ.๒๔๘๑-๒๔๘๔

หลวงจรรยาวิฑูร ตำแหน่งข้าหลวงตรวจการศึกษาภาค พ.ศ.๒๔๘๕-๒๔๙๒

นายขาว  โกมลมิศร์ ตำแหน่งข้าหลวงตรวจการศึกษาภาค พ.ศ.๒๔๙๓-๒๔๙๔

นายไสว  หอรัตนชัย, นายจรัส  มหาวัจน์, นายเชื้อ  สนั่นเมือง, นายทรงศักดิ์  สุทธปรีดา

ปัจจุบัน คือ นายสุชิน  สาระจันทร์ ตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักฯ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๐ –ปัจจุบัน

คุณสุชิน  สาระจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานศึกษาธิการภาค ๑ ให้ข้อมูลว่าบ้านเดิมของพระอาสาสงคราม คือ อาคารตึกสองชั้นที่ตั้งอยู่ข้างสำนักงานศึกษาธิการภาค ๑  ปัจจุบันเป็นบ้านพักของผู้อำนวยการฯ แต่ไม่ได้เข้าพักคงปิดไว้.

 

***ภาพ บ้านเดิมของพันโท พระอาสาสงคราม (ต๋อยหัสดิเสวี) อยู่ภายในสำนักงานศึกษาธิการภาค ๑ ปัจจุบันเป็นบ้านพักผู้อำนวยการ

พ.ต.อ.อนุ  เนินหาด ผกก.สภ.แม่แจ่ม