หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านถนนห้วยแก้ว(๕)

Author by 7/02/14No Comments »

          ต้นถนนห้วยแก้ว บริเวณห้องสมุดประชาชนมีข้อมูลว่าเดิมเปิดบริการครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๓ ใช้บริเวณวัดหนองคำ ถนนช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ ต่อมาปี พ.ศ.๒๔๙๖ ย้ายไปอยู่ที่บริเวณวัดพันอ้นโดยมีการสร้างอาคารห้องสมุดขึ้นจนถึงปี พ.ศ.๒๕๐๔

ต่อมาปี พ.ศ.๒๕๑๓ กองการศึกษาผู้ใหญ่ กรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการได้จัดงบประมาณสร้างอาคารห้องสมุดขึ้นในบริเวณสำนักบริหารยุทธศาสตร์ฯ ถนนห้วยแก้วและเปิดดำเนินการเมื่อต้นปี พ.ศ.๒๕๑๕ เป็นต้นมา

บรรยากาศต้นถนนห้วยแก้วในอดีต บุคคลผู้หนึ่งที่เคยเติบโตย่านแจ่งหัวริน คือ    คุณประภัศร์ โอชเจริญ

คุณประภัศร์ โอชเจริญ ปัจจุบันอายุ ๗๒ ปี  ครอบครัวทำโรงพิมพ์และออกหนังสือพิมพ์ชื่อ หนังสือพิมพ์ชาวเหนือ  โรงพิมพ์และบ้านตั้งอยู่แจ่งหัวรินด้านนอก ถนนมณีนพรัตน์

คุณประภัศร์ โอชเจริญ เล่าย้อนสมัยวัยเด็กว่า

“บ้านผมตั้งอยู่ตรงหัวมุมถนนมณีนพรัตน์ ถัดจากห้องสมุดประชาชนมาทางทิศตะวันออก สมัยนั้นห้องสมุดประชาชนยังไม่ได้ย้ายมาที่นี่  บริเวณดังกล่าวเป็นที่ว่าง ถัดไปทางถนนห้วยแก้วเป็นบ้านตึกของหลวงอาสาสงคราม  ระยะแรกที่โรงเรียนเทคนิคห้วยแก้วเปิดใหม่ๆ เคยมาเช่าบ้านของหลวงอาสาสงครามเปิดสอนระยะสั้นๆ มีนักเรียนประมาณ ๒๐ คน

“เลยจากบ้านตึกของหลวงอาสาสงครามเป็นบ้านของหมอฉาย  ครุฑแก้ว เป็นหมอแผนปัจจุบัน เปิดรักษาที่บ้านของเขาเอง คุ้นเคยกับพ่อผมดี(นายเยื้อน  โอชเจริญ)  สมัยนั้นมีไม่กี่ครอบครัวในละแวกนี้มักรู้จักกันหมดตั้งแต่ต้นถนนห้วยแก้วไปเลยไปถึงเชิงดอยสุเทพ จะมีบ้านห่างๆ กันส่วนใหญ่เป็นทุ่งนา

“จากบ้านหมอฉายไปเป็นบ้านของครอบครัวเจ้าพงษ์อินทร์  ณ เชียงใหม่  เป็นบ้านไม้สองชั้นตั้งอยู่ตรงข้ามกับคุ้มเจ้าแก้วนวรัฐ(คุ้มรินแก้ว ซึ่งต่อมาเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าพงษ์อินทร์)  เลยไปเป็นทุ่งนาสุดสายตาถึงเชิงดอยสุเทพ จากบ้านผมสามารถมองเห็นเจดีย์วัดเจ็ดยอดและวัดสวนดอกได้ชัดเจน

“ที่ว่างที่เป็นห้องสมุดประชาชนในปัจจุบัน  สมัยก่อนเป็นที่ทิ้งซากสัตว์ของชาวบ้าน อะไรตายอยู่ในเมืองก็นำมาทิ้งที่นี่ ส่งกลิ่นเหม็นรบกวนมาก ฝูงอีแร้งจะมาปักหลักถาวรอยู่บนต้นทองกวาวสามสี่ต้นในบริเวณนี้ บางทีมันก็จะบินขึ้นไปร่อนเป็นวงกลมรออยู่บนท้องฟ้าเป็นเวลานาน  ผมกับเพื่อนจะไปเล่นว่าวกันในบริเวณนี้  ต่อสายติดป่านยาวให้ว่าวลอยไปสู้กับเด็กย่านช้างเผือกและเด็กที่อยู่ในกำแพงเมือง  เมื่อคว้าได้ก็ดึงเข้ามาเก็บเป็นรางวัลหรือไม่ก็ตัดให้ว่าวคู่ต่อสู้ขาด เห็นพลิกไปพลิกมาอยู่บนท้องฟ้า  มันเป็นสงครามทางอากาศที่สนุกมากในช่วงหน้าร้อนโดยที่ไม่เห็นหน้าคู่ต่อสู้ซึ่งอยู่ในกำแพงเมือง

“ฝั่งตรงกันข้ามบ้านผมเป็นส่วนโค้งของกำแพงเมืองเชียงใหม่ด้านแจ่งหัวริน ชาวบ้านจะรู้จักและเรียกว่า แจ่งหัวหมู ตามลักษณะโครงสร้างระบบแบ่งแยกน้ำที่ไหลมาจากดอยสุเทพ คือ น้ำจะไหลมาตามลำเหมืองข้างถนนสายห้วยแก้วด้านทิศใต้ ลอดผ่านท่อกลมสองท่อใต้ถนนบุญเรืองฤทธิ์ออกสู่คูเมือง  ตรงปลายท่อจะก่อกำแพงคอนกรีตเป็นรูปสามเหลี่ยมคางหมูเพื่อกักน้ำ  มีประตูปิดเปิดให้น้ำไหลออกสามประตู คือ ด้านทิศตะวันออก ด้านทิศใต้และด้านตรงเข้าไปในตัวเมือง

“ช่วงหน้าฝนจะมองเห็นข้าวในทุ่งนาปูพรมสีเขียวแผ่กว้างเต็มผืนดินทั้งสองฝั่งของถนนห้วยแก้ว เรื่อยไปจนสุดเชิงดอยสุเทพ สวยงามมาก”

จากทุ่งนาสลับกับสวนผัก ต่อมามีการเปลี่ยนกรรมสิทธิ์และสร้างบ้านอยู่อาศัย

ด้านฝั่งตรงข้ามสำนักงานศึกษาธิการภาค  ปัจจุบันเป็นที่รับฝากรถของบริษัทเจริญมอเตอร์

ในอดีตเคยเป็นปั๊มน้ำมัน และเคยเป็นสถานบันเทิงชื่อ “รินแก้ว”

“รินแก้ว” ถือเป็นไนท์คลับแหล่งที่ ๓ ของเมืองเชียงใหม่ เกิดหลังบลูมูนเล็กน้อย  ตั้งอยู่ถนนห้วยแก้วบริเวณร้านแหลมทองวีดีโอก่อนถึงห้างสรรพสินค้ากาดสวนแก้วในปัจจุบัน  เล่ากันว่าผู้ลงทุน คือ “เจ้าเต่า” บุตรของเจ้าพงษ์อินทร์  ณ เชียงใหม่ เป็นไนท์คลับที่ได้มาตรฐานมาก  ผู้เที่ยวมักเป็นข้าราชการผู้ใหญ่ ตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัดลงมา รวมไปถึงนักธุรกิจที่ฐานะดี  เป็นคู่แข่งของบลูมูนไนท์คลับต่อมาเลิกกิจการไป

จนปี พ.ศ.๒๕๓๓  นายเชาวรัตน์  สุทธิคะนึงและภรรยา คือ นางละเอียด  สุทธิคะนึง ร่วมกับเจ้าสมพงษ์  ณ เชียงใหม่(เจ้าเป๊า) บุตรชายของเจ้าพงษ์อินทร์  ณ เชียงใหม่ ร่วมลงทุนสร้างรินแก้วไนท์คลับ บริเวณใกล้แยกสุสานหายยา ข้างศูนย์วัฒนธรรมเชียงใหม่ ซึ่งเดิมเป็นที่ของคุณอุณณ์  ชุติมาที่จัดสรรขายแปลงละ ๒ งานและคุณช่อแก้ว  ณ เชียงใหม่ บุตรหญิงของเจ้าไชยสุริวงศ์  ณ เชียงใหม่ ได้ซื้อไว้

เจ้าของ คือ นายชวรัตน์  สุทธิคะนึง เป็นชาวกรุงเทพฯ มาเป็นตัวแทนขายจักรเย็บผ้าและชอบเที่ยวเตร่สถานบันเทิง ต่อมาจึงลงทุนสร้างรินคำไนท์คลับ ได้รับความนิยมจากนักเที่ยวกลางคืนมาก หลังจากเปิดดำเนินการมาประมาณ ๑๐ ปีเศษ  เทศบาลนครเชียงใหม่มีการก่อสร้างสะพานที่ประตูหายยามีการปิดถนนทำให้ลูกค้าเปลี่ยนไปเที่ยวที่อื่น อีกทั้งในขณะเดียวกันมีการก่อสร้างทางต่างระดับที่แยกสนามบิน ทำให้นักเที่ยวไม่สะดวกในการเดินทางมาเที่ยว  “รินแก้วไนต์คลับ” จำต้องเริ่มหยุดบริการในที่สุด  ปัจจุบันยังเปิดนวดแผนโบราณ

ต้นถนนห้วยแก้วเป็นที่ตั้งของโรงพยาบาลเอกชนที่ทันสมัยมากที่สุดในขณะนี้ คือ โรงพยาบาลเชียงใหม่ ราม

โรงพยาบาลเชียงใหม่ ราม เริ่มเปิดบริการเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๖  รวม ๒๐ ปีล่วงมา

การเริ่มต้น  เริ่มจากกลุ่มแพทย์ในจังหวัดเชียงใหม่กับกลุ่มแพทย์ของโรงพยาบาลรามคำแหงกรุงเทพฯ มีความคุ้นเคยและรู้จักกันเป็นอย่างดีเนื่องจากส่วนหนึ่งจบการศึกษาจากคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  และเห็นพ้องกันว่าจังหวัดเชียงใหม่เป็นจังหวัดใหญ่และเป็นศูนย์กลางด้านธุรกิจการลงทุน รวมทั้งการท่องเที่ยว  โดยมีอัตราการเจริญเติบโตด้านเศรษฐกิจสูงอย่างต่อเนื่อง  นอกจากนี้มีระบบสาธารณูปโภคที่ครบครัน  แต่สถานภาพของการรองรับด้านสาธารณสุขยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน  พบว่าในแต่ละปีอัตราผู้ใช้บริการโรงพยาบาลของรัฐในตัวเมืองเชียงใหม่เพิ่มสูงขึ้น  ทำให้จำนวนโรงพยาบาลที่มีอยู่อย่างจำกัดไม่สามารถให้บริการประชาชนได้อย่างทั่วถึง

โดยเฉพาะผู้ที่ประสบอุบัติเหตุหรือเกิดโรคภัยไข้เจ็บส่วนหนึ่งไม่สามารถหาสถานพยาบาลเพื่อการตรวจรักษาทำการวินิจฉัยโรค รวมทั้งการรับการรักษาและการผ่าตัดได้อย่างทันท่วงที  ดังนั้นเพื่อสนองความต้องการในการดูแลรักษา  กลุ่มแพทย์ในเมืองเชียงใหม่และกลุ่มแพทย์จากโรงพยาบาลรามคำแหง กรุงเทพฯ จึงได้ร่วมกลุ่มกันจัดตั้งโรงพยาบาลขึ้นโดยใช้ชื่อว่า “โรงพยาบาลเชียงใหม่ ราม”

โดยเน้นความมีมาตรฐานในการรักษาพยาบาลสูง  มีอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัยครบครัน  พร้อมทั้งมีบุคลากรทางการแพทย์ที่ประกอบด้วยแพทย์และพยาบาลที่เข้าใจการบริหารของโรงพยาบาล

เริ่มดำเนินการก่อสร้างวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๓๔ โดยมีนายชนะศักดิ์  ยุวบูรณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ในขณะนั้นเป็นประธานในพิธี  การก่อตั้งใช้ทุนจดทะเบียนเริ่มแรก ๔๐๐ ล้านบาท โดยเป็นการร่วมทุนกับโรงพยาบาลรามคำแหง กรุงเทพฯ  มีผู้ถือหุ้นประมาณ ๔๐๐ ราย  ต่อมาได้เปิดเป็นทางการเมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๓๖(จาก chiangmairam.com)

ซึ่งโครงการนี้ได้ใช้เงินทุน ๔๐๐ ล้านบาท แบ่งสัดส่วนเป็นของโรงพยาบาลรามคำแหง ๓๓.๑๒ เปอร์เซ็นต์ และกลุ่มแพทย์ ๖๖.๘๘ เปอร์เซ็นต์  สามารถรับผู้ป่วยได้ ๓๕๐ เตียง (ประชาชาติธุรกิจ,๒๓-๒๕ ม.ค.๒๕๓๕)

ผู้ที่เป็นหลักในการดำเนินกิจการโรงพยาบาลเชียงใหม่ ราม คือ นายแพทย์วรพันธ์  อุณจักร ชาวเชียงใหม่เรียกกันทั่วไปว่า หมอป่อง

ตระกูล “อุณจักร” เริ่มจากรุ่นปู่ คือ นายพวง  อุณจักร ภูมิลำเนาเดิมอยู่อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี มาทำงานเป็นนายสถานีรถไฟเชียงใหม่ ต่อมาเปลี่ยนอาชีพมาลงทุนทำธุรกิจ โดยเคยเช่าที่ดินของรถไฟสร้างห้องแถวให้เช่าด้านหน้าสถานีรถไฟรวม ๖ ห้อง ต่อมาทำโรงบ่มใบยาสูบโดยซื้อไร่ยาสูบของเจ้าทิพยวรรณเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๓ ที่บ้านกาด อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่หลังจากนั้นทำโรงสีข้าวโดยซื้อโรงสีหนองเส้ง มาดำเนินกิจการสีข้าวมอบให้ลูกชาย คือ นายมงคล  อุณจักร ดำเนินการ

นายพวง  อุณจักร แต่งงานกับนางบุญมี  อุณจักร บุตรธิดารวม ๓ คน คือ นายสวรรค์  อุณจักร, นายมงคล  อุณจักรและนางสมศรี

รุ่นลูกที่ทำโรงบ่มยาสูบที่บ้านกาดสืบต่อมา คือ นายสวรรค์  อุณจักร เคยทำงานแผนกรถไฟที่จังหวัดพิษณุโลก เคยแต่งงานกับนางอาภรณ์ บุตรรวม ๔ คน ต่อมาหย่าร้าง และปี พ.ศ.๒๔๙๔ ได้แต่งงานกับนางผ่องศรี  สกุลเดิม เสาวลักษณ์ รับราชการครูอยู่โรงเรียนเฉลิมศรี จังหวัดพิษณุโลก มีบุตรธิดารวม ๖ คน คนโต คือ นายแพทย์วรพันธ์  อุณจักร ชาวเชียงใหม่มักเรียกติดปากว่า หมอป่อง.

 

*** ภาพ ต้นถนนห้วยแก้วในอดีตที่เคยเป็นทุ่งนา สวนผัก ต่อมาเป็นบ้านของตระกูล คองประเสริฐโรงแรมศรีโตเกียวและโรงพยาบาลเชียงใหม่ ราม(ภาพจากคุณประภัศร์  โอชเจริญ)

...อนุ  เนินหาด ผกก.สภ.แม่แจ่ม