หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านถนนห้วยแก้ว(๙)

Author by 13/03/14No Comments »

ถัดจากโรงแรมเชียงใหม่ออร์คิดไป เคยเป็นคุ้มของเจ้าพงษ์อินทร์  ณ เชียงใหม่ เรียกว่า “คุ้มแจ่งหัวริน” หรือ “คุ้มรินแก้ว”

เจ้าพงษ์อินทร์  ณ เชียงใหม่ พักอาศัยอยู่กับครอบครัว

ประวัติเจ้าพงษ์อินทร์ ณ เชียงใหม่ เกิดเมื่อปี พ.ศ.๒๔๔๗  เป็นโอรสองค์ที่ ๔ ของ พลตรีเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๙ กับหม่อมบัวเขียว มีพี่น้องรวม ๓ คน คือ

๑.เจ้าพงษ์อินทร์ ณ เชียงใหม่

๒.เจ้าศิริประกายเจ้าศิริประกาย สมรสกับเจ้ากาวิละวงศ์ ณ เชียงใหม่ มีบุตร-ธิดา 3 คน คือเจ้าพงษ์กาวิล  ณ เชียงใหม่, เจ้าศิริกาวิล  สิงหรา ณ อยุธยาและเจ้ากอแก้วประกายกาวิล  ณ เชียงใหม่

๓.เจ้าอินทนนท์  ณ เชียงใหม่ สมรสกับเจ้าหญิงแห่งเมืองเชียงตุง คือ เจ้าสุคันธา ณ เชียงตุง ราชธิดาในเจ้าฟ้ารัตนะก้อนแก้วอินแถลง เจ้าฟ้าหลวงเมืองเชียงตุง ณ หอคำนครเชียงตุง บุตรธิดา 5 คน คือ

เจ้ารัตนนินดนัย  ณ เชียงใหม่, เจ้าวิไลวรรณ  ณ เชียงใหม่, เจ้าสรรพสมบูรณ์  ณ เชียงใหม่, เจ้าไพฑรูย์ศรี  ณ เชียงใหม่ และเจ้าวีระยุทธ  ณ เชียงใหม่ อดีตผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาสันป่าตอง)

เมื่อยังเยาว์วัยได้เข้าเรียนที่โรงเรียนมหาดเล็กหลวงห้วยแก้ว (ปัจจุบัน คือ บริเวณสถานีบำรุงพันธุ์สัตว์)  ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๕๑ เมื่อพระราชชายาเจ้าดารารัศมี พระเจ้าอา  เสด็จจากรุงเทพฯ มาเยี่ยมพระประยูรญาติที่เชียงใหม่เป็นครั้งแรก  ทรงโปรดปรานเจ้าพงษ์อินทร์มากและทรงขอรับเจ้าพงษ์อินทร์ไว้ในพระอุปถัมภ์โดยทรงนำไปส่งเล่าเรียนที่โรงเรียนราชวิทยาลัย ที่กรุงเทพฯ  หลังจากนั้นส่งไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษรวม ๑๔ ปี หลังจากนั้นเดินทางกลับมาประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๔  ก่อนที่พระราชชายาฯจะสิ้นพระชนม์เพียง ๒ ปี (สิ้นพระชนม์ปี พ.ศ.๒๔๗๖)

หลังจากเจ้าพงษ์อินทร์ จบการศึกษาแล้ว พลเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน  ทรงรับเข้ารับราชการในกรมสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์และคมนาคม ได้รับตำแหน่งสหกรณ์จังหวัดเชียงใหม่เป็นคนแรกเมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๔ ต่อมาต้องย้ายไปปฏิบัติราชการที่จังหวัดอื่นทำให้เป็นภาระที่ครอบครัวต้องโยกย้ายติดตาม อีกทั้งมีภารกิจของวงศ์ตระกูลต้องดูแล  เจ้าพงษ์อินทร์ จึงได้ลาออกจากราชการ  ภายหลังได้รับมอบหมายให้เป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทเชียงใหม่พาณิชย์ จำกัด ซึ่งพระราชชายาเจ้าดารารัศมีได้ตั้งขึ้น

คุ้มแจ่งหัวรินหรือคุ้มรินแก้วนี้  เมื่อเจ้าพงษ์อินทร์ เดินทางกลับมาจากต่างประเทศและเตรียมมีครอบครัว  เจ้าแก้วนวรัฐ ได้โปรดให้สร้างคุ้มที่แจ่งหัวรินให้เจ้าพงษ์แก้ว นอกจากครอบครัวเจ้าพงษ์อินทร์แล้ว  เจ้าพงษ์อินทร์ได้นำแม่ คือ หม่อมบัวเขียวมาอยู่ที่คุ้มรินแก้วนี้ด้วย จนเสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ.๒๔๘๙

ด้านครอบครัว เจ้าพงษ์อินทร์ สมรสกับคุณตระการ  บุนนาค มีธิดา ๑ คน คือ เจ้าประไพพันธ์ (สมรสกับ พล.ต.ท.สุทัศน์  สุขุมวาท บุตรธิดา ๕ คน) และสมรสกับคุณจันทร์สม  สกุลเดิม ชนะนนท์ บุตรธิดารวม ๔ คน คือ

๑.เจ้าวงศ์สักก์  ณ เชียงใหม่ สมรสกับคุณชนิดา  สกุลเดิม จุลละรัต บุตร ๑ คน คือ เจ้าสักก์ดนัย  ณ เชียงใหม่

๒.เจ้าสมพงษ์  ณ เชียงใหม่ สมรสกับคุณอมรา  สิริสิงห บุตร ๒ คน คือ นายณัฐพงษ์  ณ เชียงใหม่ และนายพันธุ์ปิติ  ณ เชียงใหม่

๓.เจ้าเติมศักดิ์  ณ เชียงใหม่ สมรสกับคุณกิ่งแก้ว  สกุลเดิม วรการบัญชา บุตรธิดา ๔ คน คือ ขันติพร  ณ เชียงใหม่, นายกอศักดิ์  ณ เชียงใหม่, นายเฉลิมศักดิ์  ณ เชียงใหม่ และนายวรศักดิ์  ณ เชียงใหม่

๔.เจ้าพิมผกา  ณ เชียงใหม่ สมรสกับนายพิพัฒน์  รอดเจริญ บุตร ๒ คน คือ นายพงษ์จักร  รอดเจริญและนายพงษ์กฤษณ์  รอดเจริญ

เจ้าพงษ์อินทร์  ณ เชียงใหม่ ถึงแก่กรรมเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๒ สิริอายุ ๘๕ ปี (หนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ เจ้าพงษ์อินทร์  ณ เชียงใหม่และนางจันทร์สม  ณ เชียงใหม่,๕ พ.ย.๒๕๓๒)

ต่อมากรรมสิทธิ์คุ้มและที่ดินเปลี่ยนเป็นของบริษัท ส.มีนชัยนันท์ จำกัดตระกูล มีนชัยนันท์สร้างเป็น “ห้วยแก้วเรสสิเดนซ์” เงินลงทุนประมาณ ๒๐๐ ล้านบาท

เจ้าของ บริษัท ส.มีนชัยนันท์ คือ คุณสุธี  มีนชัยนันท์ เป็นนักธุรกิจย่านมีนบุรี กรุงเทพฯ ปัจจุบันอายุประมาณ ๘๐ ปี เชื้อสายจีน เดิมแซ่โง้ว ก่อนหน้านี้มีธุรกิจโรงสีข้าวหลายแห่งในเขตมีนบุรี ต่อมามีธุรกิจด้านการประมูลสร้างถนนสายใหญ่และทางด่วน คุณสุธี  มีนชัยนันท์ เคยดำรงตำแหน่งประธานหอการค้าไทย-จีน

ได้มาลงทุนซื้อคุ้มรินแก้ว เนื้อที่ ๒ ไร่เศษ ได้รื้อคุ้มรินแก้วและนำไม้และวัสดุไปถวายไว้ที่วัดร้องวัวแดง อำเภอสันกำแพง และทางวัดได้สร้างเป็นศาลาปฏิบัติธรรม  ส่วนบริเวณคุ้มรินแก้วเดิมได้สร้างเป็นอพาตเมนต์กึ่งโรงแรม ใช้ชื่อว่า “ห้วยแก้วเรสสิเดนซ์” ห้องพักประมาณ ๗๐๐ ห้องเศษ ใช้เงินลงทุนประมาณ ๒๐๐ ล้านบาทเศษ เปิดดำเนินการเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๗ เรื่อยมา

คุณสุธี  มีนชัยนันท์ แต่งงานกับคุณฉวีวรรณ  มีนชัยนันท์ บุตรธิดารวม ๔ คน คนหนึ่งคือ คุณอังคณี  มีนชัยนันท์ มาช่วยดูแลกิจการห้วยแก้วเรสซิเดนซ์ นอกจากนี้ในสกุลมีนชัยนันท์ มีคุณวิชาญ  มีนชัยนันท์ เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตกรุงเทพมหานครและเคยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

ฝั่งตรงกันข้ามคุ้มรินแก้ว เคยเป็นบ้านที่เจ้าแก้วนวรัฐ สร้างใหม่แม่ คือ เจ้าแม่บัวเขียวอยู่อาศัย อยู่บริเวณด้านหลังธนาคารทหารไทย สาขาถนนห้วยแก้ว ด้านข้างและด้านหลังบ้านเคยเป็นที่นาโดยรอบ

เกี่ยวกับเจ้าแม่บัวเขียว  จากหนังสือขัตติยานี ค้นคว้าไว้โดย กฤษณา  อโศกสินมีข้อมูลว่า

เจ้าแม่บัวเขียว มีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านดงก๋ำ เขตทุ่งเสี้ยว อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นชุมชนชาวไทยเขิน ถูกกวาดต้อนเทครัวมาสมัยพระเจ้ากาวิละ ประมาณปี พ.ศ.๒๓๔๗-๒๓๕๓ ในอดีตบ้านดงก๋ำซึ่งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำขาน  เดิมเป็นป่าสักอุดมสมบูรณ์

เจ้าแม่บัวเขียว เป็นบุตรีของนายน้อยดี และแม่กาบแก้ว เป็นคหบดี เป็นที่นับถือของผู้คนทั่วไป  บุตรธิดามี ๓ คน คือ นายบุญปั๋น, นายด้วงหรือท้าวด้วง ตำแหน่งเป็นกำนัน และเจ้าแม่บัวเขียว

เจ้าแม่บัวเขียวได้ชื่อว่ามีหน้าตารูปร่างสวยงาม  เป็นที่หมายปองของชายหนุ่มทั้งในละแวกทุ่งเสี้ยวและหมู่บ้านอื่นๆ  คราวหนึ่งเจ้าอินทนนท์ (ขณะยังไม่ได้ดำรงตำแหน่งเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๗)ประทับช้างในขบวนผ่านบ้านทุ่งเสี้ยวและแวะชมตลาดทุ่งเสี้ยว  เมื่อพบกับบุตรหญิงของนายน้อยดีและแม่กาบแก้วก็เกิดความพึงพอใจ  จึงสู่ขอไปอยู่ที่คุ้มหลวง  ไม่นานนักเจ้าแม่บัวเขียวให้กำเนิดบุตรธิดา ๒ คน คือ เจ้าอินทแก้ว (ภายหลังได้เป็นเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๙) และเจ้าจอมจันทร์

หากไม่ติดหน้าที่ราชการ เจ้าอินทนนท์และเจ้าแม่บัวเขียวจะประทับหลังช้างพร้อมขบวนเดินทางไปทุ่งเสี้ยวและคุมผู้คนปรับที่ว่างและที่ป่าให้เป็นผืนนาเพื่อใช้ปลูกข้าววันละ ๒ ไร่บ้าง ๕ ไร่บ้าง จนได้เนื้อที่ถึง ๑๘๙ ไร่

ต่อมาเจ้าอินทนนท์ได้เป็นราชบุตรเขยของเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๖โดยสมรสกับเจ้าเทพไกรสร หลังจากนั้นเลื่อนตำแหน่งเป็นเจ้าอุปราช  ต่อมาเมื่อเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์พิราลัยแล้ว ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๗ นามว่า “เจ้าอินทวิชยานนท์”

ส่วนเจ้าแม่บัวเขียว หลังจากนั้นได้แยกมาอยู่ใกล้วัดพวกช้างด้านตัวเมืองเชียงใหม่ด้านเหนือ  ต่อมาได้สามีใหม่ ชื่อ หนานไชย อาชีพเป็นหมอพื้นเมือง และได้ย้ายมาซื้อที่ปลูกสร้างบ้านอาศัยอยู่ที่บ้านฮ่อม ถนนท่าแพ มีบุตรด้วยกัน ๒ คน คือ พ่อน้อยหน้อยและพ่อน้อยคำ ปัจจุบันบ้านดังกล่าวตกเป็นมรดกสู่คุณจันทร์เพ็ญ  ชุมศิลป์ ผู้เป็นหลาน

ด้านเจ้าอินทแก้ว บุตรคนหนึ่งของเจ้าอินทนนท์และเจ้าแม่บัวเขียว  ต่อมามีความสามารถจะได้เป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๙ นามว่า เจ้าแก้วนวรัฐ  ได้ปลูกสร้างคุ้มให้เจ้าแม่บัวเขียวอยู่อาศัยที่ริมถนนห้วยแก้ว  เป็นคุ้มไม้สักหลังใหญ่ใต้ถุนสูง มีระเบียงโดยรอบ  ตั้งอยู่คนละฝั่งถนนกับคุ้มรินแก้วของเจ้าแก้วนวรัฐ  เจ้าแม่บัวเขียวได้พักอาศัยอยู่ที่คุ้มหลังนี้เพียง ๓ เดือน โดยมีหลานสาว คือ จันทร์เพ็ญ บุตรหญิงของพ่อน้อยหน้อย ดูแล  ต่อมาได้ถึงแก่มรณกรรมลงเมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๖ สิริอายุ ๘๙ ปี (ขัตติยานีศรีล้านนา,วงศ์สักก์  ณ เชียงใหม่ บรรณาธิการ,๒๕๔๗)

ต่อมาเจ้าแก้วนวรัฐ มอบบ้านและที่ดินให้นายแก้ว  เสนาคำ ญาติเจ้าแม่บัวเขียวและนายแก้ว ทำงานรับใช้อยู่ในคุ้มเจ้าแก้วนวรัฐ.

***ภาพ ห้วยแก้วเรสสิเดนท์ ของตระกูล มีนชัยนันท์ 

 

                                               พ.ต.อ.อนุ  เนินหาด ผกก.สภ.แม่แจ่ม