หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านถนนห้วยแก้ว (๑๑)

Author by 1/05/14No Comments »

ย่านห้วยแก้ว11          ฝั่งตรงกันข้ามกับคุ้มรินแก้ว คนละฝั่งถนนห้วยแก้วเคยเป็นบ้านของนายแก้ว  เสนาคำ ทำงานรับใช้อยู่ในคุ้มของเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ รุ่นลูกมี คน คนหนึ่งที่ยังคงมีชีวิตอยู่ ชื่อ คุณบุญนอง  เสนาคำ

ปัจจุบันอายุ ๘๔ ปี เล่าว่า พ่อคือ นายแก้ว  เสนาคำ เดิมเป็นชาวบ้านทุ่งเสี้ยว อำเภอสันป่าตอง  นายแก้ว  เสนาคำ เป็นญาติกับแม่เจ้าบัวเขียว มารดาของเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๙ โดยแม่ของนายแก้ว  เสนาคำเป็นน้องของแม่เจ้าบัวเขียว

ส่วนแม่ คือ แม่หมวก  เสนาคำ เดิมเป็นชาวบ้านดอนตัน อำเภอแม่ริม

คุณบุญนอง  เสนาคำ เล่าว่า เกิดที่เรือนติดน้ำปิงด้านหน้าของคุ้มหลวง ซึ่งเจ้าหลวงสร้างให้คนในคุ้มอยู่อาศัย อยู่ด้านนอกรั้วของคุ้มหลวง  

“แม่เล่าว่าขณะเกิดนั้นน้ำท่วมเอ่อแม่น้ำปิงจึงให้ชื่อว่า บุญนอง โดยเกิดเมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๒  พ่อแม่คือ พ่อแก้วและแม่หมวก  เสนาคำ ทำงานในคุ้มหลวง

“สมัยเด็กเข้าเรียนที่โรงเรียนคำเที่ยงอนุสสรณ์ ระหว่างนั้นพ่อแก้ว ย้ายไปสร้างบ้านอยู่ที่ถนนห้วยแก้ว ตรงข้ามคุ้มรินแก้ว  ขณะนั้นเจ้าพงษ์อินทร์ บุตรของเจ้าแก้วนวรัฐ กลับมาจากเมืองนอกแล้ว  มาทำงานที่สหกรณ์ที่ตั้งอยู่บริเวณแยกป่าแพ่ง  ครอบครัวย้ายไปอยู่บ้านใหม่ที่ถนนห้วยแก้ว  หากมาโรงเรียนก็โดยสารรถของเจ้าพงษ์อินทร์มาลงที่สหกรณ์แยกป่าแพ่ง และเดินไปโรงเรียนคำเที่ยงฯ  ที่นั่งรถมาด้วยกันอีกคน ชื่อ ดิษพงศ์  โอวาทะสาน พี่ชายของดิษพงศ์ทำงานในคุ้มรินแก้ว  ต่อมาภายหลังพ่อแก้ว ขับรถไปส่งที่โรงเรียน

“บ้านของพ่ออยู่ริมถนนห้วยแก้ว  ปัจจุบันคือ บริเวณข้างโบสถ์คริสฯ เป็นบ้านไม้สักใหญ่ เดิมบ้านหลังนี้เป็นบ้านเจ้าแม่บัวเขียว แม่ของเจ้าแก้วนวรัฐ ซึ่งเป็นป้าของพ่อ  ต่อมาเมื่อเจ้าแม่บัวเขียวเสียชีวิตแล้ว  เจ้าแก้วนวรัฐยกให้เป็นกรรมสิทธิ์ของพ่อ  พ่อแม่และลูกไปอยู่บ้านนี้ร่วมกัน ยกเว้นพี่คนโตทำงานอยู่ที่คุ้มหลวงติดน้ำปิง  พักอาศัยอยู่ที่คุ้มหลวง

“บ้านของพ่อที่ถนนห้วยแก้ว  ประตูตรงกันกับคุ้มรินแก้ว  แต่อยู่คนละฟากถนนห้วยแก้ว  รอบๆ บ้านเป็นทุ่งนาที่ได้รับประทานจากเจ้าแก้วนวรัฐ  พ่อแก้วเสียชีวิตที่บ้านหลังนี้  ขณะนั้นป้า (คุณบุญนอง) อายุยังไม่ถึง ๑๐ ขวบ  ก่อนเสียชีวิตไปรักษาที่โรงพยาบาลแมคคอร์มิค  ขณะเดียวกันนั้นเจ้าศิริประกาย(ธิดาของเจ้าแก้วนวรัฐกับหม่อมบัวเขียว) ก็ป่วยและรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลแมคคอร์มิคด้วยเช่นกัน  พ่อกลับมารักษาตัวที่บ้านและเสียชีวิตที่บ้าน  ระหว่างทำศพพ่อได้ ๒ คืน เจ้าศิริประกายก็เสียชีวิต  จำเป็นต้องนำศพพ่อไปฌาปนกิจเร็วกว่าปกติเพื่อครอบครัวและคนอื่นๆ จะได้ไปร่วมช่วยงานศพเจ้าศิริประกาย  ศพเจ้าศิริประกายจัดที่คุ้มเจ้าแก้วนวรัฐที่ปัจจุบันคือ กงสุลอเมริกัน

“หลังจากฌาปนกิจศพเจ้าศิริประกายแล้ว  ป้ามาอยู่ที่คุ้มเจ้าแก้วนวรัฐ (ปัจจุบันคือ สถานกงสุลอเมริกัน)  จนเจ้าแก้วนวรัฐพิราลัยป้าก็ยังอยู่ที่นั่น  เจ้าแก้วฯ พิราลัยปี พ.ศ.๒๔๘๒  ระหว่างอยู่ที่คุ้มเจ้าแก้วนวรัฐป้าทำหน้าที่เป็นเพื่อนเล่นของเจ้าศิริกาวิล ลูกของเจ้าศิริประกาย  นอกจากนี้มีเจ้าศิริจงกล ลูกเจ้าบุรีรัตน์ร่วมเล่นอยู่ด้วย

“หลังจากพิธีศพเจ้าแก้วนวรัฐเสร็จสิ้นแล้ว  ป้าต้องไปอยู่กับป้าบัวจันทร์ เป็นพี่สาวของแม่ที่บ้านร้องขี้เป็ด อยู่แถวตลาดเมืองใหม่ในปัจจุบัน เพราะแม่ต้องไปอยู่กับเจ้ากาวิละวงศ์(สามีของเจ้าศิริประกาย)ที่กรุงเทพฯ  จนกระทั่งแม่กลับมาจากกรุงเทพฯ มาอยู่ทำงานในคุ้มเจ้าราชบุตร(วงษ์ตะวัน  ณ เชียงใหม่) อยู่ตรงกันข้ามกับเทศบาลนครเชียงใหม่  คนละฝั่งแม่น้ำปิงป้ายย้ายไปอยู่ในคุ้มกับแม่ด้วย

“หลังจากเรียนจบชั้นมัธยมปีที่ ๓ แล้วก็เกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒  ขณะนั้นพักอยู่ที่คุ้มเจ้าราชบุตร  ครอบครัวเจ้าราชบุตรหนีภัยสงครามไปอยู่ที่ตำบลดอนแก้ว อำเภอสารภี  ป้ากับแม่ไปอยู่ด้วย บริเวณที่ไปอยู่เป็นบ้านพักฤดูร้อนของเจ้าราชบุตร  เมื่อสงครามสงบลงบ้างแล้วได้กลับมาอยู่ที่บ้านเจ้าราชบุตรอีกระยะหนึ่ง  ต่อมาไปอยู่กับพี่ชายคนที่ ๒ ชื่อ พี่เสรี เขาได้ภรรยาอยู่ที่หลังป่าช้าช้างคลาน ใกล้โรงพยาบาลแม่และเด็กในปัจจุบัน พี่เสรีทำงานกรมทาง  ภรรยาชื่อ พี่นวลฉวี  ขณะนั้นป้าเข้าเรียนมัธยมปีที่ ๔ ที่โรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ ขณะนั้นยังอยู่ระหว่างช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒  โรงเรียนวัฒโนทัยย้ายมาเปิดสอนที่โรงเรียนซินเซิงแถวไนท์บาซ่าในปัจจุบัน ถนนช้างคลาน  ปีต่อมาเมื่อเข้าเรียนชั้นมัธยมปีที่ ๕ โรงเรียนย้ายไปอยู่ที่วัดหนองผึ้ง เขตอำเภอสารภี  ต้องเดินไปเรียนซึ่งค่อนข้างไกล  ระหว่างนั้นป้าไปอยู่กับลุงที่คุ้มเจ้าบัวทิพย์  ซึ่งก็คือคุ้มหลวงในอดีต  ขณะนั้นเจ้าบัวทิพย์และครอบครัวย้ายหลบภัยสงครามไปอยู่ที่บ้านแม่ออน เขตอำเภอสันกำแพง  ลุงของป้าทำหน้าที่อยู่เฝ้าคุ้ม ชื่อว่า ลุงหมู  เป็นญาติทางพ่อ  ขณะนั้นพี่ชายคนโต คือ พี่ทอง ซื้อจักรยานให้ขี่ไปโรงเรียน  จนเมื่อเข้าเรียนชั้นมัธยมปีที่ ๖ โรงเรียนวัฒโนทัยย้ายกลับมาอยู่ที่เดิม  ด้านคูเมืองด้านนอก  ป้าจบมัธยมปีที่ ๖ ที่นั่น  รุ่น ๘๙ คือ ปี พ.ศ.๒๔๘๙ เรียนจบแล้วย้ายไปอยู่บ้านเก่าของพ่อที่ถนนห้วยแก้ว

“บ้านของพ่อที่ถนนห้วยแก้วขณะนั้นเป็นบ้านไม้สักชั้นเดียว  มีใต้ถุนสูง รั้วเป็นลวดหนาม  จำได้ว่าเมื่อเข้าประตูมาก็มีโรงม้า ตอนเด็กทันได้เห็นม้าอยู่ในโรงม้า ๒ ตัว  เลี้ยงไว้สำหรับใช้ลากรถเทียมม้า  เป็นรถม้าของเจ้าแก้วนวรัฐ  จอดอยู่ใต้ถุนบ้าน

“หลังจากนั้นไปเรียนพยาบาลที่โรงพยาบาลแมคคอร์มิคอยู่ ๒ ปี แต่เรียนไม่จบ  พี่เสรีพาไปทำงานกรมทาง เมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๒ สมัยนั้นที่ทำการอยู่ที่ถนนท่าแพ  ต่อมาที่ทำการกรมทางย้ายไปอยู่ที่หน้าโรงพยาบาลสวนดอก(มหาราชนครเชียงใหม่) ทำงานด้านบัญชีและแผนกพัสดุ จนเกษียณอายุเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๒

“สมัยก่อนละแวกถนนห้วยแก้ว  นอกจากคุ้มรินแก้วแล้วก็มีบ้านของพ่อที่อยู่ตรงกันข้าม  โดดเด่นท่ามกลางทุ่งนา  บ้านของพ่อแก้ว หลังจากพ่อแก้วเสียชีวิตแล้ว  แม่หมวก ต้องไปอยู่กับรุ่นลูก ไม่มีคนอยู่อาศัยจึงขายให้คุณจันทร์สม  ณ เชียงใหม่ ภรรยาเจ้าพงษ์อินทร์  ณ เชียงใหม่  ต่อมารุ่นลูกคือ เจ้าสมพงษ์  ณ เชียงใหม่ใช้อยู่อาศัย  พื้นที่ด้านหน้าติดถนนห้วยแก้วเปลี่ยนกรรมสิทธิ์เป็นธนาคารทหารไทย”

ปัจจุบันเปลี่ยนกรรมสิทธิ์เป็นของตระกูล ชินวัตร

ส่วนที่นาเดิมถัดไปทางทิศตะวันตก แบ่งสู่รุ่นลูกรวม ๔ คนตั้งแต่บริเวณโบสถ์คริสที่ชื่อว่า คริสตจักรของพระคริสต์, คอนโดมีเนียมนครพิงค์ จนถึงบริเวณที่ว่างเคยมีให้ร้านอาหารสุกี้โคคาเช่าเปิดกิจการอยู่หลายปีจนมักเรียกกันติดปากว่าซอยสุกี้โคคา ถนนทางเข้าย่านสันติธรรม ซึ่งในอดีตล้วนเป็นทุ่งนาของตระกูล “เสนาคำ” ด้านหลังติดกับที่นาของคุณอุณห์  ชุติมาซึ่งภายหลังได้จัดสรรขายเป็นหมู่บ้านสันติธรรม

ส่วนหนึ่งเปลี่ยนเป็นคริสตจักรของพระคริสต์

บริเวณคอนโดมีเนียมนครพิงค์ เป็นที่ดินของนายทอง  เสนาคำ ร่วมทุนสร้างคอนโดมีเนียมกับกลุ่มนายธวัช  ตันตรานนท์และกลุ่มสโมสรไลอ้อนนครพิงค์

ถัดไปเป็นบ้านของนายเสรี  เสนาคำ ด้านหน้าติดถนนห้วยแก้ว เคยให้เช่าเป็นร้านกระท่อมรจนา ขายอาหารและมีดนตรี  ต่อมาให้ร้านสุกี้โคคาเช่าเปิดบริการอยู่หลายปี

คุณสมศักดิ์  เสนาคำ บุตรชายของนายเสรี  เสนาคำ เล่าว่า

“ปู่ผม(นายแก้ว  เสนาคำ) เคยมีบ้านอยู่ที่แม่ริม ต่อมาสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ย้ายมาอยู่เชียงใหม่แถวช้างคลาน ผมเข้าเรียนโรงเรียนเรยีนาเชลี ต่อมาย้ายไปมงฟอร์ตและมาเรียนที่ยุพราช ขณะนั้นครอบครัวย้ายมาอยู่บริเวณบ้านเจ้าดวงเดือน ใกล้โรงเรียนการช่าง แม่เป็นญาติเจ้าดวงเดือน แม่คือ แม่นวลฉวี  เสนาคำ เคยเป็นครูโรงเรียนพุทธิโศภน เป็นน้องของแม่เจ้าดวงเดือน คือ น้องของแม่จันทร์เทพ

“พ่อมาสร้างบ้านอยู่ที่ถนนห้วยแก้ว  สมัยนั้นละแวกนี้เป็นทุ่งนาทั้งนั้น บ้านเรือนน้อยมีไม่กี่หลัง ผู้ใหญ่บ้านสมัยนั้นชื่อ นายสวิง คำแหง มีลูกสาวชื่อ แขก มาขอที่ดินของพ่อผมเพื่อทำถนน ขยายถนนสมัยก่อนไม่มีถนนเป็นแค่ทางเกวียนพ่อแบ่งที่ส่วนหนึ่งเป็นถนน  พ่อผมมาทำงานเป็นเสมียนกรมทางกับพ่อเลี้ยงทิม โชตนา

“ที่ดินเดิมของปู่แบ่งในหมู่พี่น้องของพ่อ ตรงนี้เป็นที่ของพ่อกับนายแก้วนิล อา (นายแก้วนิล) เป็นสมาชิกอยู่สโมสรไลออนนครพิงค์ สมัยนั้นมีคุณธวัช  ตันตรานนท์ ร่วมอยู่ด้วย จึงชวนกันลงทุนสร้างคอนโดมีเนียมในที่ดิน ชื่อ นครพิงค์คอนโดมีเนียม ตามชื่อสโมสรไลออนนครพิงค์

“ที่ดินของของพ่อผม จากริมถนนห้วยแก้วที่เคยเป็นร้านสุกี้โคคามาถึงด้านใน พ่อมาสร้างบ้านหลังนี้เมื่อประมาณ พ.ศ.๒๕๑๐  เป็นบ้านสองชั้น สมัยนั้นโดดเด่นมากเพราะละแวกนี้เป็นทุ่งนาทั้งหมด ถัดไปเป็นสวนและเลยไปมีบ้านนายสวิง คำแหง มาสร้างบ้านเฝ้านา ส่วนที่ดินตรงโบสถ์คริสต์เคยเป็นของอาบุญนอง”

ถนนซอยราชพฤกษ์ที่แยกจากถนนห้วยแก้วนี้ จากปากซอยตรงไปประมาณ ๒๐๐ เมตร เคยเป็นวัดร้างอยู่บนเนินยังมีสภาพอิฐโบราณให้เห็น มีชาวบ้านส่วนหนึ่งเข้าไปอยู่อาศัย เช่น ครอบครัวของคุณป้าเขียว  อินทะศรี(สกุลเดิม ทะนันชยานนท์).

 พ.ต.อ.อนุ  เนินหาด

ผกก.สภ.ดอยหล่อ จ.เชียงใหม่

 ***ภาพ  ที่นาของตระกูลเสนาคำเดิม