หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านถนนห้วยแก้ว (๒๖)

อนุห้วยแก้ว 26ย่านถนนห้วยแก้ว (๒๖)

การเริ่มต้นของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่ถนนห้วยแก้ว

มีบันทึกของนายจรัส มหาวัจน์ รักษาการศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่ในขณะนั้น เกี่ยวกับการเลือกสถานที่เพื่อตั้งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

“ฯพณฯ ม.ล.ปิ่น  มาลากุล รัฐมนตรีว่าการศึกษาธิการในขณะนั้นเริ่มเดินทางมาจังหวัดเชียงใหม่บ่อยครั้ง ขณะนั้นผู้เขียนเผอิญรับราชการอยู่ที่ศูนย์พัฒนาการศึกษาภาคศึกษา ๘ ซึ่งตั้งอยู่ ณ บ้านเวียงบัว (ปัจจุบันอยู่ข้างห้องสมุดประชาชน ถนนห้วยแก้ว) เป็นสถานที่ที่ ฯพณฯ ได้มานั่งทำงานและดำเนินการประชุมทั้งกลุ่มย่อยและการประชุมใหญ่เป็นประจำ  จึงมีโอกาสได้สังเกตการณ์ทั้งการเตรียมงานก่อตั้งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่  และทั้งปฏิกิริยาของบุคคลกลุ่มต่างๆ

“คณะผู้ติดตาม ฯพณฯ จากกรุงเทพฯ ในระยะแรกประกอบด้วย สถาปนิกทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ  และฝ่ายที่ทำหน้าที่เลขานุการด้วย  ล้วนแต่เป็นข้าราชการผู้ใหญ่มีประสบการณ์การทำงานในกระทรวงศึกษาธิการมาแล้วทั้งสิ้น  และด้วย ฯพณฯ ทำการติดต่อกับผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ตั้งแต่ต้น  ดังนั้นแต่ละครั้งก็จะมีการพบกับข้าราชการบางฝ่ายของจังหวัดเชียงใหม่ในและนอกที่ประชุม  เมื่อถึงระยะที่ ฯพณฯ เริ่มออกสำรวจบริเวณที่ ฯพณฯ สนใจเองบ้าง  ทางจังหวัดและพ่อค้าประชาชนชาวเชียงใหม่เสนอให้พิจารณาบ้าง  ผู้เขียนได้ติดตามไปด้วยในบางโอกาส  จึงมีโอกาสได้สังเกตปฏิกิริยาของชาวเชียงใหม่กลุ่มต่างๆ อยู่บ้าง  กลุ่มที่กระตือรือร้นมากที่สุด คือ ผู้ทำหน้าที่สื่อสารมวลชน ทั้งนักข่าวหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ทั้งผู้แทนสถานีวิทยุท้องถิ่นซึ่งติดตามไปด้วยทุกแห่ง

“เนื่องด้วย ฯพณฯ ได้เคยปรารภว่า มหาวิทยาลัยจำเป็นต้องมีอ่างเก็บน้ำของตนเองเพื่อประโยชน์ต่างๆ รวมทั้งการจัดทำการประปาไว้ใช้เองด้วย  ไม่นานหลังจากคำปรารภนี้แพร่ออกไป  ทางการอำเภอดอยสะเก็ด ทั้งประชาชนอำเภอก็เชื้อเชิญ ฯพณฯ ให้ไปศึกษาบริเวณที่น่าสนใจ  อันประกอบด้วยหนองน้ำใหญ่ คือ หนองบัว ทิวทัศน์ที่สวยงามที่มีทั้งทิวเขาและพื้นที่ดินกว้างขวางซึ่งกว่าครึ่งเป็นที่ดินราชพัสดุและป่าสงวน  มหาวิทยาลัยไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณในการซื้อที่ดินมากนัก  และทางอำเภอยังติดต่อกรมทางหลวงซึ่งก็เตรียมจะให้ความร่วมมือในการจะลัดคิวการปรับปรุงถนนเข้าสู่ตัวเมืองเชียงใหม่ให้ดีขึ้น  แต่หลังจาก ฯพณฯ ได้ไปดูสถานที่ ๒-๓ ครั้ง ก็พบว่ามีปัญหาบางประการรวมทั้งการที่สถานที่ดังกล่าวไกลจากศูนย์กลางของจังหวัดไปมาก  จึงมิได้เลือกเป็นที่ตั้งมหาวิทยาลัย

“หลังจากการตระเวนดูสถานที่ต่างๆ พอสมควรแก่เวลา  และ ฯพณฯ ได้สรุปข้อคิดเห็นไปเสนอที่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี  รัฐบาลก็ตกลงใจให้ใช้สถานที่ป่าสงวนใกล้เชิงดอยสุเทพและอนุมัติให้ซื้อที่ดินเอกชนเพิ่มเติม  และงานเบื้องต้นก็เริ่มขึ้นและด้วยเหตุที่ ฯพณฯ ไม่นิยมการรับความช่วยเหลือหรือการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศ และงบประมาณแผ่นดินก็มีไม่มากนัก

“บุคคลท่านหนึ่งให้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในระยะนั้น คือ ฯพณฯ ม.ล.ชูชาติ  กำภู ซึ่งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมชลประทานก่อนแล้ว  ภายหลังเข้าร่วมในคณะรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ด้วย  กล่าวคือ กรมชลประทานได้จัดสร้างอ่างเก็บน้ำให้เป็นอ่างเก็บน้ำซึ่งก็ยังใช้มาจนปัจจุบันนี้   กรมทางก็ได้ทำถนนภายในมหาวิทยาลัยให้  กรมป่าไม้นอกจากเสนอเพิ่มพื้นที่ให้มหาวิทยาลัยใช้แล้วยังช่วยปรับสถานที่ที่มหาวิทยาลัยต้องการใช้ด้วย  และต่อมาประปาก็ได้จัดทำประปาให้

“ต่อมาแบบแปลนอาคารต่างๆ ก็เริ่มมีการเขียนขึ้น บุคลากรฝ่ายวิชาการจากมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ ก็เริ่มได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการเตรียมงานมากขึ้น โดยเฉพาะเพื่อการเตรียมก่อตั้งคณะวิทยาศาสตร์และมนุษยศาสตร์

“บุคคลท่านหนึ่งที่ผู้เขียนมิอาจเว้นการกล่าวถึงท่านไปได้ในระยะของงานบุกเบิกมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ก็คือ  หลวงสวัสดิ์สารศาสตร์พุทธิ  ซึ่งท่านได้รับมอบหมายจาก ฯพณฯ ให้คุมงานด้านปฏิบัติการเตรียมงานด้านต่างๆ ในการก่อตั้งมหาวิทยาลัย  ท่านเข้ามาทำงานนี้ในระยะหลังจากเกษียณอายุแล้ว  แต่ท่านยังกระฉับกระเฉงคล่องแคล่วมาก  ท่านถึงกับลงทุนนำรถจิ๊ปส่วนตัวขึ้นมาใช้และส่วนมากท่านจะขับรถนั้นตระเวนคุมและดูงานทุกระยะจนหมดหน้าที่ไป”

หลังจากรัฐบาลอนุมัติแล้ว  ได้มีการประชุมและมีมติให้ติดต่อเจ้าของที่ดิน  การดำเนินการนั้น นายจรัส  มหาวัจน์ อดีตศึกษาธิการภาค และรักษาการตำแหน่งศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่เป็นผู้รับผิดชอบ  ได้บันทึกการดำเนินการไว้ว่า

“ข้าพเจ้าไปพบคุณนายกิมฮ้อ  นิมมานเหมินท์  เจ้าของที่ดินแปลงแรก  เรียนท่านว่า  แม่นาย รัฐบาลตกลงให้สร้างมหาวิทยาลัยแล้ว  คณะกรรมการเห็นว่าควรสร้างที่เชิงดอย         สุเทพ  ซึ่งมีที่ดินของแม่นายอยู่ด้วย  ท่านรัฐมนตรี (หม่อมหลวงปิ่น  มาลากุล) ให้ผมมาปรึกษากับแม่นาย  ทันใดที่ข้าพเจ้าพูดจบ  ท่านก็ตอบโดยไม่มีอาการลังเลใจว่า  ท่านศึกษา  ไปเรียนท่านเต๊อะ  คิดเอาเท่าทุน  ส่วนที่เหลือเป็นเศษเป็นเลยไม่คิด  เศษเลยที่ท่านกิมฮ้อกล่าว เนื้อที่ประมาณ ๑๑๒ ไร่  แปลงที่สอง เป็นของคุณบุญอยู่  โปษะวัฒน์  เนื้อที่ประมาณ ๑๗๒ ไร่ แปลงที่สาม เป็นของราษฎรหลายเจ้าของ เนื้อที่ ๒๔๓ ไร่” (จากหนังสือครบรอบ ๒๐ ปี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่,๒๕๒๗)

คุณกิมฮ้อ  นิมมานเหมินท์ เป็นผู้มีฐานะร่ำรวยของเมืองเชียงใหม่ ถือว่าเป็นผู้หนึ่งที่ริเริ่มและสนับสนุนให้สร้างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เพื่อการศึกษาของบุตรหลานชาวเชียงใหม่  รวมไปถึงได้ทำบุญทำกุศลด้านสาธารณประโยชน์อีกมากมาย

ประวัติคุณกิมฮ้อ  สกุลเดิม ชุติมา เป็นบุตรหญิงคนโตของหลวงอนุสารสุนทร (สุ่นฮี้ชัวย่งเสง) ตำแหน่งกรมการพิเศษเมืองนครเชียงใหม่  และนางคำเที่ยง  เกิดต้นปี พ.ศ.๒๔๓๗  วัยเด็กเรียนหนังสือที่โรงเรียนสตรีพระราชชายาและออกมาช่วยครอบครัวค้าขาย  ต่อมาแต่งงานกับนายกี  นิมมานเหมินท์ บุตรธิดารวม ๖ คน คือ นายไกรศรี  นิมมานเหมินท์, นายพิสุทธิ์  นิมมานเหมินท์, ศ.อัน  นิมมานเหมินท์, นายเรือง  นิมมานเหมินท์,นางแจ่มจิตต์         เลาหวัฒน์และนางอุณณ์  ชุติมา

คุณกิมฮ้อ  นิมมานเหมินท์ เสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๔ ขณะอายุได้ ๘๗ ปี

อีกตระกูลหนึ่งที่เป็นเจ้าของที่ดินเดิมที่เป็นที่ตั้งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คือ นาย       บุญอยู่  โปษะวัฒน์ มีที่ดิน ๑๗๒ ไร่

ประวัติของนายบุญอยู่  โปษะวัฒน์ มีอาชีพค้าขายอยู่ที่ตลาดต้นลำไย ชื่อ ร้านบุญอยู่พาณิชย์ ขายเครื่องก่อสร้าง นอกจากนี้เป็นเจ้าของตลาดด้านข้างโรงเรียนยุพราชวิทยาลัยซึ่งในอดีตเรียกว่า “ตลาดบุญอยู่” ด้านครอบครัวเคยแต่งงานครั้งแรกมีบุตรหญิงหนึ่งคน ต่อมาสมรสกับนางไวโอเล็ต  แมคฟีร์ ไม่มีบุตรธิดาบ้านของนางไวโอเลตและนายบุญอยู่ เคยอยู่ที่ถนนห้วยแก้ว ก่อนถึงมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปัจจุบัน คือ บริเวณร้านโบ้ตและใกล้เคียง ด้านหลังคือ หมู่บ้านผาพิงวิลล่า

ตระกูล โปษวัฒน์ ต่อมาได้ย้ายมาอยู่ที่บ้านท่าหลุก ตำบลสันผีเสื้อ และได้ช่วยเหลือสาธารณประโยชน์โดยนำเงินบริจาคสร้างเมรุและกำแพงสุสานสันผีเสื้อ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม

บริเวณที่ดินของนายบุญอยู่  โปษะวัฒน์  นายบุญอยู่ มีกิจการทำโรงงานทำถ้วยชามโดยจ้างลูกจ้างที่เป็นชาวบ้านอยู่ละแวกนั้น

คนหนึ่งที่เคยทำงานที่โรงงานทำถ้วยชามของนายบุญอยู่  โปษะวัฒน์ คือ แม่สงวน  คำมณีเลิศ ปัจจุบันอายุ ๘๒ ปี (เกิดปี ..๒๔๗๕)

แม่สงวน  คำมณีเลิศ  เกิดที่บริเวณใกล้ประตูด้านหลังมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในปัจจุบัน  โดยคุณพ่อ คือ นายจันตา  คำมณีเลิศ เดิมเป็นคนเงี้ยว(ไทยใหญ่) อยู่เมืองเชียงตุงมาเป็นทหารและได้ภรรยา ชื่อ แม่บุญยัง เป็นคนลำพูน ครอบครัวนายจันตา มารับจ้างทำนาของคุณนายกิมฮ้อ  นิมมานเหมินท์ และสร้างบ้านเล็กๆ อยู่ใกล้ที่นา เมื่อโตขึ้นจึงมารับจ้างใช้แรงงานที่โรงงานทำถ้วยชามของนายบุญอยู่  โปษวัฒน์

“อายุ ๑๗ ปี (ปี พ.ศ.๒๔๙๒) ก็มาทำงานที่โรงปั้นถ้วยของนายบุญอยู่  ได้ค่าจ้างเดือนละ ๕๐ บาท คนงานที่ทำอยู่ประมาณ ๑๐๐ คน  มักเป็นชาวบ้านละแวกนั้น คือ คนบ้านช่างเคี่ยน บ้านป่าห้าและบ้านตีนดอยสุเทพ เจ้าของโรงงานเขาสร้างบ้านพักให้อยู่  ผู้จัดการชื่อ นายทวี ส่วนนายบุญอยู่ นานๆ จะมาดูกิจการสักครั้ง  ถ้วยชามที่ปั้น เช่น ถ้วยตรากาไก่ เหมืองที่ทำที่จังหวัดลำปางในปัจจุบัน  ป้า(แม่สงวน) ทำหน้าที่สูบน้ำออกจากบ่อดินการทำถ้วยชามเขาใช้ดินเหลือและดินขาว ผสมกันในกระถางใหญ่ รวมกันแช่น้ำไว้กี่วันจำไม่ได้แล้ว  หลังจากนั้นสูบน้ำออก  นำมาปั้นเป็นถ้วยชามและนำเข้าเตาเผา

“หากมีเวลาว่างก็เข้าป่าตัดไม้มาขายให้โรงปั้นถ้วยเขาใช้เป็นเชื้อเพลิงที่เตาเผา  ตัดยาวประมาณ ๑ เมตรเศษ นำมากองสูง ๑ เมตร กว้าง ๑ เมตร เขาให้ ๑๐ บาท

“ต่อมาเลิกกิจการไป  นายบุญอยู่ นำต้นงิ้วมาปลูกในที่ดินจำนวนมาก ต่อมาเมื่อมีการสร้างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่  จึงได้มีการเวนคืนที่ดินของนายบุญอยู่ ไป  ปัจจุบันโรงงานทำถ้วยชาม คือ บริเวณประปา”.

 พ.ต.อ.อนุ เนินหาด ผกก.สภ.ดอยหล่อ