หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านถนนห้วยแก้ว (๒๗)

ป้าคำปัน 27ย่านถนนห้วยแก้ว (๒๗)

ที่ดินบริเวณมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ส่วนหนึ่งเคยเป็นที่ดินของนายบุญอยู่  โปษะวัฒน์

ประมาณปี พ.ศ.๒๔๙๐  นายบุญอยู่ มีกิจการทำโรงงานทำถ้วยชามโดยจ้างลูกจ้างที่เป็นชาวบ้านอยู่ละแวกนั้น

คนหนึ่งที่เคยทำงานที่โรงงานทำถ้วยชามของนายบุญอยู่  โปษะวัฒน์ คือ แม่สงวน  คำมณีเลิศ ปัจจุบันอายุ ๘๒ ปี (เกิดปี ..๒๔๗๕)

“อายุ ๑๗ ปี (ปี พ.ศ.๒๔๙๒) ก็มาทำงานที่โรงปั้นถ้วยของนายบุญอยู่  ได้ค่าจ้างเดือนละ ๕๐ บาท คนงานที่ทำอยู่ประมาณ ๑๐๐ คน  มักเป็นชาวบ้านละแวกนั้น คือ คนบ้านช่างเคี่ยน บ้านป่าห้าและบ้านตีนดอยสุเทพ เจ้าของโรงงานเขาสร้างบ้านพักให้อยู่  ผู้จัดการชื่อ นายทวี ส่วนนายบุญอยู่ นานๆ จะมาดูกิจการสักครั้ง  ถ้วยชามที่ปั้น เช่น ถ้วยตรากาไก่ เหมืองที่ทำที่จังหวัดลำปางในปัจจุบัน  ป้า(แม่สงวน) ทำหน้าที่สูบน้ำออกจากบ่อดินการทำถ้วยชามเขาใช้ดินเหลือและดินขาว ผสมกันในกระถางใหญ่ รวมกันแช่น้ำไว้กี่วันจำไม่ได้แล้ว  หลังจากนั้นสูบน้ำออก  นำมาปั้นเป็นถ้วยชามและนำเข้าเตาเผา

“ต่อมาเลิกกิจการไป  นายบุญอยู่ นำต้นงิ้วมาปลูกในที่ดินจำนวนมาก ต่อมาเมื่อมีการสร้างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่  จึงได้มีการเวนคืนที่ดินของนายบุญอยู่ ไป  ปัจจุบันโรงงานทำถ้วยชาม คือ บริเวณประปา”

แม่สงวน  คำมณีเลิศ หลังจากเลิกรับจ้างที่โรงงานทำถ้วยชามแล้ว  ได้ไปอยู่กับสามีที่บ้านเชิงดอยสุเทพ ด้านตะวันตกของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ใกล้วัดฝายหิน มีรายได้จากการทุบหิน ซึ่งเป็นอาชีพหนึ่งของชาวบ้านบ้านเชิงดอยสุเทพในอดีต

“ชาวบ้านเช้าก็ออกไปทุบหิน แถวฝายหิน แถวห้วยผาลาดหลวง  โดยจะมีคนทำหน้าที่เจาะหินเป็นรูและใช้ระเบิดใส่  จุดระเบิดให้หินแตกออก  หลังจากนั้นก็ใช้ค้อนใหญ่ตีให้เล็กลง และใช้ค้อนเล็กตีให้เล็กลงอีก  หินที่ทุบขายแยกเป็น ๒ ขนาด ขนาดเล็กเรียกหินหนึ่งสาม ขายลังละ ๑๐ บาท หากเป็นหินใหญ่ขึ้นมาหน่อยเรียกหินสามห้า ขายลังละ ๕ บาท จะมีพ่อค้ามาซื้อและนำรถมาขน เช่น พ่อเลี้ยงอุ่นเรือน พ่อเลี้ยงคม พ่อเลี้ยงคอน พ่อเลี้ยงประมวล  หากขายเป็นลำรถก็ประมาณ ๘๐-๑๐๐ บาท  วันหนึ่งมีรายได้ประมาณ ๑๐ บาท  สมัยนั้นผู้หญิงในหมู่บ้านตีนดอยสุเทพมักไปรับจ้างตีหิน ส่วนผู้ชายมักไปเป็นช่างไม้หรือรับจ้างขับรถในตัวเมืองเชียงใหม่  พอกลางพรรษาก็ไปหาเก็บเห็ด เก็บหน่อไม้ นำมาขาย”

ปัจจุบันแม่สงวน  คำมณีเลิศ  เช่าที่ดินของวัดฝายหินสร้างบ้านอยู่อาศัยระหว่างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่กับวัดฝายหิน ซึ่งมีชาวบ้านอยู่ประมาณ ๓๐ หลังคาเรือน

นอกเหนือจากที่ดินของแม่กิมฮ้อ  นิมมานเหมินท์และของนายบุญอยู่  โปษะวัฒน์แล้ว  ที่ดินส่วนหนึ่งได้เวนคืนจากชาวบ้านหมู่บ้านเชิงดอยสุเทพ ชาวบ้านเรียกว่า “บ้านตีนดอย”

ครอบครัวหนึ่งที่เคยมีบ้านอยู่บ้านเชิงดอยและถูกเวนคืน คือ ครอบครัวของแม่คำปัน  อินทะนี ปัจจุบันอายุ ๗๔ ปี (เกิดปี ..๒๔๘๒)

แม่คำปัน  อินทะนี เป็นบุตรหญิงของนายโอ๋ และนางแดง  อินทะนี  พ่อเป็นคนบ้านหลิ่งห้า ส่วนแม่คนบ้านสวนดอก  หลังแต่งงานแล้วมาจับจองที่อยู่ถัดบ้านเชิงดอยสุเทพไปทางทิศเหนือ(ด้านน้ำตกห้วยแก้ว)  ปลูกกระต๊อบอยู่อาศัย ต่อมานายเต๋า และนางบัวคลี่ สองสามีภรรยา คนบ้านเชิงดอยสุเทพ ได้มาชักชวนให้มาปลูกบ้านอยู่ในที่ดินของนายเต๋า และให้ช่วยทำนา  ขณะนั้นแม่คำปัน อายุ ๗ ขวบ (ประมาณปี พ.ศ.๒๔๘๙)  นายเต๋า มีอาชีพนายสุภัทร น้องชาย  ขับรถกระบะบรรทุกหินทราย ส่วนภรรยา คือ นางบัวคลี่ เป็นเจ้าของไร่นาที่อยู่ละแวกบ้านเชิงดอยรวม ๒ ปั้น(แปลง) ทั้งสองมีลูกสาว ๑ คน ชื่อ นางเครือวัลย์

แม่คำปัน  อินทะนี  เล่าความทรงจำเพิ่มเติมว่า

“บ้านของนายเต๋าและนางบัวคลี่ อยู่โดดเดี่ยว  ไม่มีเพื่อนบ้านใกล้เคียง  ถัดไปทางทิศตะวันออกเป็นทุ่งนา ปัจจุบันคือ บริเวณด้านหน้าคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ด้านทิศตะวันตกของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

“พ่อของป้ามาช่วยครอบครัวนายเต๋าทำนา ได้ข้าวเปลือกมาก็แบ่งคนละครึ่ง ปีหนึ่งได้ประมาณ ๒๕๐ ต๋าง  พ่อแบ่งมา ๑๒๕ ต๋าง  มาเข้ายุ้งไว้ใช้กินในบ้าน  ป้ามีพี่น้อง ๕ คน  ก่อนที่ข้าวใหม่จะเก็บเกี่ยวมักเหลือข้าวประมาณ ๓๐ ต๋าง

“พ่อเลี้ยงควาย ๓ ตัว เป็นควายที่คนอื่นนำมาให้เลี้ยงและได้ลูกมาก็แบ่งคนละตัว เรียกว่า  เลี้ยงผ่า  พ่อใช้ควายนี้ไถนา  ป้าไถนาเป็นตั้งแต่เป็นนักเรียน สมัยนั้นเรียนที่โรงเรียนบ้านเชิงดอย เลิกเรียนมาก็มาช่วยไถนา  คราวหนึ่งไม่ทันได้ยกคันไถขึ้นคันนา  ทำให้ใบไถหักไปอันหนึ่ง เมื่อจบ ป.๔ ก็ออกมาช่วยพ่อแม่ทำนา ทำเป็นตั้งแต่ไถนา ดำนา เกี่ยวข้าว ตีข้าว

“ถัดจากบ้านของนายเต๋าไปทางทิศเหนือ (ไปทางด้านน้ำตกห้วยแก้ว) มีบ้านเรือนชาวบ้านประมาณ ๖-๗ หลังคาเรือน ที่จำได้มีบ้านนายนา-นางบัว, บ้านนายคำปัน-นางดี, บ้านนายฝน-นางไฮ, บ้านนายมา-นางทา, บ้านนายดำ-นางบาน ปลูกบ้านอยู่ห่างๆ กัน  ส่วนใหญ่ไม่มีไร่นา  มักมีอาชีพรับจ้างและทุบหินขาย ปัจจุบันคือ บริเวณตลาดร่มสัก  ละแวกนั้น

“อีกด้านหนึ่งจากบ้านนายเต๋า มาทางทิศใต้จรดถนนด้านหลัง มีบ้านเรือนประมาณ ๔๐ หลังคาเรือน  เราเรียกว่า บ้านใน ปัจจุบัน คือ บริเวณบ้านพักอาจารย์  บ้านในนี้บางคนมีไร่นา  บางคนไม่มีไร่นาก็ยึดอาชีพรับจ้างนาข้าวอยู่ถัดไปทางทิศตะวันออก  เริ่มจากบริเวณหอนาฬิกาเรื่อยไปทางคณะศึกษาศาสตร์ คณะบริหาร เลยไปทางสระว่ายน้ำ

“ส่วนบริเวณคณะวิศวกรรมศาสตร์  เคยเป็นบ้านของนายแก้ดแล็ต เป็นฝรั่ง ไม่มีลูกไม่มีเมีย อยู่บ้านคนเดียว  เป็นบ้านไม้สองชั้นใหญ่ และปลูกบ้านเล็กอีกหลังให้คนงานอยู่  ป้าเคยเห็นนายแก้ดแล็ตแต่ไม่บ่อยนัก มักอยู่ที่บ้าน คราวที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เวนคืนที่ดิน นายแก้ดแล็ต ไม่ยอมย้ายไปอยู่ที่อื่น  คงอยู่ที่บ้านหลังนี้  ต่อมานายแก้ดแล็ตก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย  ไม่มีใครรู้ว่าหายไปไหนปล่อยให้บ้านรกร้างไว้  เคยมีเด็กวัยรุ่นของหมู่บ้านเชิงดอยขึ้นไปบนบ้านในเวลากลางวัน  ก็วิ่งหน้าตื่นลงมาบอกว่าผีหลอก  ภายหลังทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่รื้อบ้านดังกล่าว ไปเจอเงินจำนวนมากซ่อนไว้  เป็นเงินเหรียญที่เรียกว่าเงินแถบ ใส่ถุงวางซ่อนไว้ที่ฝาบ้านชั้นสอง  โดยฝาบ้านทำเป็นสองชั้น

“อายุ ๑๗ ปีก็แต่งงานกับนายเสา คนบ้านตีนดอยแห่งนี้  หลังแต่งงานไปอยู่บ้านสามี  ต่อมามีการเวนคืนที่ดินเพื่อสร้างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่  ได้เงินไม่มากเพราะที่ดินมีน้อย ย้ายไปอยู่แถวใกล้วัดป่าแดง  แต่ที่ดินราคาแพง จึงย้ายมาจับจองที่ว่างอยู่ด้านตะวันออกของพื้นที่เกษตร  เป็นที่ว่างมีคนมาขุดหน้าดินไปขาย  ตอนมาอยู่มีชาวบ้านมาจับจองประมาณ ๖-๗ ราย  แบ่งที่กันปลูกสร้างบ้าน

“อาชีพคือ ครัวดอย เก็บเห็ด เก็บดอกอุน ดอกคว้าว ดอกเข็ม บนดอยนำไปขายตลาด  เป็นดอกไม้สำหรับใช้บูชาพระ เก็บตองตึง หาบไปขายที่ตลาดประตูเชียงใหม่ หน้าบะก่อก็เก็บไปขาย  ไปเก็บบนดอยสุเทพ ออกจากบ้านตั้งแต่ตี ๓ ไปสว่างบนดอย  ไปกัน ๗-๘ คน”

ผู้ที่ทันอยู่ในเหตุการณ์ก่อนการเปลี่ยนแปลงเป็นมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เหลือเพียงไม่กี่คน

อีก ครอบครัวที่เป็นคนบ้านเชิงดอยเดิม คือ ครอบครัวของนายแสน-นางเถิง  กันธิรา และครอบครัวของนายปั๋น-นางติ๊บ  บุญเป็ง

ทั้งสองครอบครัวมีบ้านอยู่ด้านทิศตะวันตกของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่  ก่อนถึงพื้นที่วัดฝายหิน  ปัจจุบันคือ บริเวณด้านหน้าของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์  ทั้งสองครอบครัวมีอาชีพทำนา  นายแสน  กันธิรา มีนาอยู่ประมาณ ๒๐ ไร่ อยู่ถัดจากบ้านมาทางทิศตะวันออก  ส่วนครอบครัวนายปั๋น มีนาไม่มากนัก  ภายหลังบุตรชายของนายแสน คือ นายเพชร  กันธิราและบุตรหญิงของนายปั๋น คือ นางทองใบ  บุญเป็ง ได้แต่งงานสร้างครอบครัวร่วมกัน

นายเพชร  กันธิรา ปัจจุบันอายุ ๗๒ ปี  เล่าว่าหลังจากเรียนจบประถมปีที่ ๔ ที่โรงเรียนบ้านเชิงดอยแล้วก็ออกมาช่วยพ่อแม่ทำนา ช่วยเลี้ยงวัวควายที่มีประมาณ ๑๐ ตัว และฝึกขับเกวียนที่พ่อซื้อไว้ใช้ขนข้าวเปลือกจากนามาเข้ายุ้งที่ใกล้บ้าน  นอกจากทำนาแล้ว พ่อ คือ นายแสน ยังร่วมกับกลุ่มเพื่อนไปซื้อวัวควายจากชาวดอยทางเขตอำเภอสะเมิงนำมาเลี้ยงไว้ที่บ้าน จะมีพ่อค้ามาขอซื้อไปใช้เทียมเกวียนและใช้ไถนา  บางส่วนส่งไปขายให้แขกที่บ้านช้างคลานเพื่อใช้เนื้อเป็นอาหาร  บรรยากาศและวิถีชีวิตของชาวบ้านเชิงดอยก่อนที่จะเป็นมหาวิทยาลัยเชียงใหม่  นายเพชร         เล่าว่า

“สมัยนั้นครอบครัวทำนา อาหารการกินหาง่าย ปลาปูเยอะ ปลาช่อนปลาดุก มาทำอาหาร  จับปูนาทำตำน้ำพริก มาทำน้ำปู๋  หน้าแล้งที่หมดการทำนาก็ไปตีหิน ผมเคยใช้เกวียนบรรทุกหินไปส่งที่ถนนช้างคลาน สมัยนั้นเขากำลังทำถนน  ทางราชการมาสั่งหินที่บ้านตีนดอย พ่อกับเพื่อน  นำเกวียนบรรทุกหินไปส่ง  ผมไปแทนพ่อ ๒ ครั้ง สมัยนั้นอายุ ๑๕ ปี (ประมาณ พ.ศ.๒๔๙๙)  หินมีชาวบ้านทุบไว้แล้วที่ห้วยฝายหิน ตอนเย็นก็นำเกวียนไปบรรทุกและขับเกวียนมาไว้ที่หน้าบ้าน  พอตี ๓ ก็ขับเกวียนออกจากบ้าน  ไปกัน ๓-๔ ลำ ออกทางถนนสุเทพ  ไปประตูสวนดอก เลี้ยวขวาไปทางประตูเชียงใหม่แล้วไปถนนช้างคลาน  ไปเทไว้ริมถนน”.

 

พ.ต.อ.อนุ เนินหาด ผกก.สภ.ดอยหล่อ