หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านถนนห้วยแก้ว (๒๘)

นายพร  รัตนโสย่านถนนห้วยแก้ว(๒๘)

          ผลจากการเวนคืนเพื่อสร้างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ของทางราชการ

ส่วนใหญ่หลังจากทางราชการเวนคืนที่ดิน  บางครอบครัวที่มีที่ดินมาก ได้รับเงินมากพอก็จะย้ายไปซื้อที่ดินอยู่ที่บ้านโป่งน้อย บ้านห้วยทราย  แต่หากเงินได้น้อยก็ไม่สามารถไปซื้อที่ดินอยู่อาศัยได้ ส่วนหนึ่งต้องมาอยู่ในที่ดินของวัดฝายหิน ดังครอบครัวของนายปั๋น-นางติ๊บ  บุญเป็ง รุ่นลูก คือ นางทองใบ  กันธิรา(สกุลเดิม บุญเป็ง) ปัจจุบันอายุ ๖๘ ปี  ให้ข้อมูลว่าพ่อแม่มีที่ดินน้อยได้รับเงินเวนคืนเพียง ๔,๐๐๐ บาท  ไม่สามารถหาซื้อที่อยู่อาศัยใหม่ได้  ต้องไปขออยู่ในที่ดินของวัดฝายหินที่อยู่ถัดไปทางทิศตะวันตกของที่ดินเดิม

“ก่อนหน้านี้พ่อแม่ไปขออยู่ในที่ของแม่นายกิมฮ้อ  นิมมานเหมินท์ อยู่ด้านหลังโรงเรียนบ้านเชิงดอย  ไปสร้างบ้านเล็กๆ อยู่  หลายครอบครัวไปขออยู่  ต่อมาแม่นายกิมฮ้อเสียชีวิต  เขาขอให้ย้ายออกได้ค่าขนย้ายครอบครัวละ ๑,๐๐๐ บาท  พ่อแม่ต้องมาขออยู่ในที่ดินของวัดฝายหิน”

นางทองใบ  กันธิรา เคยมีอาชีพรับจ้างทุบหิน ก่อนที่จะพบรักและแต่งงานกับนายเพชร  กันธิรา

“ไปรับจ้างทุบหินที่ดอยห้วยฝายหินถัดไปทางเหนือ จึงได้พบสามีและแต่งงานกัน  คนบ้านตีนดอยทำงานทุบหินกันตั้งแต่เด็กแล้ว มีนายทุนมาเจาะระเบิดหินและจ้างชาวบ้านทุบหินให้เล็กลง  จะมีพ่อค้าที่รับเหมาสร้างถนนมาซื้อไปถมถนน  คนที่เป็นนายทุน ชื่อ นายเทพและนายนคร คนบ้านตีนดอยอยู่บ้านใกล้โรงเรียนบ้านเชิงดอย เขาจะเจาะหินลึกประมาณ ๒ ฟุต และใช้ดินปืนเทใส่  ทำชนวนและจุดชนวน หินจะแตกจากภูเขา  ชาวบ้านก็จะไปรับจ้างใช้ค้อนเล็กๆ ตีหินให้เล็กลง รายได้หากตีหินเก่งๆ ได้วันละ ๑๕ บาทในสมัยนั้น  น้องชายชื่อ บุญรอด อายุ ๗ ขวบ มารับจ้างตีหินแล้วไปเล่นน้ำห้วย เล่นเสร็จมาผึ่งแดด  ปรากฏว่าป่วยเป็นโรคปอดบวม ส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลสวนดอกและเสียชีวิตลง

“นอกจากรับจ้างทุบหินแล้ว เคยไปทำงานที่บ้านของอาจารย์คนหนึ่งในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซักผ้าดูแลความสะอาดบ้านและเลี้ยงลูก ได้เดือนละ ๕๐ บาท ตอนหลังอาจารย์คนนี้ย้ายไปเลยต้องออกมารับจ้างอย่างอื่น”

อีกคนหนึ่ง คือ คุณอุไร  จันทร์ตา  ปัจจุบันอายุ ๕๙ ปี  ทันได้เห็นการเปลี่ยนแปลงก่อนมาเป็นมหาวิทยาลัยเชียงใหม่  วัยเด็กเคยอยู่กับพ่อแม่ที่หมู่บ้านเชิงดอย พ่อแม่ คือ นายบุญ  วงศ์กันทาและนางอิ่นแก้ว  วงศ์กันทา

“บ้านอยู่เชิงดอยสุเทพ  ปู่ย่าตายายคนที่นี่  อยู่ด้านตะวันตกของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในปัจจุบัน  ขณะนั้นหมู่บ้านเชิงดอย มีประมาณ ๓๐-๔๐ หลังคาเรือน  เรียกว่าบ้านตีนดอยหรือบ้านเชิงดอย”

“บ้านเรือนของหมู่บ้านเชิงดอยส่วนใหญ่ตั้งอยู่ใกล้เคียงกัน  มีบางส่วนกระจายไปบ้าง พื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นนาของชาวบ้าน บางส่วนเป็นป่า และมีป่าช้าของหมู่บ้าน  ปัจจุบันคือ บริเวณสโมสรนักศึกษา สมัยนั้นเมื่อมีการตาย ชาวบ้านฝังบ้างเผาบ้าง ต่อมาเมื่อมีการสร้างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้มีการทำพิธีล้างป่าช้า”

“ต้นไม้ใหญ่ในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ส่วนใหญ่เป็นต้นไม้เดิมของทุ่งนา อาชีพทำนา โดยได้น้ำมาจากห้วยฝายหิน น้ำห้วยผาลาด  ห้วยแม่ระงอง ไหลมาจากบนดอยสุเทพ  น้ำห้วยแม่ระงองไหลผ่านป่าช้าเดิม ลงอ่างเก็บน้ำห้วยแก้วที่สร้างขึ้นภายหลังเมื่อมีการสร้างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่  พ่อแม่พี่ไม่มีนาก็ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป”

“ชาวบ้านบ้านเชิงดอยที่มีฐานะดีกว่าคนอื่นและมีไร่นาเยอะ   คือ ครอบครัวแม่กุย ครอบครัวปู่ติ๊บ”

“ตรงคณะวิจิตรศิลป์  เป็นทุ่งนาสลับกับป่าต้นงิ้ว  ชาวบ้านมีอาชีพปั้นหม้อขาย”

“บริเวณที่เป็นคณะวิศวกรรมศาสตร์  เคยมีน้ำซึมออกมาจากใต้ดิน ชาวบ้านเรียกว่า น้ำบ่อเถ๊าถ่อน  บริเวณนั้นมีต้นไม้ใหญ่ ตอนเด็กมักไปตักน้ำมาใช้ดื่มกิน”

“พ่อแม่พี่มีบ้านอยู่ริมลำห้วย  เมื่อมีการเวนคืนพ่อแม่ไม่ยอมย้ายออก  คงอยู่อาศัยต่อระยะหนึ่ง  ต่อมาจำต้องย้าย  ขณะนั้นครอบครัวพ่อแม่ได้เงินมาประมาณ ๓๐,๐๐๐ บาท  พี่อายุประมาณ ๔ ขวบ  ต่อมาโยกย้ายมาจับจองสร้างบ้านอยู่ที่ใกล้หมู่บ้านช้างก้อม เหมือนกับคนอื่นๆ ซึ่งถัดไปเป็นที่ธรณีสงฆ์ของวัดฝายหิน”

“หลังจากมีการเวนคืนแล้ว  ชาวบ้านส่วนใหญ่โยกย้ายมาอยู่ด้านหลังด้านทิศตะวันตกของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่  ถัดไปทางวัดหัวฝาย  บริเวณดังกล่าวมีหมู่บ้านช้างก้อม มีชาวบ้านอยู่กันประมาณ ๒๐ หลังคาเรือนและพอมีที่ว่าง  ชาวบ้านก็ไปจับจองอยู่อาศัยกัน”

“ตึกที่มีการสร้าง คือ ตึกอธิการบดีเป็นตึกแรก ต่อมาสร้างหอนักศึกษาอ่างแก้ว, หอชาย ๒ ตามลำดับ”

“ย้ายมาอยู่ใกล้หมู่บ้านช้างก้อมประมาณ ๑๒ ปี  จนปี พ.ศ.๒๕๑๘  ทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ต้องการขยายพื้นที่จึงมีการเวนคืนที่ดินเพิ่ม ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ต้องการโยกย้ายแต่ก็เหมือนถูกกึ่งบังคับเพราะที่ดินที่เราอยู่กันยังไม่มีเอกสารสิทธิ์  ชาวบ้านบางครอบครัวเห็นแก่เงิน  ได้รับเงินค่าเวนคืน ๕,๐๐๐ บาทก็ยอมย้ายออกแล้ว  สมัยนั้นเงิน ๕,๐๐๐ บาทก็ถือว่าเยอะแล้วสำหรับชาวบ้าน คงเหลือบ้านพ่อแม่กับคนอื่นประมาณ ๓ ครอบครัว  ยื้ออยู่ได้อีก ๑ ปีเศษ  ทางราชการเพิ่มค่าต้นไม้ที่ปลูกไว้ให้ประกอบกับเห็นว่ายื้ออยู่คงเป็นไปได้ยากแล้ว   จำเป็นต้องโยกย้าย

“ครอบครัวย้ายมาซื้อที่สร้างบ้านอยู่ถัดมาทางด้านใต้ของที่เดิมพร้อมกับชาวบ้านอีกหลายครอบครัว  ปัจจุบันที่ดินหลายแปลงชาวบ้านขายให้ทางช่อง ๗  ส่วนแปลงของพี่ยังไม่ขาย”

          นอกจากนี้ช่วงที่มีการสร้างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คนงานจากภาคกลางที่มาทำงานก่อสร้างบางคนมาได้ภรรยาที่เชียงใหม่ ดังเช่น นายพร  รัตนโส ปัจจุบันอายุ ๗๑ ปี เดิมเป็นชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

“ผมอายุ ๒๔ ปีมาทำงานเป็นคนงานสร้างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่  มาทำงานกับบริษัทสีลมการก่อสร้างที่มารับเหมาสร้างตึกในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่  สมัยนั้นบริษัทที่มาก่อสร้างเท่าที่จำได้นอกจากบริษัทสีลมฯ แล้ว  ยังมีบริษัทพระนครการก่อสร้าง เจ้าของเป็นญาติกับเจ้าของบริษัทสีลมฯ , บริษัทสวัสดีการก่อสร้าง, บริษัทชัยศิริบริษัทเหล่านี้มาจากกรุงเทพฯ”

“ประมาณปี พ.ศ.๒๕๐๕ มาทำงานก่อสร้างและพักที่บ้านพักชั่วคราวของคนงาน  เริ่มสร้างตึกคณะมนุษยศาสตร์  ตึกคณะสังคมศาสตร์ ต่อมาสร้างตึกคณะวิศวกรรมศาสตร์ ทำงานก่อสร้างในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ประมาณ ๑๐ ปี”

“ผมมาได้ภรรยาเป็นคนบ้านเชิงดอยสุเทพ ชื่อ นางบุญช่วย  เป็งเสริม บ้านอยู่ข้างโรงเรียนบ้านเชิงดอยสุเทพ สมัยนั้นบริเวณมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ส่วนใหญ่เป็นทุ่งนา มีปูปลาเยอะ  วันหยุดก็ไปเที่ยวน้ำตกแม่สา ที่แม่ริม ขณะนั้นคันคลองชลประทานอยู่ระหว่างขุด”

“ค่าจ้างขณะนั้นได้วันละ ๓๐ กว่าบาท  เดือนละ ๑,๑๐๐ บาท ๑๕ วันจ่ายเงินครั้งหนึ่ง ค่าใช้จ่ายน้อย  ผมมีเงินเหลือเก็บซื้อรถมอเตอร์ไซค์ได้  สมัยนั้นนิยมยี่ห้อซูซูกิน ราคา๗,๐๐๐ บาท”

“งานก่อสร้างมีคนงานประมาณ ๑๐๐ คน  คนงานเป็นคนพื้นที่ส่วนใหญ่  ค่าจ้างงานแบบใช้แรงงานผู้ใหญ่ได้วันละ ๘ บาท ผู้ชายได้วันละ ๑๒ บาท  ภรรยาผมก็ไปรับจ้างใช้แรงงานจึงได้พบกันและใช้ชีวิตร่วมกัน”

“ด้านหลังมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ผีดุ  ผมเคยเจอ  ครั้งหนึ่งขี่จักรยานกลับมาจากเที่ยวในเมือง  มาถึงด้านหลังประมาณ ๓ ทุ่มจะกลับที่พัก  มาถึงถนนที่จะไปทางวัดฝายหินมาถึงใต้ต้นสักใหญ่ ๒ ต้น สมัยนั้นมืดและเปลี่ยว  บ้านคนก็ไม่มี  ปั่นจักรยานมาก็มีหมาสีดำตัวใหญ่ยืนขวางถนนมองมาที่ผม  ผมตกใจจอดรถจักรยาน  มันยังจ้องมาอยู่จึงหาเศษไม้และขว้างใส่มัน  มันเดินเลี่ยงเข้าป่าข้างทางไป  ผมรีบปั่นจักรยานกลับที่พักด้วยความกลัว”

          ระหว่างการก่อสร้างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ด้านการทำประปา มีเรื่องที่เกี่ยวกับผีเกิดขึ้นเรื่องหนึ่ง ผู้บันทึกเรื่องราวไว้ คือ รศ.ดร.สุพจน์  ตียาภรณ์ ขณะนั้นทำหน้าที่ดูแลเรื่องฝ่ายช่างทั้งหมดของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อาจารย์สุพจน์  ตียาภรณ์ บันทึกไว้ดังนี้

เรื่อง ผี ผี ใน มช.

                                                ตุลาคม ๒๕๕๑

สาธุ… “ผี” มักจะปรากฏทั่วทุกหัวระแหงในสถานที่และสถานการณ์ต่างๆ กัน  ทั้งลักษณะที่ปรากฏก็แตกต่างกัน  มีหลักฐานบ้าง  ไม่มีหลักฐานบ้าง  อีกทั้งปรากฏในตอนกลางคืนบ้าง ในตอนกลางวันบ้าง ไม่เลือกเวลา… ผู้คนก็เล่าสู่กันฟังเป็นทอดๆ แล้วเรื่องผีก็จงหายไป  แต่เรื่อง “ผี” ที่ข้าพเจ้าจะเล่านี้ขอยืนยันว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงโดยข้าพเจ้าเป็นผู้ประสบเอง  ได้รับรู้และสัมผัสด้วยตนเองซึ่งผู้อ่านคงจะวางใจได้ว่ามิใช่เรื่องที่เล่าต่อๆ กันมา หรือมีผู้ใดผู้หนึ่งกุขึ้น.

พ.ต.อ.อนุ เนินหาด ผกก.สภ.ดอยหล่อ