หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านถนนห้วยแก้ว (๓๑)

ห้วยแก้ว 31ย่านถนนห้วยแก้ว (๓๑)

          บริเวณถนนห้วยแก้ว  นอกเหนือจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่แล้ว  ยังมีสถาบันการศึกษาที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง คือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา

เดิมเรียกว่า วิทยาลัยเทคนิคภาคพายัพเป็นสถาบันการศึกษาวิชาชีพประจำภาค สังกัดกรมอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการได้จัดตั้งขึ้น โดยประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์เมื่อกลางปี พ.ศ.๒๕๐๐ ตั้งอยู่ภายในพื้นที่เมืองโบราณ เวียงเจ็ดลิน หรือเมืองเชษฎบุรี  ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ ๖ กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณ ๙๐ ไร่

ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๒๓  วิทยาเขตฯ ได้รับอนุมัติจากกระทรวงมหาดไทยให้ใช้ที่ดินสาธารณประโยชน์ประจำหมู่บ้านช่างเคี่ยนอีกจำนวน ๒๕ ไร่ รวมเนื้อที่ทั้งสิ้น ๑๑๕ ไร่

ในปีเริ่มแรกได้เปิดสอนหลักสูตรระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.) ใน ๖ แผนกวิชา คือ ช่างยนต์ ช่างกลโลหะ ช่างไฟฟ้า ช่างก่อสร้าง ช่างไม้ครุภัณฑ์ และพณิชยการ ต่อมาได้ปรับปรุงและขยายงาน ทั้งในด้านสถานที่ อาคารเรียน อุปกรณ์ เครื่องมือ บุคลากร และขยายการศึกษาโดยเปิดแผนกวิชาต่างๆ ในระดับที่สูงขึ้น

นอกจากเปิดสอนวิชาชีพ เพื่องานในทางอุตสาหกรรมพณิชยกรรม และศิลปกรรมทั้งในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงและระดับปริญญาตรีแล้ว  วิทยาเขตฯ ยังได้มีโครงการสนับสนุนส่งเสริมศิลปหัตถกรรมภาคเหนือ โดยใช้ที่ดินซึ่งได้รับบริจาคจากคุณหญิงดารา ไชยยศสมบัติ จำนวน ไร่ และวิทยาเขตฯ จัดซื้อเพิ่มอีก ๕ ไร่ รวมเป็น ๑๐ ไร่ บริเวณข้างวัดเจ็ดยอดโพธารามและโรงเรียนวัดเจ็ดยอด โดยมีแผนกวิชาออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม แผนกวิชาอุตสาหกรรมเครื่องปั้นดินเผา แผนกวิชาออกแบบผลิตภัณฑ์สิ่งทอ แผนกวิชาช่างอุตสาหกรรมเครื่องประดับ แผนกวิชาจิตรกรรม แผนกวิชาประติมากรรม แผนกวิชาศิลปะภาพพิมพ์ แผนกวิชาการพิมพ์ และแผนกวิชานิเทศศิลป์ เข้าไปปฏิบัติตามโครงการดังกล่าว

ในปี พ.ศ. ๒๕๒๐  ได้มีการโอนกิจการของวิทยาลัยเทคนิคภาคพายัพ ไปสังกัดวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษามีชื่อว่า “วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วิทยาเขตเทคนิคภาคพายัพ” และมีการเปิดสอนในระดับปริญญาเป็นครั้งแรกของสถาบัน

จนกระทั่งในปี พ.ศ. ๒๕๓๓  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามสถาบันใหม่ว่า “สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล”

ต่อมาปี พ.ศ.๒๕๔๘ ได้มีพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล พ.ศ. 2548 ประกาศยกฐานะสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ๙ แห่ง ทำให้สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลวิทยาเขตภาคพายัพ ได้รับการยกฐานะเป็นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาวิทยาเขตภาคพายัพ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษากระทรวงศึกษาธิการ เปิดสอนระดับต่ำกว่าปริญญา ระดับปริญญาตรี และระดับบัณฑิตศึกษา

          ถัดไปเป็นสถานีตำรวจภูธรภูพิงคราชนิเวศน์

สถานีตำรวจภูพิงค์ราชนิเวศน์เริ่มเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๑  รับผิดชอบเพียงตำบลเดียว คือ ตำบลสุเทพ  เดิมเขตตำบลสุเทพขึ้นกับสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองเชียงใหม่  แต่เดิมเป็นกองรักษาการณ์พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์  ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าทางขึ้นพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์  โดยมีภารกิจในการดูแลรักษาความปลอดภัยพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์และเขตพระราชฐาน

ต่อมาวันที่ ๒๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๑  กระทรวงมหาดไทยได้ประกาศยกฐานะเป็นสถานีตำรวจภูธรตำบลภูพิงคราชนิเวศน์  มีเขตการปกครองจำนวน ๑ ตำบล คือ ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่  ต่อมาในเขตพื้นที่รับผิดชอบมีความเจริญและมีประชาชนหนาแน่นเพิ่มมากขึ้น กรมตำรวจในสมัยนั้นจึงให้มีอำนาจการสอบสวนรับแจ้งความร้องทุกข์ได้  สถานที่ทำการระยะแรกใช้การเช่าอาคารพาณิชย์อยู่ตรงกันข้ามวิทยาลัยสารพัดช่างเชียงใหม่ ถนนห้วยแก้ว  เมื่อปลายปี พ.ศ.๒๕๓๐ (ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของร้านณัติมอเตอร์)

ต่อมา พล.ต.ต.ณรงค์วิช  ไทยทอง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจภูธร ๓, พ.ต.อ.บำรุง  เกิดดี รองผู้บังคับการหัวหน้าตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่, พ.ต.ท.อรรถกิจ  กรณ์ทอง สารวัตรสถานีตำรวจภูธรตำบลภูพิงค์ฯ, พ.ต.ท.สาธิต  เจริญพิภพ สารวัตรสอบสวนฯ ได้ร่วมกันประสาน ฯพณฯ อุดมศักดิ์  ทั่งทอง รมต.ช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายวิฑูรย์  กำเนิดเพ็ชร อธิบดีกรมปศุสัตว์  ขอใช้ที่ดินของศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์เชียงใหม่ ถนนห้วยแก้ว  จำนวน ๔ ไร่เศษและกรมตำรวจในสมัยนั้นได้อนุมัติงบประมาณก่อสร้างสถานีตำรวภูพิงคฯ ในวงเงิน ๗,๙๘๐,๑๘๔ บาท  การประสานของบประมาณโดยพล.ต.ต.ปรีชา  ปฏิบัติสรกิจ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจภูธร ๓ และ พ.ต.อ.ปกรณ์  สรรพกิจ รองผู้บังคับการอำนวยการกองบัญชาการตำรวจภูธร ๓

ต่อมาวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๓๔  พล.ต.อ.เภา  สารสิน รองนายกรัฐมนตรีได้มาเป็นประธานวางศิลาฤกษ์ก่อสร้างอาคารที่ทำการสถานีตำรวจภูพิงคฯ  และเมื่อก่อสร้างเสร็จได้ย้ายที่ทำการมายังที่ทำการแห่งใหม่ตั้งแต่วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๕  เป็นต้นมา

          ถัดจากสถานีตำรวจภูธรภูพิงคราชนิเวศน์ไปเป็นบริเวณฟาร์มโคนม

          บริเวณนี้เคยเป็นที่ตั้งของโรงเรียนมหาดเล็กหลวง จังหวัดเชียงใหม่ ในสมัยรัชกาลที่ ๖ ระหว่างปี พ.ศ.๒๔๕๘ – ๒๔๖๘  ต่อมาได้เลิกกิจการไปรวมกับโรงเรียนมหาดเล็กหลวงที่กรุงเทพฯ

          ความเป็นมาของโรงเรียนมหาดเล็กหลวงแห่งนี้เริ่มต้นในสมัยรัชกาลที่  ปรากฎข้อมูลว่า

“ครั้นได้เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๖ แห่งพระบรมราชวงศ์จักรีเมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๔๕๓ แล้ว  พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ได้ทรงเริ่มปฏิบัติพระราชกรณียกิจในรัชกาล  โดยโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาโรงเรียนมหาดเล็กหลวงขึ้นในรูปแบบพับลิคสกูล (Public  School) ของอังกฤษแทนพระอารามหลวงประจำรัชกาล  แล้วได้โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายนักเรียนมหาดเล็กหลวงเดิมจากโรงเรียนพระราชวังสราญรมย์ไปเป็นนักเรียนมหาดเล็กหลวง  เปิดการเรียนการสอนตามหลักสูตรหลวงของกระทรวงธรรมการเป็นวันแรกที่โรงเรียนราชกุมารเก่า  ริมประตูพิมานไชยศรี  ในพระบรมมหาราชวัง  ต่อมาได้พระราชทานที่ดินส่วนพระองค์บริเวณสวนกระจัง  ริมคลองเปรมประชากรให้เป็นที่ตั้งถาวรของโรงเรียนมหาดเล็กหลวง

ครั้นปี พ.ศ.๒๔๕๙  ซึ่งเป็นปีที่จะทรงเจริญพระชนมายุครบ ๓ รอบ มโรงนักษัตรนั้น  ได้ทรงพระราชดำริถึงการศึกษาของกุลบุตรในมณฑลพายัพ  ซึ่งได้เคยเสด็จประพาสมาแล้วครั้งหนึ่งในสมัยที่ยังทรงเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และได้โปรดพระราชทานนามโรงเรียนตัวอย่างประจำมณฑลไว้ว่า โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย เพื่อเป็นเครื่องชักนำให้กุลบุตรในมณฑลนั้นตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษาภาษาและหนังสือไทย  แต่การหาได้เป็นไปดังพระราชประสงค์ไม่  เนื่องด้วยเจ้านายฝ่ายเหนือรวมทั้งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และพ่อค้าวาณิชย์ในมณฑลพายัพต่างก็ไม่นิยมส่งบุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียนยุพราช

ทรงโปรดเกล้าฯ ให้รองหัวหมื่น พระราชดรุณรักษ์ เดินทางมาเชียงใหม่เพื่อเลือกสถานที่และก่อตั้งโรงเรียนมหาดเล็กหลวงขึ้น  ซึ่งรองหัวหมื่น พระราชดรุณรักษ์ได้เลือกสถานที่บริเวณเชิงดอยสุเทพ หลังจากนั้นทรงโปรดเกล้าฯ ให้อุปราชมณฑลพายัพทรงเป็นแม่กองดำเนินการก่อสร้างโรงเรียนชั่วคราวขึ้นที่เชิงดอยสุเทพ ตำบลห้วยแก้ว โดยใช้แรงงานนักโทษซึ่งแบ่งไปตั้งเป็นเรือนจำชั่วคราวที่ห้วยแก้ว  ดำเนินการก่อสร้างอาคารสถานที่ชั่วคราวตามแบบที่กำหนด ประกอบด้วยสถานเล่าเรียน  บ้านสำหรับครูและนักเรียน สนามกีฬา เรือนพยาบาล เรือนสำหรับครูอาจารย์และเจ้าหน้าที่

การก่อสร้างโรงเรียนมหาดเล็กหลวงชั่วคราว เสร็จสิ้นในปลายปี พ.ศ.๒๔๕๙  ได้โปรดเกล้าฯ ย้ายพระราชดรุณรักษ์มาเป็นผู้บังคับการโรงเรียนมหาดเล็กหลวงเชียงใหม่ พร้อมกับอาจารย์ปริญญาจากต่างประเทศ ครูประกาศนียบัตรในประเทศ และข้าราชการจากโรงเรียนมหาดเล็กหลวงและโรงเรียนพรานหลวง รวม ๑๒ คน ขึ้นมารับราชการที่โรงเรียนมหาดเล็กหลวงเชียงใหม่และเปิดทำการสอน

โรงเรียนมหาดเล็กหลวงได้รับความนิยมจากบุตรหลานเจ้านายฝ่ายเหนือ บุตรหลานข้าราชการผู้ใหญ่และคหบดีเป็นอย่างมาก  เริ่มต้นมีนักเรียนประมาณ ๕๐ คน ต่อมาเพิ่มเป็น ๑๐๐ คนเศษ อุปสรรคของสถานที่ตั้งที่เชิงดอยสุเทพ คือ มีไข้ชุกชุมทำให้ครูและนักเรียนเจ็บป่วย บางรายเสียชีวิต  นอกจากนี้บางปีมีลมแรงทำให้สถานที่ถูกลมพัดพังเสียหาย”

ต่อมาเนื่องจากเห็นว่ามีรถไฟจากกรุงเทพฯ ถึงเมืองเชียงใหม่ทำให้การเดินทางสะดวกมากขึ้น ประกอบกับมีค่าใช้จ่ายที่เป็นการสิ้นเปลืองจึงให้ยุบโรงเรียนมหาดเล็กหลวงเชียงใหม่ เมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๔๖๘ (พระบารมีปกเกล้าฯ ยุพราชวิทยาลัย ๑๐๐ ปีนามพระราชทาน,๒๕๔๘).

 

พ.ต.อ.อนุ เนินหาด ผกก.สภ.ดอยหล่อ