หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านถนนห้วยแก้ว (๓๓)

ห้วยแก้ว 33ย่านถนนห้วยแก้ว (๓๓)

  ผลงานของครูบาศรีวิชัยครั้งสำคัญ คือ การสร้างถนนจากถนนห้วยแก้วขึ้นไปถึงพระธาตุดอยสุเทพซึ่งต่อมาใช้ชื่อว่า “ถนนศรีวิชัย”

เกี่ยวกับการเริ่มต้นสร้างถนนสายนี้ของครูบาศรีวิชัย  หลวงศรีประกาศ อดีตนายกเทศมนตรีได้เรียบเรียงความเป็นมาในหนังสืองานพระราชทานเพลิงศพหลวงศรีประกาศพ..๒๔๙๙ ส่วนหนึ่งว่า

“ข้าพเจ้าจึงได้ไปหาครูบาฯ เล่าความดำริถวายท่าน เมื่อท่านทราบความประสงค์ตลอดแล้ว  ขอผัดว่าขอพิจารณาสัก ๗ วันก่อน  เมื่อถึงกำหนดให้มาฟังถ้าพอช่วยได้ก็จะช่วยเพราะเป็นสาธารณกุศลเหมือนกัน  ตามปกติครูบาฯ ถ้าจะสร้างหรือทำอะไรเป็นการใหญ่ต้องอธิษฐานดูก่อน  ถ้าฝันดีระหว่างอธิษฐานก็จะทำ  เมื่อถึงกำหนดนัดข้าพเจ้าได้ไปหาท่านอีก ท่านปรารภว่าจะเอาเฉพาะไฟฟ้าขึ้นไปจะลำบากและคิดว่าจะไม่สำเร็จ  จะทำทางรถยนต์ขึ้นไปจะง่ายกว่า  ถ้าเห็นพ้องด้วยยินดีจะช่วย  ข้าพเจ้าไม่มีความรู้ในเรื่องนี้  เห็นดอยสูงและสลับซับซ้อนจะทำทางรถยนต์ขึ้นไปได้อย่างไร  ด้วยความไม่แน่ใจจึงเรียนท่านขอให้พิจารณาโดยถี่ถ้วนอีกครั้งหนึ่ง  ต่อมาราว ๑๐ วัน ข้าพเจ้าไปหาท่านอีก  ท่านยืนยันและรับรองว่าสร้างถนนขึ้นดอยสำเร็จแน่  ถ้าตกลงจะได้บอกบุญศรัทธาให้

“ท่านเล่าให้ฟังว่า ในระหว่างที่ท่านอธิษฐานจิต ฝันหรือเหมือนฝันไปว่ามีคนนุ่งขาวห่มขาวคนหนึ่งมานำท่านเดินจากเชิงดอยขึ้นไปถึงบันไดนาคก็พอดีสะดุ้งตื่น  ซึ่งนับว่าเป็นศุภนิมิตแห่งความสำเร็จ  แม้เช่นนั้นข้าพเจ้าก็ยังสงสัย  จึงได้นำความกราบทูลเจ้าแก้วนวรัฐฯ  เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่และครูบาเถิ้ม  ท่านทั้ง ๒ ให้ความเห็นว่าครูบาศรีวิชัยท่านมีอะไรของท่านอย่างหนึ่ง  ถ้ารับรองว่าสำเร็จเป็นสำเร็จแน่  ตามที่เห็นและเป็นมา  จึงให้ข้าพเจ้าดำเนินงานต่อไป

“ข้าพเจ้าจึงได้มีหนังสือเรียนเลขาธิการคณะรัฐมนตรี  ซึ่งเวลานั้นหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ ดำรงตำแหน่งนี้  ทางคณะรัฐมนตรีได้ส่งเจ้าหน้าที่สำรวจทางขึ้นมาสำรวจและกรุยทาง  เมื่อสำรวจและกรุยทางเสร็จแล้ว  ข้าพเจ้าพร้อมด้วยครูบาเถิ้มพากันไปหาครูบาฯ  นำแผนที่ที่สำรวจและกรุยทางไปหาท่าน  ท่านดูและเห็นชอบด้วยจึงให้กำหนดวันเพื่อทำพิธีบุกเบิกทางเป็นอุดมฤกษ์  และได้ฤกษ์ดีในวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๔๗๗  เวลา ๑๐.๐๐ น.

“ครูบาเถิ้มท้วงว่าฤกษ์ตามที่กำหนดมานี้สำเร็จเหมือนกัน  แต่จะมีเรื่องเรื่อย  ควรจะหาใหม่และวันลงฤกษ์ควรจะนิมนต์พระเถระผู้ใหญ่ในเชียงใหม่ทั้งหมดมาสวดชัยมงคลคาถา  โดยดำริของครูบาเถิ้มเพื่อจะอาศัยบารมีของพระเถระนั้นๆ ช่วยเป็นกำลังบ้างเพราะระหว่างนั้นครูบาศรีวิชัยกับคณะสงฆ์เชียงใหม่มีเรื่องระหองระแหงกันอยู่บ้าง  การเลื่อนกำหนดฤกษ์และจะนิมนต์พระเถระผู้ใหญ่มาสวดชัยมงคลคาถา  ครูบาศรีวิชัยไม่เห็นด้วยเพราะนอกจากนั้นท่านกำหนดจะไปเชียงดาว  ส่วนการนิมนต์พระเถระผู้ใหญ่ก็ว่าจะไม่ควรไปรบกวนท่าน  เอาครูบาเถิ้มองค์เดียวก็พอแล้ว  เพียงประชุมคณะของท่านเพื่อฟังความคิดเห็น  เมื่อไม่มีผู้ใดคัดค้านและให้เหตุผลพอก็ใช้ได้  และก็มีแต่ผู้เห็นดีด้วยทั้งนั้น  จึงเป็นอันว่ากิจการก็ดี วันและเวลากำหนดก็ดีเป็นฤกษ์งามยามดี

“ถึงวันและเวลาดังกล่าว  เจ้าแก้วนวรัฐฯ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่เป็นผู้ลงจอบแรกเป็นปฐมฤกษ์  ตรงทางที่จะขึ้นไปสู่โรงสี พระสงฆ์สวดชัยมงคลคาถา(เฉพาะพระในคณะของครูบาศรีวิชัย)  ครูบาศรีวิชัยท่านมีมติอะไรของท่านอย่างหนึ่ง  ในวันและเวลาประกอบพิธีแรก  ท่านประกาศต่อหน้าประชาชนที่ไปชุมนุมกันอยู่ ณ ที่นั้นว่า ‘การนี้เป็นการใหญ่  จะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อมีเทวดามาช่วย’ เป็นการปลุกประชาชนเสียชั้นหนึ่งก่อน   ต่อจากนั้นครูบาเถิ้มกับครูบาศรีวิชัยได้แบ่งหน้าที่กันทำ  คือครูบาเถิ้มเป็นผู้นำกรุยทาง  ตัดต้นไม้ให้เป็นช่องไป  ตอนใดเป็นหินทึบที่จะต้องใช้ระเบิดเป็นหน้าที่ของครูบาศรีวิชัย  จัดลูกศิษย์ไปเจาะและระเบิด  ตลอดถึงแบ่งให้คนทำเป็นตอนๆ ตั้งแต่เชิงดอยจนถึงตำหนักพระราชชายา”

ด้านบรรยากาศระหว่างการสร้างถนนศรีวิชัยนั้น หลวงศรีประกาศบรรยายว่ามีชาวบ้านมาช่วยกันถึงวันละ ๕๐๐ คน ทำอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อยเนื่องจากศรัทธาในครูบาศรีวิชัย  ใช้เวลาดำเนินการเพียง เดือนเศษเท่านั้น

“ผู้ที่มีศรัทธาขอรับทำถนนสายนี้  อย่างมากได้เพียงหมู่ละ ๑๐ วาเท่านั้น  แม้เช่นนั้นก็ยังไม่พอกัน  ผู้ที่มาทีหลังขอแบ่งจากผู้ที่ได้ส่วนแบ่งไปแล้ว ๑๐ วา สักครึ่งหนึ่ง คือ ๕ วา หรือแม้เพียงวาสองวาก็ไม่มีใครยอมให้  วิธีการรับทำถนนสายนี้  โดยให้เข้ากันเป็นพวกหรือหมู่  เรียกตามภาษาเหนือว่าศรัทธา คือ ทายกทายิกาของวัดใดวัดหนึ่งร่วมกันรับตอนหนึ่งแล้วแต่มีคนมากหรือน้อย  วัดในเชียงใหม่ทั้งในเมืองและอำเภอรอบนอกมีเท่าไร  ฉะนั้นระยะทางเพียง ๑๑.๕๓๑ ก.ม. จะพอกันอย่างไร  นอกจากนั้นยังมีพวกยางอีกเป็นจำนวนมากมาร่วมงานนี้  ผู้ที่จองได้ตอนใดก็ยกพวกมาตั้งกอง  ทำทับกระท่อมและนำข้าวปลาอาหารมาพร้อม  นอนค้างห้างแรม  ทำทั้งกลางวันและกลางคืน  ไม่เห็นแสดงอาการเหน็ดเหนื่อยเลย  ต่างหน้าชื่นตาบานรื่นเริงตลอดเวลา  เวลานั้นมีประชาชนเต็มไปหมดตลอดสายทางที่ทำ  คำนวณดูอย่างคร่าวๆ คิดว่าไม่น้อยกว่าวันละ ๕๐๐ คน  วันเสาร์วันอาทิตย์ยิ่งมาก  เนื่องจากผู้ที่ทำงานหยุดงานพากันไปเที่ยวบ้าง  ไปช่วยเขาทำถนนเอาบุญพิเศษบ้าง  เป็นการสนุกครึกครื้นรื่นเริงอย่างบอกไม่ถูก  ผู้ที่นำอาหารคาวหวานไปตั้งทับกระท่อมขายตลอดงาน  แม้ปอยหลวงคืองานมหกรรมที่ใหญ่โตก็สู้ไม่ได้

“ตั้งแต่ลงมือทำได้ ๕ เดือนกับ ๒๒ วันเสร็จ รถยนต์วิ่งได้ตลอดและได้ทำพิธีเปิดในวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๔๗๘ โดยให้ชื่อถนนสายนี้ว่า ถนนดอยสุเทพ ต่อมาจึงให้ชื่อว่า ถนนศรีวิชัย”

ระหว่างก่อสร้างทางขึ้นดอยสุเทพ ครูบาศรีวิชัยสร้างวัดด้วย

“ในการสร้างทางสายนี้  ครูบาศรีวิชัยสมมุติว่าเป็น มรรค (คือมรรคแปด) ท่านจึงได้สร้างสำนักสงฆ์เป็นระยะๆ ขึ้นไป เทียบกับอริยะมรรค  ต้นทางแต่เชิงดอยขึ้นไปให้ชื่อว่า วัดโสดา ที่ม่อนเถระจันทร์หรือขุนห้วยผีบ้าที่นายทิม  โชตนา ไปปลูกบ้านอยู่เวลานี้ (พ.ศ.๒๔๙๙) ให้ชื่อว่า วัดสกิทาคา  ที่ม่อนพญาหงส์ยังไม่ทันทำอะไรกำหนดไว้ว่าจะสร้างวัดอนาคา ส่วนวัดพระธาตุ(ดอยสุเทพ) เป็นวัดอรหันต์”

ด้านปัญหาในการดำเนินการสร้างถนนศรีวิชัย หลวงศรีประกาศบันทึกไว้ว่า

“จะเนื่องด้วยฤกษ์ยามไม่สู้ดีอย่างครูบาเถิ้มทักหรืออย่างไรไม่ทราบ  ระหว่างทำงานมีอุปสรรคต่างๆ ทำถนนไม่ถูกหลักวิชาบ้าง ท่อระบายน้ำห้วยแคบไปบ้าง  ผู้ทำถนนไปตัดไม้หวงห้ามถูกเจ้าหน้าที่ทักท้วงบ้าง  ขุดดินเข้าไปเป็นเพิงถล่มทับตายบ้าง  นอกจากนั้นยังมีสิ่งเล็กๆ น้อยๆ อีกนานาประการ  เสร็จแล้วครูบาศรีวิชัยก็ถูกนิมนต์ไปอบรม(สอบสวน)  หรือจะเป็นธรรมดาของงานใหญ่เกี่ยวข้องกับคนมากก็อาจเป็นได้”

การสร้างทางขึ้นดอยสุเทพ ส่งผลให้มีผู้เลื่อมใสครูบาศรีวิชัยมากขึ้น  เป็นเหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้ครูบาศรีวิชัยต้องถูกสอบสวน

“เนื่องจากการสร้างวัดตามระยะทางดังกล่าว  ประกอบกับผู้มีศรัทธาเลื่อมใสในครูบาฯมากและยิ่งขึ้น  จึงต่างนำบุตรหลานไปฝากและขอบรรพชาอุปสมบทมากขึ้น  ซึ่งครูบาฯก็รับและทำให้  เป็นการฝ่าฝืนสังฆาณัติของคณะสงฆ์  คือการจะสร้างวัดใหม่ก็ดี  จะปฏิสังขรณ์วัดร้างก็ดีจะต้องได้รับอนุญาตจากคณะสงฆ์ก่อน  จะเป็นอุปัชฌายะอุปสมบทกุลบุตรได้จะต้องได้รับหมายตั้งตามระเบียบก่อน  ยิ่งไปกว่านั้นตามหัววัดต่างๆ ราว ๖๐ กว่าหัววัดขอลาออกจากการปกครองของคณะสงฆ์  ไปขอขึ้นกับคณะครูบาศรีวิชัย  ไม่ทำการติดต่อกับคณะสงฆ์ตามระเบียบที่เคยปฏิบัติมา  ทางคณะสงฆ์เรียกตัวไปถามก็ว่าครูบาศรีวิชัยห้ามไม่ให้ทำ  ครั้นไต่สวนครูบาศรีวิชัยท่านก็ปฏิเสธว่าท่านไม่ทราบเรื่อง  ทางคณะสงฆ์ก็อะลุ้มอล่วยให้เป็นอย่างมาก  แต่พฤติการณ์กระด้างกระเดื่องหาสงบลงไม่  เพื่อตัดต้นไฟทางคณะสงฆ์จึงได้นิมนต์ครูบาฯ ไปกักไว้ที่วัดเบ็ญจมบพิตร กรุงเทพฯ เป็นครั้งที่ ๒ เพื่ออบรมให้เข้าใจระเบียบการปกครอง

“ระหว่างครูบาศรีวิชัยอยู่กรุงเทพฯ ข้าพเจ้าได้ไปเยี่ยมเสมอ  ท่านปรารภกับข้าพเจ้าว่า ที่ถูกมากักเช่นนี้อาจเป็นเพราะผิดประเพณีก็ได้  การทำถนนไม่ใช่กิจของพระ  ส่วนการสร้างเจดีย์วิหารอันเกี่ยวกับวัดมามากมาย  ก็ไม่เคยมีเรื่อง  ถ้าได้กลับไปจะไม่เข้าไปในเขตเชียงใหม่อีกต่อไป  จนกว่าน้ำในลำแม่น้ำปิงจะไหลกลับขึ้นเหนือ  เวลากลับไปท่านก็ไม่ยอมเข้าเขตเชียงใหม่แม้ศรัทธาจะนิมนต์เท่าไรก็ไม่ยอมไป  ตลอดจนถึงมรณภาพ

“ภายหลังครูบาเถิ้มต่อว่าข้าพเจ้าว่า  เห็นหรือยัง ฤกษ์ยามที่ทัก  ไม่เชื่อกันก็เป็นอย่างนี้แหละ  เมื่อข้าพเจ้าไปเยี่ยมครูบาศรีวิชัยที่วัดเบญจมฯอีก  ได้คุยกันพอสมควร  ครูบาฯกำชับให้ข้าพเจ้าว่าให้รีบกลับเชียงใหม่  ถ้าไม่เช่นนั้นจะไม่พบครูบาเถิ้ม  ข้าพเจ้ายังเถียงท่านว่า  เมื่อก่อนลงมากรุงเทพฯ ๒-๓ วันนี้ ครูบาเถิ้มท่านก็สบายปกติดีอยู่  จะว่าไม่พบอย่างไร  ท่านก็ไม่ให้เหตุผล  ข้าพเจ้าก็ไม่สู้สนใจเท่าใดนักในถ้อยคำของท่าน  รุ่งขึ้นข้าพเจ้าก็กลับถึงเชียงใหม่เวลาเย็น  ถามข่าวถึงครูบาเถิ้ม  ได้รับคำตอบว่าท่านสบายดีจึงไม่ได้ไปเยี่ยมท่านในวันนั้น  รุ่งขึ้นแต่เช้าตรู่ศิษย์ของครูบาเถิ้มมาบอกว่าครูบาเถิ้มมรณภาพเสียแล้วเมื่อคืนนี้  เมื่อตอนค่ำยังปกติไปบ้านศพอยู่  ข้าพเจ้ากลับสนใจในถ้อยคำของครูบาฯเมื่อไปเยี่ยมท่านอีกจึงเรียนถามท่านทราบได้อย่างไร  ท่านนิ่งไม่ตอบ  ข้าพเจ้าเข้าใจว่าท่านคงจะทราบโดยญาณวิถีเวลาเข้าสมาธิหรือเวลาสงบอะไรสักอย่างหนึ่ง  จึงกล้าบอกได้เช่นนั้น”.

 

พ.ต.อ.อนุ เนินหาด ผกก.สภ.ดอยหล่อ