หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านถนนเจริญประเทศ(45)

Author by 21/06/12No Comments »

เจ้าบุญเลิศ , นางศรีทอน ณ เชียงใหม่ และครอบครัว

ข้างโรงเหล้า สุดถนนเจริญประเทศเป็นบ้านของนายอ้าย อินตา ภรรยาชื่อนางมูน อินตา เป็นชาวบ้านป่าพร้าวนอก อาชีพทำนา บุตรธิดา ๖ คน ต่อมานางมูน เสียชีวิต นายอ้ายได้แต่งงานกับนางหมี อินตา

นายสถิตพงษ์ อินตา บุตรชายคนเล็กของนายอ้าย อินตา ปัจจุบันอายุ ๗๕ ปี อดีตเคยรับราชการมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เล่าว่า

“ละแวกนี้ ช่วงหลังสงครามโลก ผมยังเด็ก มีเรือถ่อจากฟากนี้ข้ามแม่น้ำปิงไปฟากโน้น เจ้าของเรืออยู่ฝั่งโน้น ชื่อ ลุงตั๋นและลุงปวง ส่วนใหญ่คนที่ข้ามมักมีธุระทางด้านโน้น หากไม่ข้ามทางเรือโดยสารก็ต้องเดินไปข้ามแม่น้ำปิงที่สะพานนวรัฐ และเดินมาบ้านหนองหอยซึ่งไกล นอกจากนี้ข้ามไปเพื่อไปซื้อข้าวของ จะมีตลาดเล็กๆ อยู่ใกล้สมาคมวายเอ็มซีเอเสาหิน เป็นตลาดขายเฉพาะช่วงเช้า ทางแม่ค้าก็มักทำแกงข้ามไปขายส่วนใหญ่เป็นแกงเลือดหมู

“ตอนเด็กผมไปเรียนที่โรงเรียนศรีดอนไชย ถนนเป็นฝุ่นผ่านทุ่งนาไป ผ่านป่าช้าช้างคลาน เส้นทางไปโรงเรียน มักเดินไปทางถนนช้างคลาน เป็นทุ่งนาทั้งนั้น บ้านใหญ่หลังหนึ่งตรงข้ามโรงแรมลานนาพาเลซในปัจจุบัน ชาวบ้านเรียกกันว่าบ้านลุงคำแขก เป็นบ้านใหญ่ชั้นเดียว บริเวณบ้านกว้าง หน้าบ้านมีต้นมะนะต้นใหญ่ ผมไปโรงเรียนต้องแวะเก็บมะนะ มะนะลูกแก่จะร่วงจากต้น เจ้าของบ้านไม่หวง บ้านจะเปิดประตูไว้ตลอด ส่วนบริเวณโรงแรมลานนาพาเลซเป็นบ้านครูประยูร เป็นครูอยู่โรงเรียนมงฟอร์ต ติดบ้านครูประยูรเป็นลำเหมืองใหญ่ บ้านใหญ่อีกหลัง คือ บ้านนายอินตา ศรีจันทร์ดร ปัจจุบันอยู่ตรงข้ามหมู่บ้านเชียงใหม่แลนด์ เลยไปเป็นทุ่งนาเรื่อยไปจนถึงโรงเรียนเรยีนาฯ

“ส่วนถนนเจริญประเทศ โรงเรียนอนุบาลสวนเด็กเป็นบ้านของชาวบ้านสลับกับบ้านแขก ผ่านไปทางนี้จะเห็นหนังควายขึงด้วยไม้กางตากอยู่ หนังควายเหล่านี้หลังจากล้างในแม่น้ำปิงแล้วก็จะนำมาตากให้แห้ง ส่วนหัวควาย เขาและกระดูกมักทิ้งลงในน้ำปิง ตอนเด็กเมื่อเล่นน้ำปิงจะเห็นหัวควายทิ้งไว้ก็จะไปลากขึ้นมาบนบก ในหัวควายจะมีปลาติดมาด้วยเป็นปลาหลด เทน้ำออกก็จะได้ปลา นำมาทอดมาทำน้ำพริกได้ หน้าแล้งน้ำในน้ำปิงน้อยจะมีเกาะกลางแม่น้ำปิง ชาวบ้านจะไปปลูกต้นบานไม้รู้โรย หงอนไก่ นำออกขายในวันปีใหม่เมือง คนซื้อไปบูชาพระ นอกจากนี้บางคนก็ไปปลูกถั่วฝักยาวบ้าง ปลูกแตงบ้าง”

บ้านสุดถนนเจริญประเทศด้านทิศตะวันตก ตรงข้ามบ้านของนายอ้าย อินตาเป็นบ้านเจ้าบุญเลิศ ณ เชียงใหม่ อดีต ส.ส.เชียงใหม่

บริเวณนี้ก่อนที่จะมีโรงเหล้า ชาวบ้านมักเรียกว่าบ้านท่าต้นปิน เพราะเป็นท่าข้ามเรือ อีกทั้งมีต้นมะปินหลายต้น ต้นมะปินหรือต้นมะตูม คนสมัยก่อนใช้ประโยชน์โดยนำลูกมะตูมมาผ่าครึ่งและใช้ยางมาแทนกาวที่สมัยก่อน ยังไม่มีการประดิษฐ์ใช้กัน

ประวัติของเจ้าบุญเลิศ ณ เชียงใหม่ เป็นบุตรของเจ้าบุญสม ณ เชียงใหม่และแม่คำตุ้ม ซึ่งบริเวณนี้คาดว่าเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินของเจ้าบุญสม ที่มอบให้เจ้าบุญเลิศ

เจ้าบุญเลิศ สร้างบ้านไม้สองชั้นเมื่อแต่งงานกับนางสมศรี ณ เชียงใหม่(สกุลเดิมส่วยสุวรรณ) พักอาศัยอยู่ร่วมกันและมีบุตรธิดาร่วมกัน คือ นายบุญประเสริฐ ณ เชียงใหม่(ทำงานการไฟฟ้าที่กรุงเทพฯ) นอกจากนี้นำนางพวงลัดดา ณ เชียงใหม่ บุตรหญิงที่เกิดกับภรรยาคนก่อน ชื่อ แม่เต่า มาเลี้ยงดูแลที่บ้านนี้ด้วย ในบริเวณบ้านที่กว้างขวาง เจ้าเลิศ ทำคอกม้าและเลี้ยงม้าแข่ง ระยะหนึ่งได้ตั้งร้านจำหน่ายอาวุธปืนและกระสุนปืนที่บ้านของนางสมศรี ที่ใกล้โรงแรมพรพิงค์ในปัจจุบันอีกด้วย

ต่อมาเจ้าบุญเลิศ ได้พาครอบครัวโยกย้ายไปอยู่บ้านบ่อปุ๊ เขตอำเภอแม่ริม ส่วนบ้านหน้าโรงเหล้าให้คนอื่นเช่าอยู่อาศัย

ว่ากันว่าระหว่างหาเสียงเล่นการเมือง เจ้าบุญเลิศ ไปพบรักและแต่งงานกับคุณศรีทอน ณ เชียงใหม่

คุณศรีทอน ภรรยาของเจ้าบุญเลิศเป็นธิดาของเจ้าแม่หล้า ณ เชียงใหม่ ส่วนบิดานามสกุลมหายศ บ้านเดิมอยู่หนองช้างคืน อำเภอเมืองลำพูน ปัจจุบันอายุ ๗๗ ปี(เกิด พ.ศ.๒๔๗๗) คุณศรีทอน ให้ข้อมูลว่า

“เป็นญาติกัน แม่(คุณศรีทอน)เรียกเจ้าเลิศว่าเจ้าน้า แต่งงานเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๘ หลังจากแต่งงานแล้วมาอยู่ที่บ้านบ่อปุ๊ อำเภอแม่ริม ที่นั่นเนื้อที่ ๑๐๐ ไร่เศษ ข้อเสียคือไม่มีน้ำต้องใช้ถังบรรทุกรถจิ๊ปมาเก็บไว้ใช้ ขนน้ำจากบ่อที่วัดบ่อปุ๊มาใช้ ที่ดินบริเวณนั้นราคาถูกเพราะไม่มีใครอยากมาอยู่ เคยชวนญาติที่ลำพูนมาอยู่โดยจะแบ่งที่ดินให้ ๒ ไร่ฟรีๆ เขาไม่มาเพราะไม่มีน้ำใช้ ทำไร่ทำนาก็ลำบาก ภายหลังแบ่งขายด้านติดถนนตารางวาละ ๒,๐๐๐ บาท ด้านในตารางวาละ ๖๐๐ บาท ผู้ที่ซื้อส่วนใหญ่เป็นแพทย์พยาบาลโรงพยาบาลป่าแงะ(นครพิงค์) ที่ดินส่วนหนึ่งขายให้คุณไกรสร ตันติพงษ์ ขอซื้อและหักค่าพิมพ์ใบปลิวช่วงหาเสียงด้วย ที่บ้านคุณไกรสรมีโรงพิมพ์ ท่าน(เจ้าบุญเลิศ)ทำคอกม้าแข่ง ขณะนั้นมีประมาณ ๓๐ กว่าตัวนำแข่งที่สนามม้าบ้านเด่นสมัยที่ยังเป็นคอกม้า ปัจจุบันเป็นสนามกอล์ฟยิมคานา

“ช่วงที่แต่งงานกันขณะนั้นยังเล่นการเมืองอยู่ สมัครผู้แทนฯ(สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร) แม่ยังได้ไปช่วยท่านหาเสียง จำได้ว่าเลือกตั้งคราวหนึ่งตอนประกาศผลนับคะแนน คะแนนคู่คี่กับราศี สิงหเนตร สมัยนั้นต้องนำคะแนนจากต่างอำเภอมานับรวมที่หน้าศาลากลาง ผลัดกันคะแนนนำ กองเชียร์เชียร์กันแน่น สุดท้ายต้องรอผลคะแนนจากอำเภอแม่แจ่ม ซึ่งต้องใช้เวลาขนหีบบัตรถึง ๓ วัน เจ้าหน้าที่จังหวัดก็ถามเจ้าบุญเลิศว่า ที่แม่แจ่มเจ้า(เจ้าบุญเลิศ)ไปหาเสียงมั้ย ท่านบอกว่าไป ส่วนคุณราศีไม่ได้ไปหาเสียงที่แม่แจ่ม แม้คะแนนยังไม่มาก็คาดเดาว่าท่านได้เป็นผู้แทนฯแน่ แล้วก็ดังที่คาด คะแนนที่แม่แจ่มท่านได้มากกว่า ได้เป็นผู้แทนฯสมัยนั้น

“ท่านสมัครในนามอิสระ ไม่สังกัดพรรค พอได้รับเลือกตั้งพรรคสหประชาไทยของจอมพลถนอม กิตติขจร มาทาบทามเข้าพรรคเลย จำได้ว่าอยู่ไม่ครบเทอม มีการปฏิวัติและรัฐบาลไม่กำหนดให้เลือกตั้งนานเป็นสิบปี ต่อมาเมื่อมีการเลือกตั้ง ท่านลงสมัครอีก แม่ไปช่วยหาเสียง ทำหน้าที่ขับรถ ใช้รถจี๊ป ไปหาเสียงก็มักจ้างหนังกลางแปลงไปฉายให้ชาวบ้านดูและประกาศหาเสียง นอกจากนี้จ้างช่างซอไปแสดงในบางโอกาส ช่างซอแม่ริมเช่น จันทร์สม สายธารา , จันตา ป่าแงะ , บัวซอน มีการเช่ารถสี่ล้อแดงติดป้ายสองด้านและมีเครื่องกระจายเสียงประกาศว่าจะมี การแสดงหรือฉายหนังที่ไหน ส่วนใหญ่ใช้บริเวณวัดหรือบริเวณโรงเรียน คนสูงอายุจะนิยมซอ ส่วนวัยรุ่นนิยมดูหนังกลางแปลง

“ตอนที่ย้ายจากบ้านบ่อปุ๊มาอยู่หน้าโรงเหล้าใหม่ๆ ทันได้เห็นเจ้าบุญสม อายุมากแล้ว พักอาศัยอยู่ที่บ้านถัดไปทางทิศเหนือ ส่วนบ้านเดิมขายให้หลวงสารบรรณ ปัจจุบันบ้านเจ้าบุญสม คือ บริเวณเมอคิวรี่คอร์ด บ้านเป็นครึ่งตึกครึ่งไม้สองชั้น เจ้าบุญสมอยู่กับแม่บัวแก้ว ภรรยา ลูก ๒ คน คือ อาจารย์สิทธิพงษ์ ณ เชียงใหม่กับคุณผ่องพรรณ เสียมภักดี

“ตอนที่อยู่บ้านบ่อปุ๊ บ้านหน้าโรงเหล้าให้เขาเช่าอยู่อาศัย เจ้าโสภิณ ณ เชียงใหม่ก็เคยมาเช่า ต่อมา ปี พ.ศ.๒๕๑๐ ย้ายจากบ้านบ่อปุ๊มาอยู่บ้านหน้าโรงเหล้า เจ้าบุญเลิศมาเสียชีวิตที่บ้านหน้าโรงเหล้าแห่งนี้ เหตุที่ย้ายมาเพราะลูกต้องมาเรียนหนังสือ ไปเรียนสะดวก

“บ้านท่านที่ถนนเจริญประเทศสร้างบ้านพักไว้ด้านหลังหลายห้อง ให้คณะนักดนตรีมาเช่าพักเวลาที่มาแสดงที่เชียงใหม่ มักมากันโดยรถบัส ๒-๓ คัน เช่นคณะผ่องศรี วรนุช , เรียม ดาราน้อย , พุ่มพวง ดวงจันทร์ , ดาว บ้านดอน เขาบอกต่อๆกันไป อีกส่วนหนึ่งคนจัดการแสดงดนตรีเก็บรายได้มักแนะนำให้มาพักที่นี่ บางครั้งแขกมาพัก ท่านก็จัดเลี้ยงแบบขันโตกและมีการฟ้อนแบบพื้นเมืองด้วย

“ท่านไปซื้อที่ดินที่เชียงดาว ทางเข้าถ้ำเชียงดาว ประมาณ ๔๐ ไร่ ท่านชอบอยู่ป่า เวลาจะไปเชียงดาวต้องตื่นกันแต่เช้า เตรียมตัวไป ลูกๆนั่งรถกันไปเต็มรถ ไปค้างคืนบ้าง ๒ คืนบ้าง

“บ้านเรามีสองหลัง มักมาอยู่เรือนหลังใหม่ หลังเก่าปล่อยทิ้งไว้ ไม่มีคนอยู่ มีเรื่องเล่าว่าคราวหนึ่ง เด็กละแวกบ้านสองคนขึ้นไปเล่นที่ชั้นสองของบ้านเก่า ไปเจอคนแก่เป็นผู้หญิงบอกว่า ต่อไปอย่าขึ้นมานะ จะตกบันได ค่อยๆลง เมื่อลงมาจากบ้านก็มาเล่าให้พ่อแม่ฟัง ทั้งๆที่บ้านไม่มีคนอยู่ เด็กคงไม่แต่งเรื่องขึ้น คงเป็นปู่ย่าตายายที่ดูแลบ้านอยู่”
เจ้าบุญเลิศเสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๙ ขณะอายุ ๖๙ ปีด้วยโรคมะเร็งที่ฟัน มีงานพระราชทานเพลิงศพมีการจัดขบวนแห่จากบ้านหน้าโรงเหล้าถนนเจริญประเทศไป สุสานประตูหายยา

หลังจากเจ้าบุญเลิศ เสียชีวิตแล้ว นายพีรพงษ์ ณ เชียงใหม่ บุตรชาย ใช้พื้นที่บ้านสร้างอาคารพาณิช ๓ ชั้นขาย ครอบครัวของคุณศรีทอน ณ เชียงใหม่อยู่ที่บ้านหน้าโรงเหล้าต่ออีกประมาณ ๑๐ ปี ประมาณปี พ.ศ.๒๕๓๐ จึงได้ย้ายไปอยู่บ้านศรีบัวเงิน จนปัจจุบัน
เจ้าบุญเลิศ และคุณศรีทอน ณ เชียงใหม่ มีบุตรธิดา ๔ คน คือ

๑.นายพีรพงศ์ ณ เชียงใหม่ ๒.นายสุรพงษ์ ณ เชียงใหม่(เสียชีวิต)

๓.นางศิริวรรณา ณ เชียงใหม่ ๔.นางภัสราภรณ์ ณ เชียงใหม่

ปลายถนนเจริญประเทศ ทะลุสู่ถนนช้างคลาน เลี้ยวซ้ายไปสู่ถนนมหิดล

ละแวกนี้เป็นชุมชนบ้านป่าพร้าวนอก.(จบบริบูรณ์)

หมายเหตุ ข้อมูลเรื่อง ย่านถนนเจริญประเทศได้จัดพิมพ์เป็นพ็อกเก็ตบุ๊คแล้ว มีจำหน่ายที่ร้านสุริวงศ์บุ๊คเซ็นเตอร์ , ดวงกมล , โอเคบุ๊คสโตร์

พ.ต.อ.อนุ เนินหาด ผกก.จร.เชียงใหม่
(ข้อมูลเพิ่มเติมแจ้งได้ที่ anunernhard@hotmail.com)