หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านประตูเชียงใหม่(๓)

ประตูเชียงใหม่3 copyย่านประตูเชียงใหม่(๓)

          ตระกูลใกล้วัดหมื่นตูมอีกตระกูลหนึ่ง คือ ตระกูล อนุกูล เริ่มจากหม่องจ่อซิ้นและแม่จิหมิ่นบุตรหญิงคนหนึ่ง คือ นางละเหม่ อนุกูล แต่งงานกับนายองใจ

นายองใจ่ อพยพมาจากประเทศพม่าสมัยวัยหนุ่ม มีความรู้ด้านการทำร่มมาจากประเทศพม่า หลังแต่งงานแล้วยึดประกอบอาชีพทำร่มส่งขายและรับสอนทำร่มให้นักโทษในเรือนจำ เชียงใหม่ รุ่นลูกคนหนึ่ง คือนายทศพร  อนุกูล ปัจจุบันอายุ ๖๓ ปีเป็นประธานชุมชนวัด        หมื่นตูม พักอาศัยอยู่ข้างวัดด้านทิศใต้ของวัดหมื่นตูมซึ่งเป็นที่ดินธรณีสงฆ์

นายทศพร  อนุกูล เล่าบรรยากาศบริเวณด้านเหนือของวัดหมื่นตูมในอดีตว่า

“สมัยก่อนบริเวณข้างวัดด้านใต้เป็นป่ามีน้ำขัง มีบ้านไม่กี่หลัง มีบ้านลุงนวล บ้านลุงแดง บ้านพ่อหนานหน่อภรรยาชื่อยายดำ คำมณเฑียร  ด้านหน้าติดถนนเป็นบ้านอาจารย์สุนทร ผมย้ายมาจากบ้านเดิมของพ่อแม่ อยู่ถัดไปทางทิศตะวันออก

“ย่านวัดหมื่นตูมเป็นส่วนหนึ่งของย่านประตูเชียงใหม่ ด้านหน้าวัด(ด้านตะวันออก)ติดถนนราชภาคินัย ตระกูลใหญ่ของละแวกนี้ คือ ตระกูลของผู้กองถา สิทธิปราณี, ตระกูลของนายคง แสงอรุณ เป็นคหบดีย่านประตูเชียงใหม่ สร้างห้องแถวให้เช่า ด้านหลังตลาดประตูเชียงใหม่มีตระกูลของพ่อเลี้ยงหมื่น มีความรู้เป็นหมอพื้นเมืองรักษากระดูก ใช้ไม้ไผ่สานมาดามเรียกว่าหวกซุย ใช้น้ำมนต์ทาเสกคาถา”.

ปัจจุบันนายทศพร อนุกูลนอกจากทำหน้าที่เป็นประธานชุมชนวัดหมื่นตูมแล้วยังทำหน้าที่เป็นอาสาสมัครตำรวจบ้านอีกด้วย แต่ละคืนจะนำสมาชิกออกตรวจดูแลความสงบเรียบร้อยให้ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวละแวกวัดหมื่นตูมและตลาดประตูเชียงใหม่ จนได้รับรางวัลผลการปฏิบัติหน้าที่ดีเด่นของสถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงใหม่ ต่อมาได้ของบประมาณทางราชการติดไฟส่องสว่างทำให้ลดปัญหาอาชญากรรมได้ โดยก่อนหน้านี้กลางคืนจะมืดจึงมักเป็นที่ทิ้งกระเป๋า เสื้อผ้ารองเท้าของคนร้ายที่ฉกชิงวิ่งราวนักท่องเที่ยวมาแล้ว จะนำสิ่งของที่ไม่ต้องการทิ้งไว้ในซอยละแวกวัดหมื่นตูม

กลุ่มวัยรุ่นของย่านประตูเชียงใหม่ก็ได้ชื่อว่า “ฮ้าย” ไม่น้อยนายทศพร  อนุกูล ทันได้อยู่ในเหตุการณ์สมัยนั้น เล่าว่า

“หากมีการรวมกลุ่มกันเที่ยวเตร่ตามงานต่างๆ กลุ่มประตูเชียงใหม่มักรวมตัวกันได้ไม่น้อยกว่า ๑๐๐ คน เพราะรวมตัวกับชุมชนใกล้เคียง คือ ละแวกวัดหมื่นตูม วัดทรายมูล วัดพันแหวน วัดฟ่อนสร้อย ซึ่งรู้จักกันทั้งหมด มักนัดรวมกันที่ตลาดประตูเชียงใหม่ เที่ยวงานฤดูหนาวที่จัดที่สนามกีฬาเทศบาลนครเชียงใหม่ กลุ่มประตูเชียงใหม่มักคุ้นเคยกับการใช้อาวุธ ไม่ว่าจะเป็นอาวุธมีด อาวุธปืน รวมทั้งระเบิดที่ผลิตขึ้นเอง

“งานฤดูหนาวมักมีทหารตำรวจดักที่ประตูคอยตรวจค้นยึดอาวุธ แต่มักตรวจค้นอาวุธของกลุ่มประตูเชียงใหม่ไม่พบ เพราะใช้วิธีฝากแม่ค้าที่นำของเข้าไปขายในงานตั้งแต่บ่ายแล้ว เมื่อเข้าไปเที่ยวในงานก็ไปรับอาวุธจากแม่ค้านำพกติดตัวป้องกันตัวเอง

“กลุ่มประตูเชียงใหม่มักไม่เกรงกลัวกลุ่มอื่น แม้แต่กลุ่มช้างม่อยที่มีจำนวนมากก็ไม่หวั่นเกรง ส่วนหนึ่งอาจเพราะมีสัมพันธ์ที่ดีกับกลุ่มแม่โจ้ที่หากมีเรื่องกับกลุ่มอื่น กลุ่มแม่โจ้จะเข้าช่วยเหลือ

“งานใหญ่ที่ใกล้ย่านประตูเชียงใหม่ คืองานอินทขิลวัดเจดีย์หลวง สมัยก่อนมักจัดใหญ่และมีมหรสพรอบวิหารหลวง แม้ไม่มีมวย ไม่มีรำวงหรือดนตรี แต่ก็มีภาพยนตร์ ชิงช้าสวรรค์ ม้าหมุน รถไต่ถัง ปืนก๊อก เมียงู กายกรรมแสดงกลมาแสดง งานนี้เองที่กลุ่มประตูเชียงใหม่ถือว่าเป็นเจ้าถิ่น และมักตอบโต้แก้แค้นกลุ่มชุมชนอื่นที่เข้ามาเที่ยวในงาน เหตุรุนแรงคราวหนึ่งวัยรุ่นของกลุ่มประตูเชียงใหม่คนหนึ่งใช้อาวุธปืนยิงวัยรุ่นคู่อริจนบาดเจ็บสาหัส ผู้บาดเจ็บเป็นลูกของตำรวจชั้นประทวนประจำสถานีตำรวจกองเมืองเชียงใหม่  ต่อมาผู้ยิงถูกจับดำเนินคดี

“นอกจากนัดกันเที่ยวเตร่ในตัวเมืองแล้ว ยังนัดกันเที่ยวงานวัดต่างอำเภออีกด้วย โดยเฉพาะหากทราบว่ารำวงคณะ อ.ทวีศิลป์ไปแสดงที่ไหน กลุ่มประตูเชียงใหม่มักต้องตามไปเที่ยว ไปชมและขึ้นไปรำวง เหตุผลเนื่องจากติดพันสาวรำวง ซึ่งมักมีการทะเลาะวิวาทบนเวทีรำวงอยู่เสมอ  คราวหนึ่งที่งานวัดเขตอำเภอสันกำแพง กลุ่มประตูเชียงใหม่ขึ้นไปรำวงและปะทะกับกลุ่มวัยรุ่น        เจ้าถิ่นจนถูกล้อมกรอบจากชาวบ้าน  โชคดีที่มีตำรวจ ตชด.ที่คุมงานและรู้จักกับแกนนำกลุ่มคลี่คลายสถานการณ์ นำกลุ่มออกมาจากงานได้”

เป็นประวัติศาสตร์ด้านความ “ฮ้าย” และความสามัคคีของกลุ่มวัยรุ่นย่านประตูเชียงใหม่ส่วนหนึ่ง

ด้านทิศเหนือของวัดหมื่นตูมเป็นบ้านของตระกูล “ญาณวุฒิ” และ “ชัยทอง”คหบดีของย่านนี้

ตระกูล “ญาณวุฒิ”เริ่มต้นจากอูส่านเส่ง เชื้อสายพม่าโยกย้ายมาอยู่ย่านประตูเชียงใหม่ ประกอบอาชีพเป็นหมอพื้นเมือง

ต่อมาอูส่านเส่งแต่งงานกับนางคำเอ้ย ชาวบ้านประตูเชียงใหม่ ไม่มีบุตรธิดาด้วยกัน ภายหลังได้ภรรยาอีก ๑ คน ชื่อ นางอุสา เป็นน้องของนางคำเอ้ย มีบุตรธิดา ๒ คน คือ

๑.หม่องเส่ง  ญาณวุฒิ ๒.นางมะส่วยชัยทอง

ด้านหม่องเส่ง  ญาณวุฒิ ได้ชื่อว่ามีความขยันหมั่นเพียรในการสร้างฐานะ  ประกอบอาชีพทำไร่ยาสูบ รุ่นลูกมี ๔ คน

ส่วนน้องสาว คือ นางมะส่วย แต่งงานกับนายช่วยคอร์  ชัยทอง มีเชื้อสายจีน อาชีพปรุงสมุนไพรจำหน่าย รุ่นลูกคนหนึ่ง คือ รศ.ดร.อุดม  ชัยทอง ผู้บริหารคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ถัดจากบ้านของตระกูล ญาณวุฒิไปทางเหนือเป็นบ้านแม่แสงด้าย โชตนาและโรงแรมอโนดาต

แม่แสงด้าย โชตนาเป็นพี่สาวของนายทิม โชตนา อดีตหัวหน้าเขตการทางเชียงใหม่และอดีตนายกเทศมนตรีเทศบาลนครเชียงใหม่หลายสมัย ส่วนบริเวณโรงแรมอโนดาตเคยเป็นห้องแถวของแม่แสงด้าย ที่ขายต่อไป

ติดถนนพระปกเกล้าถัดจากวัดหมื่นตูมไปทางทิศใต้ เคยเป็นพื้นที่คุ้มเจ้าบุรีรัตน์(หน่อแก้ว) ต่อมาตกสู่รุ่นลูก คือ เจ้าบุญปั๋น  ณ เชียงใหม่ ภายหลังขายต่อให้นายอิน  ดำรงฤทธิ์ มี     เชื้อสายขมุทำงานกับบริษัทบอร์เนียว  หลังจากซื้อแล้วนายอิน สร้างโรงเลื่อยในบริเวณนี้ ภายหลังได้ขายเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ไป (พระอมรฤทธิ์ อดีตรองเจ้าอาวาสวัดฟ่อนสร้อยเคยให้ข้อมูลไว้)

ต่อมาเป็นกรรมสิทธิ์ของนายสุนทร มุนีเวช สร้างบ้านอยู่อาศัยกับครอบครัว

ด้านหน้าบ้านที่ติดถนนพระปกเกล้าสร้างเป็นห้องแถวไม้ประมาณ ๑๐ ห้องเศษให้เช่า ต่อมาทำโรงพิมพ์ชื่อ “ประชากร” และพิมพ์หนังสือพิมพ์จำหน่ายโดยนายสุนทรทำหน้าที่บรรณาธิการนายสุนทร  มุนีเวชเคยสมัครรับเลือกตั้งผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่

ประวัตินายสุนทร  มุนีเวช เดิมเป็นชาวจังหวัดอุทัยธานี จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และมารับราชการเป็นอาจารย์อยู่ที่วิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ต่อมาย้ายมาเป็นอาจารย์ประจำคณะบัญชี  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  ไม่นานนักได้ลาออกจากราชการมาทำธุรกิจส่วนตัวโดยมาตั้งโรงพิมพ์ที่บ้านย่านประตูเชียงใหม่ถัดจากวัดหมื่นตูมไปทางประตูเชียงใหม่และออกหนังสือพิมพ์รายวัน ชื่อ ประชากร เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๘  สมัยนั้นหนังสือพิมพ์รายวันของเชียงใหม่หลักๆ นอกจากประชากรแล้ว  ยังมีไทยนิวส์ ระมิงค์และถิ่นไทย  นายสุนทร  มุนีเวช ทำหนังสือพิมพ์มาถึงปี พ.ศ.๒๕๒๙  จึงได้เลิกกิจการ  แต่ยังมีกิจการโรงพิมพ์รับพิมพ์เอกสารต่างๆ

ด้านครอบครัวนายสุนทร  มุนีเวช แต่งงานกับนางชูสิน  คุณารักษ์ บุตรหญิงของนายเย็น  คุณารักษ์และนางทองอินทร์  คุณารักษ์(นางชูสิน เป็นน้องของนางจรัสศรี) บุตรธิดารวม ๓ คน คือ นายสัญชัย  มุนีเวช, นายชยสุทธิ์         มุนีเวช และนางนิราสินี  ทศมาศวรกุล

นายสุนทร  มุนีเวช เสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๐ (นายสัญชัย  มุนีเวช,สัมภาษณ์)

ห้องแถวของนายสุนทร  มุนีเวชมีผู้มาเช่าเปิดกิจการหลายเจ้า เจ้าหนึ่งคือ ร้านก๋วยเตี๋ยวลำปางรสชาติดีเป็นที่นิยมของชาวเมืองเชียงใหม่

ต่อมาห้องแถวถูกเพลิงไหม้ เหตุเกิดเวลาประมาณ ๑๖.๐๐ น. เล่ากันว่าด้วยความตกใจทำให้เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวสามารถอุ้มหม้อก๋วยเตี๋ยวที่ยังมีน้ำเต็มจากห้องแถวออกมาไว้ด้านหน้าร้านได้ หลังจากเพลิงสงบแล้วไม่สามารถยกกลับได้

หลังจากนั้นมีการขายเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ ผู้ที่ซื้อไว้ คือ เจ้าของร้านเจียงแอนด์ซัน หลังจากซื้อแล้วได้สร้างตึกแถวขาย

ถัดไปทางใต้ เคยเป็นคุ้มเจ้าหน่อเมืองต่อมาได้รับบรรดาศักดิ์เป็น “เจ้าบุรีรัตน์”

ประวัติของเจ้าเจ้าบุรีรัตน์(เจ้าหน่อเมือง) เป็นบุตรของเจ้าหญิงจันทร์ฟอง ธิดาคนที่ ๑๐ ของเจ้าพิมพิสาร ตำแหน่งอุปราชนครเชียงใหม่ในสมัยของพระเจ้ามโหตรประเทศ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๕.

...อนุ  เนินหาด ผกก.สภ.ดอยหล่อ