หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

ย่านประตูเชียงใหม่(๔)

ประตูเชียงใหม่4ย่านประตูเชียงใหม่()

ในอดีตภายในกำแพงเมืองเชียงใหม่ล้วนเป็นพื้นที่ของเจ้าผู้ครองนคร บุตรหลานและผู้รับใช้  อีกส่วนหนึ่งเป็นพื้นที่วัดส่วนชาวบ้านทั่วไปตั้งบ้านเรือนอยู่นอกเขตกำแพงเมือง

ต่อมาเมื่อมีระบบราชการจากส่วนกลางเข้ามาทำให้เจ้าผู้ครองนครและบุตรหลานบริจาคพื้นที่ให้เป็นที่ทำการราชการ เช่น เรือนจำ สถานีตำรวจ โรงเรียน เป็นต้น

ด้านบริเวณคุ้มที่เป็นที่อยู่ของเจ้าผู้ครองนครและบุตรหลานส่วนหนึ่งมอบให้ผู้รับใช้ใกล้ชิดและครอบครัวใช้เป็นที่อยู่อาศัย ภายหลังมีการเปลี่ยนกรรมสิทธิ์เป็นของบุคคลทั่วไปในปัจจุบัน

ในกำแพงเมืองเชียงใหม่ด้านใต้ จากกลางเมืองไปทางทิศใต้ก่อนถึงประตูเชียงใหม่ พื้นที่ตรงข้ามวัดฟ่อนสร้อยเคยเป็นคุ้มเจ้าหน่อเมือง ต่อมาได้รับบรรดาศักดิ์เป็น “เจ้าบุรีรัตน์”

ประวัติของเจ้าเจ้าบุรีรัตน์(เจ้าหน่อเมือง) เป็นบุตรของเจ้าหญิงจันทร์ฟอง ธิดาคนที่ ๑๐ ของเจ้าพิมพิสาร ตำแหน่งอุปราชนครเชียงใหม่ในสมัยของพระเจ้ามโหตรประเทศ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๕.

ส่วนบิดาของเจ้าบุรีรัตน์(เจ้าหน่อเมือง) เป็นพระยาระแหงแห่งเมืองตากซึ่งขณะนั้นยกทัพมาช่วยเมืองเชียงใหม่ไปรบกับกลุ่มเงี้ยวที่เมืองสาดและเมืองปุเมื่อปี พ.ศ.๒๓๘๒  หลังเสร็จศึกสงครามแล้วพระยาระแหงได้ลาออกจากราชการมาอยู่ที่เมืองเชียงใหม่กับครอบครัวเจ้าหญิงจันทร์ฟอง

รุ่นลูกของพระยาระแหงและเจ้าหญิงจันทร์ฟองมี ๓ คน คือ เจ้าหญิงกาบคำ, เจ้าหญิงกาบแก้ว และเจ้าหน่อเมือง

เจ้าหน่อเมือง เริ่มเข้าทำงานรับราชการในต้นสมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๗  มีผลงานด้านการรบในคราวที่ได้รับมอบหมายให้คุมทัพไปปราบปรามและขับไล่พม่า เงี้ยว ลื้อ เขินออกจากเมืองเชียงแสนเมื่อปี พ.ศ.๒๔๑๗  ต่อมาได้รับแต่งตั้งบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าราชภาติกวงศ์ ทำหน้าที่ศาลยุติธรรมและภายหลังได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าบุรีรัตน์ ทำหน้าที่เป็นผู้พิพากษาขณะนั้นอายุ ๕๑ ปี  เจ้าบุรีรัตน์(เจ้าหน่อเมือง) ทำหน้าที่นี้จนอายุได้ ๖๐ ปีจึงได้ลาออกจากตำแหน่งนี้ ผู้รับตำแหน่งต่อมาคือ เจ้าน้อยแก้วมุงเมือง รับบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าบุรีรัตน์ ทำหน้าที่เสนาบดีมหาดไทย

เจ้าบุรีรัตน์(หน่อเมือง) ใช้บริเวณคุ้มที่ประตูเชียงใหม่เป็นที่ทำการศาลยุติธรรมเรื่อยมาจนลาออกจากตำแหน่งนี้

เดิมสมัยต้นสมัยเจ้าอินทวิชยานนท์คุกหรือคอกขังคนอยู่ที่คุ้มเจ้าอุปราชบุญทวงศ์ ตั้งอยู่ ณ ที่สถานีตำรวจกองเมืองเชียงใหม่ในปัจจุบัน  จนถึงปี พ.ศ.๒๔๒๕ เจ้าน้อยมหาอินทร์ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าบุรีรัตน์  มาทำหน้าที่ด้านการศาลยุติธรรม  จึงได้ย้ายคุกมาอยู่ที่คุ้มเจ้าน้อยมหาอินทร์  ตั้งอยู่บริเวณกลางเวียงเชียงใหม่เยื้องวัดพันเตา  หลังจากเจ้าน้อยมหาอินทร์เสียชีวิตในปี พ.ศ.๒๔๓๘  จึงได้ย้ายคุกมาอยู่ที่คุ้มประตูเชียงใหม่เนื่องจากเจ้าหน่อเมืองได้รับบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าบุรีรัตน์และทำหน้าที่ด้านศาลยุติธรรม

ชาวเมืองทั่วไปมักเรียกคุ้มแห่งนี้ว่า คุ้มเจ้าหัวเมืองแก้ว

หลังจากยุคนี้แล้ว  จึงมีการตั้งระบบศาลยุติธรรมแบบส่วนกลาง ผู้พิพากษาโยกย้ายมาจากกรุงเทพฯ ระบบศาลยุติธรรมจึงเปลี่ยนแปลงไป  ส่วนคุกนั้นทางราชการได้ขอใช้คุ้มเวียงแก้วซึ่งเคยเป็นคุ้มของเจ้าหลวงสร้างเป็นเรือนจำกลางเมื่อปี พ.ศ.๒๔๔๒

คุ้มเจ้าบุรีรัตน์(หน่อเมือง)มีอาณาเขตกว้างขวาง ตั้งแต่หน้าวัดหนองจรินเลียบวัดหมื่นตูม  ยาวไปทางทิศตะวันออกจนจดถนนราชภาคินัย  อ้อมมาทางทิศตะวันตกจนถึงหน้าประตูเชียงใหม่  และมีที่ดินให้ข้าทาสบริวารอาศัยทางทิศตะวันตกเหนือตลาดประตูเชียงใหม่เลียบวัดฟ่อนสร้อยจนจดถนนด้านเหนือวัดพันแหวน

ส่วนที่ใช้บริหารงานบ้านเมืองอยู่ทางทิศตะวันออกตรงข้ามวัดฟ่อนสร้อย

ตัวอาคารที่ทำการศาลยุติธรรมขณะนั้นเป็นเรือนไม้ทรงล้านนาใหญ่ หลังคามุงกระเบื้องอยู่ห่างจากถนนพระปกเกล้าไปประมาณ ๕๐ เมตร เสาเรือนมีขนาดใหญ่และยกพื้นสูง ชั้นบนสร้างเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ตั้งอยู่ตรงกลาง ซึ่งใช้ว่าการสอบสวนและตัดสินคดี  ในห้องขนาดต่างๆ รายล้อมสองด้าน  ใต้ถุนศาลาลาดพื้นด้วยปูนและมีหมุดตอกยึดโซ่ขนาดเขื่องสำหรับผูกจองจำนักโทษ  เรียงรายเป็นแถวหลายสิบชุด  ภายในคุ้มมีโรงช้าง โรงม้า โรงครัวและยุ้งฉางขนาดใหญ่ปลูกยาวในทิศตะวันออกติดถนนราชภาคินัย  ภายหลังยุ้งฉางถูกเพลิงไหม้และใช้เวลานานถึง ๗ วันกว่าจะดับได้  ก่อนหน้านี้ถนนพระปกเกล้ามีขนาดเล็ก(ประวัติเจ้าบุรีรัตน์ เจ้าหน่อเมือง ณ เชียงใหม่,ดร.สมคิด  พรหมมา,ที่ระลึกงานฌาปนกิจศพ ด.ต.เจ้ามานิต  ณ เชียงใหม่)

ด้านครอบครัวเจ้าบุรีรัตน์(หน่อเมือง) สมรสครั้งแรกกับเจ้ากิ่งแก้ว ธิดาเจ้าเมืองตาก ไม่มีบุตรธิดา  ต่อมาได้สมรสกับเจ้ากุยแก้ว  บุตรีของเจ้าน้อยฮ่อ หลานของเจ้าราชวงศ์มหาพรหมคำคง ไม่มีบุตรธิดาเช่นกัน  นอกจากนี้มีภรรยาอีก คน คือ แม่เตียม  แม่เขียน และแม่บัวคำ  

กับแม่เตียม มีบุตรธิดา ๒ คน คือ เจ้าอินหวันและเจ้าไข่แก้ว

กับแม่เขียนมีบุตรธิดารวม ๔ คน คือ เจ้าน้อยแก้วมูล เจ้าบัวทิพย์  เจ้าจันทร์สม และเจ้าน้อยบุญปั๋น

กับแม่บัวคำ มีบุตร ๓ คน คือ เจ้าน้อยสิงห์ทอง  เจ้าหนานดวงฤทธิ์และเจ้าน้อยเครื่อง

ในช่วงปลายของชีวิต  เจ้าบุรีรัตน์(เจ้าหน่อเมือง) ได้แบ่งสรรมรดกเป็นลายลักษณ์อักษรแก่บุตรหลานและข้าทาสบริวารอย่างถ้วนหน้า  ทางฝั่งตะวันออกซึ่งเป็นคุ้มใหญ่  ส่วนใหญ่ทายาทสายแม่เขียนได้รับและเก็บรักษาไว้จนปัจจุบัน  รวมทั้งที่นาหลายแปลงทางทิศใต้ของเมือง

แม่บัวคำ ภรรยาสุดท้ายได้รับมอบที่ดินด้านทิศเหนือของตลาดประตูเชียงใหม่และปลูกเรือนไม้หลังใหญ่ ต่อมาได้เปลี่ยนกรรมสิทธิ์ไป

ข้ารับใช้หลายคนได้ที่ดินทางทิศตะวันตกของถนนพระปกเกล้าหลังวัดฟ่อนสร้อยใช้อยู่อาศัยสืบมาถึงรุ่นลูกหลาน

เจ้าบุรีรัตน์(เจ้าหน่อเมือง) ได้พิราลัยเมื่อปี พ.ศ.๒๔๖๖ ขณะอายุ ๗๙ ปี บุตรหลานได้จัดพิธีศพที่สุสานเจ้า  ท้ายเมืองเชียงใหม่คนละฝากกับสุสานประตูหายยาด้านทิศตะวันออก โดยใช้ศาลาแดงเป็นศาลาประกอบพิธีทางศาสนา  ลูกหลานได้สร้างอนุสรณ์เจ้าคุ้มประตูเชียงใหม่ไว้ ณ ที่นั้น โดยสร้างเป็นกู่มีกำแพงปูนล้อมรอบและบรรจุอัฐิของเจ้าบุรีรัตน์ไว้ร่วมกับภรรยาและบุตรหลานเครือญาติ

ที่คุ้มเจ้าบุรีรัตน์  ภายหลังเมื่อเจ้าบุรีรัตน์เสียชีวิตแล้ว  เรือนใหญ่นี้ถูกรื้อและนำไม้มาสร้างบ้านได้ถึง ๔ หลัง  ให้รุ่นลูกอยู่อาศัย

ผู้หนึ่งที่เกิดที่คุ้มเจ้าบุรีรัตน์(หน่อเมือง) คือ พระอมรฤทธิ์  สุทธสีโล อดีตรองเจ้าอาวาสวัดฟ่อนสร้อย ซึ่งมีสายสกุล ณ เชียงใหม่  รุ่นเหลนของเจ้าบุรีรัตน์(หน่อเมือง)  เคยเล่าว่าเกิดที่คุ้มเจ้าบุรีรัตน์หน้าวัดฟ่อนสร้อยเมื่อปี พ.ศ.๒๔๘๔  ไม่ทันได้เห็นคุ้มของเจ้าบุรีรัตน์ซึ่งได้รื้อไปก่อนแล้ว

พระอมรฤทธิ์ เป็นบุตรของเจ้าคำแสน  ณ เชียงใหม่ หลานของเจ้าบุรีรัตน์(หน่อเมือง)โดยเจ้าคำแสนเป็นบุตรของเจ้าน้อยแก้วเมืองมูล(หรือเจ้าน้อยแก้วมูล) บุตรชายคนโตของเจ้าบุรีรัตน์ที่เกิดกับแม่เขียน  เจ้าคำแสนเคยรับราชการเป็นตำรวจประจำสถานีตำรวจกองเมืองเชียงใหม่ ยศสิบตำรวจโท ต่อมาลาออกรับเลือกเป็นสมาชิกสภาเทศบาลนคร เชียงใหม่ และเสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๕

พระอมรฤทธิ์  สุทธสีโล เคยให้ข้อมูลเกี่ยวกับบรรยากาศที่คุ้มเจ้าบุรีรัตน์(หน่อเมือง)ว่า

“ในบริเวณคุ้มเจ้าบุรีรัตน์แห่งนี้  หลังจากเจ้าบุรีรัตน์เสียชีวิตแล้วได้แบ่งให้ลูก ๔ คน  ปลูกบ้านอยู่รวมกัน ด้านเหนือเป็นบ้านของเจ้าบุญปั๋น  ถัดมาทางใต้(เคยเป็นปั๊มน้ำมัน)เป็นบ้านของเจ้าบัวทิพย์  ถัดมาเป็นบ้านของเจ้าจันทร์สม และบ้านเจ้าแก้วเมืองมูลซึ่งอยู่ด้านใต้สุด  พื้นที่ด้านหลังจรดถนนราชภาคินัย

(เจ้าน้อยแก้วมูลหรือแก้วเมืองมูลสมรสกับเจ้าบุญหลง  ณ เชียงใหม่ บุตรธิดารวม ๕ คน คือ เจ้าน้อยคำแสน, เจ้าคำเกี้ยว, เจ้าน้อยคำหมื่น, เจ้าดวงวัลย์และดาบตำรวจเจ้ามานิต  ณ เชียงใหม่)

“เจ้าแก้วเมืองมูล ปู่ของอาตมาเสียชีวิตประมาณปี พ.ศ.๒๔๘๔ ปลายปี ตอนนั้นอาตมาเกิดพอดี  ช่วงนั้นเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ครอบครัวพวกเราหลบภัยสงครามไปอยู่แถวประตูก้อม  ปัจจุบันคือ ชุมชนฟ้าใหม่  ไม่ไกลจากประตูเชียงใหม่มากนัก  ทุ่งนาแถวนั้นเป็นของตระกูลของอาตมา  ภายหลังตกเป็นของเจ้าบัวทิพย์และเจ้าจันทร์สม  ทั้งสองเป็นน้องสาวของปู่อาตมา  ทั้งสองเก็บเงินเก่งไม่เล่นการพนันเหมือนพี่ๆ น้องๆ ที่เป็นผู้ชาย

“เมื่อปู่ของอาตมา คือ เจ้าแก้วเมืองมูลเสียชีวิตลง  ที่ดินของปู่ที่ได้กรรมสิทธิ์ที่หน้าวัดฟ่อนสร้อยรวม ๒ ไร่ได้ขายต่อให้ชาวจีนชื่อว่า เจ๊กเย็น  ต่อมาเจ๊กเย็นขายต่อให้เจ้าของร้านมาลินีที่กรุงเทพฯ  เจ้าของร้านเป็นแขก เมื่อที่ดินส่วนของปู่ขายไปแล้ว  วัยเด็กอาตมามาอยู่ที่บ้านของเจ้าบัวทิพย์  ส่วนตอนโตมาอยู่บ้านเจ้าจันทร์สมที่เป็นย่า

“ส่วนน้องของปู่(เจ้าแก้วเมืองมูล) คนเล็ก คือ เจ้าบุญปั๋น  มีนิสัยโอบอ้อมอารีแบบเจ้ารุ่นเก่า คือ ใจกว้าง เป็นผู้นำ มีบริวารติดตาม ลูกน้องเยอะและนิยมเล่นการพนันซึ่งเป็นบุคลิกของเจ้านายสมัยก่อน…”.

 

...อนุ  เนินหาด ผกก.สภ.ดอยหล่อ