หน้าหลัก » ซ๊ะป๊ะ...เรื่องเก่า

อดีต “ครูบา” ในเมืองเชียงใหม่(๑๗)

Author by 9/01/16No Comments »

              ภาพที่ 17  “ครูบา”เป็นตำแหน่งของพระสงฆ์ผู้ที่ได้รับการพิจารณาคัดสรรแล้วว่ามีสีลาจารวัตรเรียบร้อย มั่นคงในพระธรรมวินัย  เป็นที่ยอมรับทั้งในส่วนของคณะสงฆ์และประชาชนทั่วไป  หรือมีผลงานปรากฏแก่ชุมชนในด้านการก่อสร้างบูรณปฏิสังขรณ์ สร้างวัดวาอารามหรือสิ่งสาธารณประโยชน์  หรือมีคุณสมบัติพิเศษอื่นๆ เช่น  เป็นผู้อุทิศชีวิตเพื่อพระพุทธศาสนา  เป็นที่พึ่งของประชาชน  เชี่ยวชาญในการจารและรวบรวมคัมภีร์ใบลาน  เป็นต้น  นอกจากนี้มักเป็นพระสงฆ์ที่บวชเรียนมาตั้งแต่เด็กจนมีอายุพรรษามาก  อายุต้อง ๖๐ ปีขึ้นไป และพรรษา ๔๐ พรรษา

ทั้งนี้ คำว่า “ครูบา” ไม่นิยมเรียกขานตนเองหรือกำหนดให้บุคคลอื่นเรียก  แต่ขึ้นอยู่กับฝ่ายสงฆ์และคณะศรัทธาต่างพร้อมใจกันเรียกว่าเป็น “ครูบา”(งานวิจัยเรื่อง ความเป็นครูบา:กรณีศึกษาในจังหวัดเชียงใหม่และลำพูน โดยพระครูวิสุทธิธรรมโฆษิต-สัมพันธ์              สิริธมฺโม) อดีต “ครูบา” รูปหนึ่งที่บรรพชาเป็นสามเณรตั้งแต่อายุ ๑๒ ปี  มีวัตรปฏิบัติที่เคร่งครัดและมีผลงานด้านการเผยแผ่ศาสนา คือ ครูบาอิ่นคำ อดีตเจ้าอาวาสวัดมหาวัน                   วัดมหาวัน ตั้งอยู่ที่ถนนท่าแพ  นอกกำแพงเมืองเชียงใหม่มาทางทิศตะวันออก  เดิมชื่อวัดมหาวันวนาราม เดิมเส้นทางถนนท่าแพนี้เป็นป่าที่ประชาชนใช้เดินจากในตัวเมืองเชียงใหม่มาสู่ท่าน้ำปิงเพื่อเดินทางทางน้ำ วัดมหาวันไม่ปรากฏหลักฐานการสร้างที่ชัดเจน  สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยพญาเมืองแก้ว ซึ่งสมัยนั้นมีชาวไทยใหญ่และต่องซูมาพักอาศัยอยู่บริเวณนี้เพื่อทำงานชักลากไม้ให้กับชาวอังกฤษ  กลุ่มไทยใหญ่และต่องซูได้ร่วมกันอุปภัมภ์วัดมหาวันแห่งนี้  มีการสร้างวิหารรูปแบบพม่า กุฏิสงฆ์

                อดีตเจ้าอาวาสวัดมหาวัน ที่ได้รับการเคารพนับถือยกย่องเป็น “ครูบา” คือ ครูบาอิ่นคำ หรือพระครูมนูญธรรมาภรณ์

ครูบาอิ่นคำ  ฐานังกะโร เดิมใช้นามสกุล “สุวรรณมาลี” เกิดที่ใกล้วัดธาตุคำ  นอกประตูเชียงใหม่ไปทางทิศใต้ เมื่อปี พ.ศ.๒๔๖๐  บิดามารดา คือ นายอุ่นเรือนและนางบัวฝ้าย  สุวรรณมาลี  มี่พี่น้องรวม ๔ คนครอบครัวประกอบอาชีพค้าขายเครื่องเขินโดยนำเร่ขายตามต่างอำเภอและต่างจังหวัด  เมื่ออายุได้ ๔ ขวบมารดาได้เสียชีวิต ต่อมาเมื่ออายุ ๖ ขวบบิดาได้เสียชีวิตลงอีกคนหนึ่ง  เด็กชายอิ่นคำต้องมาอาศัยอยู่กับน้าชื่อฟองจันทร์ที่หลังวัดมหาวัน

วัยเด็กเข้าเรียนที่โรงเรียนวัดดอกเงินจนจบชั้นประถมปีที่ ๔ หลังจากนั้นเมื่ออายุ ๑๒ ขวบ  น้าฟองจันทร์ได้นำมาฝากไว้ที่วัดมหาวันทำหน้าที่เป็นขะโยมวัด(เด็กวัด)  ต่อมาเมื่ออายุ ๑๕ ขวบได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดมหาวันได้ศึกษาเล่าเรียนทางธรรมกับเจ้าอธิการอินถา  หลังจากนั้นเมื่ออายุ ๒๒ ปีในปี พ.ศ.๒๔๗๒  ได้อุปสมบทที่วัดมหาวันสอบโดยมีพระโพธิรังสี(ศรีโหม้คันธาโร) วัดศรีดอนชัย รองเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ขณะนั้นเป็นพระอุปัชฌาย์  พระครูศีลสารโสภณ วัดเชตวัน เป็นพระกรรมวาจาจารย์และพระศรีวิชัย วัดอู่ทรายคำ เป็นพระอนุสาวนาจารย์

เมื่อบวชแล้วได้หมั่นท่องบทสวดมนต์และเล่าเรียนปริยัติธรรมจนกระทั่งสอบได้นักธรรมชั้นเอก สำนักเรียนวัดพันอ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๔๘๖  จากนั้นก็ทำหน้าที่สอนพระเณรที่วัดเชตวันและวัดพันตอง

ครูบาอิ่นคำ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดมหาวันเมื่อปี พ.ศ.๒๔๘๙  เรื่อยมาจนกระทั่งมรณภาพในปี พ.ศ.๒๕๕๖

งานด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา  ครูบาอิ่นคำทำหน้าที่เป็นพระธรรมทูตสาย ๔ ออกทำงานร่วมกับคณะธรรมฑูตอบรมศีลธรรมชาวบ้านตามอำเภอต่างๆ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๘ เรื่อยมา

ด้านงานพัฒนาวัดมหาวันนั้น  ในปี พ.ศ.๒๕๐๐ เป็นประธานสร้างศาลาสามัคคีธรรม  ต่อมาได้บูรณะหอพระไตรปิฎกของวัดมหาวันรวมทั้งบูรณปฏิสังขรณ์สิ่งก่อสร้างอื่นๆ ในวัดมหาวันและวัดอื่นๆ  ท่านได้รับพระราชสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นสัญญาบัตรในราชทินนามที่ “พระครูมนูญธรรมาภรณ์” ในปี พ.ศ.๒๕๐๐

                ครูบาอิ่นคำ ฐานังกโร  อดีตเจ้าอาวาสวัดมหาวัน  เคยให้ข้อมูลกับผู้เขียนเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๙ ส่วนหนึ่งว่า

“มาเป็นศิษย์วัดมหาวันตอนอายุ ๑๒ ปี(ประมาณ พ.ศ.๒๔๗๓) ตอนนั้นเมืองเชียงใหม่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้  ต้องใช้ตะเกียงน้ำมันหมูหรือไม่ก็จุดเทียนไขตั้งในโคม  นั่งล้อมวงทำการบ้านกัน  เด็กวัดสมัยนั้นที่วัดมหาวันมีเกือบ ๒๐ คน  กลางวันไปเรียนที่โรงเรียนวัดดอกเงิน  กลางคืนต้องมาเรียนหนังสือคำเมือง  มีพระแก้วกับพระสมทำหน้าที่สอน  สมัยนั้นสอนกันแบบดุ  ใครทำไม่ได้จะถูกไม้ฟาด  เด็กวัดบางคนที่เกเรจะถูกจับมัดกับเสาในกุฏิและใช้ไม้เฆี่ยน  สมัยเป็นเด็กวัดมหรสพที่นิยมกันมาก คือ ลิเก  แม้จะเป็นการละเล่นของภาคกลางก็ตามแต่ก็มาแพร่หลายและนิยมทางภาคเหนือ  โดยเฉพาะที่เชียงใหม่

“โรงลิเกที่เปิดแสดงคือ โรงลิเกเจ้าไชย คือ เป็นบ้านของเจ้าไชยสงคราม พ่อของเจ้าไชยสุริวงศ์  ณ เชียงใหม่  อยู่บริเวณฝั่งตรงกันข้ามกับวัดมหาวันเยื้องไปทางตะวันตก  เปิดเป็นวิกลิเก  ลิเกที่เป็นที่นิยมในสมัยนั้นคือ คณะนายนาก  นายนากแสดงเป็นพระเอกรูปงาม  หน้าสวย  คนติดกันเกรียว  คณะนายนากตระเวนแสดงทั่วไป  การแสดงเนื่องจากไม่มีไฟฟ้าจึงใช้ตะเกียงอีด้า(ตะเกียงเจ้าพายุ) ๔-๕ ดวงเพื่อให้แสงสว่าง

“อาตมาบวชเณรอยู่ ๗ พรรษาแล้วบวชเป็นพระที่วัดมหาวันแห่งนี้  ชาวบ้านละแวกวัดมหาวันเรียกว่า  บ้านฮ่อม  ส่วนใหญ่เป็นคนพื้นเมืองดั้งเดิมที่มีประวัติว่าอพยพมาจากเมืองเชียงแสนในอดีต  เป็นคนเมืองที่ขยันขันแข็งมักไม่ยุ่งเกี่ยวกับอบายมุขไม่ว่าจะเป็นการพนันหรือสุรายาเมา  อีกทั้งใส่ใจเรื่องธรรมะ  ส่วนหนึ่งเป็นข้าราชการในยุคแรกๆ มักมีฐานะดี

“พระที่วัดมหาวันรุ่นก่อนๆ เล่าว่าในย่านวัดมหาวันมีทั้งคนเมืองและคนพม่า  ที่วัดมหาวันจึงมีทั้งพระไทยและพระพม่ามาอยู่ร่วมกัน  โดยแยกเป็น ๒ ส่วน คือ ส่วนของพระพม่าอยู่ด้านหนึ่ง  มีพระพม่า ๓-๔ รูป  อีกด้านหนึ่งเป็นพระคนเมืองมีประมาณ ๗-๘ รูป ต่อมาเมื่อมีการพัฒนาวัดเชตวันซึ่งอยู่ตรงกันข้ามคนละฝั่งถนนกับวัดมหาวัน  พระพม่าได้แยกไปอยู่วัดเชตะวัน  ชาวบ้านฮ่อมซึ่งพักอาศัยอยู่ละแวกหลังวัดมหาวันได้ชื่อว่าใฝ่ธรรมะกันมานาน  ผู้คนสนใจศึกษาหาความรู้ด้านธรรมะและมักแวะเวียนมาวัดอยู่เสมอ รวมทั้งมักมาไล่ความรู้เรื่องธรรมะกับพระอยู่บ่อยๆ  จนบางครั้งพระก็จนแต้มเหมือนกัน คือ ตอบไม่ได้  เช่น นายใหม่ นายแก้ว หรือขุนสมานที่เคยทำงานที่ศาลากลางจังหวัด ทั้งสามคนมีความรู้เรื่องธรรมะหาตัวจับได้ยาก

“ฟังจากคนเฒ่าคนแก่เล่าว่า  สมัยก่อนระหว่างวัดมหาวันกับวัดบุพพาราม  เคยมีวัดอีกวัดหนึ่งชื่อวัดบวกเป็ด  ต่อมาวัดแห่งนี้ร้างไปกลายเป็นบ้านเรือนของชาวบ้าน

“ศรัทธาหลักของวัดมหาวันในอดีต เช่น เจ้าแม่บัวเขียว อาตมาทันได้เห็นอยู่  มีบ้านอยู่ด้านหลังวัดมหาวัน  คนอื่นๆ ก็มีเถ้าแก่ไชอุ้นชวชาติ ภรรยาชื่อ แม่นึ่ง ก็เป็นศรัทธาหลักของวัดมหาวัน  สมัยก่อนคนศรัทธาในศาสนามาก วันศีล(วันพระ)แต่ละครั้งมีคนมาจำศีลและนอนที่วัดไม่น้อยกว่าครั้งละ ๒๐ คน  เดี๋ยวนี้(พ.ศ.๒๕๕๙) มีแค่ ๔-๕ คน”

ครูบาอิ่นคำ  ฐานังกโร มรณภาพเมื่อปลายปี พ.ศ.๒๕๕๖  สิริอายุ ๙๖ ปี

                ผู้หนึ่งที่ทราบปฏิปทาของครูบาอิ่นคำ  คือ อาจารย์ดุสิต ชวชาติ ผู้นำด้านพิธีกรรมของเมืองเชียงใหม่ให้ข้อมูลว่า

“ครูบาอิ่นคำหรือพระครูมนูญฯ ชาวบ้านต่างศรัทธาและเรียกว่าครูบาอิ่นคำ บางคนเรียกว่าครูบาวัดมหาวันตามชื่อวัดที่ท่านเป็นเจ้าอาวาส บางคนเรียกว่าครูบาสามล้อ เพราะไปไหนมาไหนมักนั่งสามล้อถีบเสมอ เช่นได้รับนิมนต์ไปสวดตามวัดต่างๆ มักนั่งสามล้อไป

“ท่านเป็นพระปฏิบัติ มักชื่นชอบและได้รับนิมนต์ไปนั่งรุกขมูลหรือเข้ากรรมตามวัดหรือป่าช้าอยู่เสมอ แต่ละครั้ง ๗ วัน ๗ คืน เป็นโอกาสที่พระที่ชอบปฏิบัติจะได้ปฏิบัติธรรมด้านวิปัสสนา ส่วนใหญ่มักไปปักกลดอยู่ตามร่มไม้ในป่าหรือบางครั้งเจ้าภาพจะสร้างที่พักแบบง่ายๆ เรียกว่า ต้อม กลางคืนมีการเทศน์ให้ชาวบ้านฟังและนั่งสมาธิ รุ่งเช้าชาวบ้านมาตักบาตรทำบุญ เงินที่ชาวบ้านมาร่วมทำบุญก็ใช้พัฒนาป่าช้าหรือวัดแห่งนั้นให้ดีขึ้น จึงเป็นการได้บุญถึงสองด้าน

“ครูบาอิ่นคำ เป็นสหายธรรมของพระโพธิรังสี อดีตเจ้าอาวาสวัดพันตอง ซึ่งอยู่ใกล้วัดมหาวัน แต่ครูบาอิ่นคำอายุแก่กว่าสัก ๒-๓ ปี พระโพธิรังสีชาวบ้านทั่วไปมักเรียกว่าเจ้าคุณโพธิ์ เคยเป็นเจ้าคณะอำเภอพร้าว ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นรองเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ และครูบาอิ่นคำ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะอำเภอพร้าวแทน ทั้งสองรูปเป็นพระปฏิบัติตามแนวของท่านพุทธทาส มักไปศึกษาธรรมะกับท่านพุทธทาสที่สวนโมกข์ จังหวัดสุราษฎร์ธานีอยู่เสมอ ท่านเจ้าคุณโพธิ์มรณภาพก่อนครูบาอิ่นคำ

“พระโพธิรังสีไม่เรียกว่าครูบา เพราะหากได้รับสมณศักดิ์ทางสงฆ์มักเรียกตามสมณศักดิ์ เป็นเจ้าคุณก็เรียกเจ้าคุณ  หรืออดีตเจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวง บวชตั้งแต่เป็นเณรชาวบ้านก็ไม่เรียกว่าครูบา แต่เรียกตามสมณศักดิ์ว่า ท่านเจ้าคุณ

“การจะเรียกครูบา ควรต้องมีอายุ ๖๐ ปีขึ้นไป ปัจจุบันมีพระสงฆ์บางรูปอายุยังน้อยเรียกกันว่า ครูบา ซึ่งไม่ถูกต้อง”.