หน้าหลัก » บทความเคาะสนิม

ข้อคิดจากงานศพ

Author by 2/05/15No Comments »

เคาะสนิม180          หลังสงกรานต์ต้องไปงานศพหลายงาน และขาดไม่ได้เป็นงานศพตาเริญ-สมัคร เทพจินดา 87 ปี อดีตหัวหน้าข่าวไทยรัฐประจำเชียงใหม่ ที่เคยเรียนรู้การทำข่าว ถ่ายภาพ ล้าง-อัดภาพ และร่วมงานกับท่าน ภายในงานศพมีผู้ไปแสดงความเสียใจกับทายาทจำนวนมาก เห็นได้จากพวงหรีดนับพันหรือมากกว่า

          คุณชัยพินธ์ ขัติยะ บุตรเขยตาเริญ และหัวหน้าศูนย์ข่าวไทยรัฐเชียงใหม่ปัจจุบัน เล่าว่ามีผู้นำพวงหรีดมาอาลัยกับตาเริญ-เจริญ จตุรัตน์หรือสมัคร เทพจินดา มากมายจนไม่มีที่แขวน ด้วยบุญบารมีและผลงานของท่านที่ทำไว้ จึงมีผู้มาร่วมงานที่วัดพวกเปียจนต้อนรับไม่ทั่วถึง และด้วยแนวคิดของท่านผู้ว่าฯสุริยะ ประสาทบัณฑิตย์ เห็นว่าพวงหรีดมีมากเกินไป จึงแนะว่าควรใช้พัดลมแทนพวงหรีดจะดีกว่าราคาก็ถูกกว่าพวงหรีดสด หลังจากวันนั้นจึงมีผู้นำพัดลมหลายขนาดและยี่ห้อมอบให้ ซึ่งก็จะนำไปทำบุญได้อานิสงส์ต่อไป

          อย่างไรก็ตาม ก่อนประชุมเพลิงลุงสมัคร เทพจินดา บ่ายวันศุกร์นี้ อาจารย์วีระพงษ์ ศรีวิชัย ฝากคำอาลัยอีกมุมหนึ่งที่หลายท่านยังไม่ทราบดังนี้ขอไว้อาลัย..ถึงคุณลุงสมัคร เทพจินดา หรือป๋าเจริญ ไทยรัฐเชียงใหม่ที่จากไปด้วยสิริอายุ 87 ปี วันนี้ร่างอันไร้วิญญาณท่านสงบนิ่ง บำเพ็ญกุศลทางศาสนาที่วัดพวกเปีย

          คุณสมัคร เทพจินดา นับได้ว่าเป็น ผู้เบิกทางสายข่าวให้กับหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เป็นทีมงานคนสำคัญจากอาชีพช่างภาพ งานสำคัญระดับจังหวัด มาเป็นช่าง อัด ขยาย ล้างฟิล์มเอง ในห้องแล๊ป เล็กๆ ที่ซอยหน้าวัดผ้าขาวหรือ บ้านดาบถา ที่คนเชียงใหม่สมัยนั้นรู้จัก ซึ่งในยุคนั้น ถ้าเอ่ยชื่อเจริญในเชียงใหม่ จะมีคนรู้จักโด่งด้งอยู่ 3 ท่าน คือ เจริญ ไทยรัฐ เจริญ เชิงเวลลิ่งค์ และ สส. เจริญ เชาวน์ประยูร

          ในวัยหนุ่มกำลังซน ผมได้รู้จักท่านในฐาณะลูกค้า ล้างอัดขยายภาพขาวดำที่ลุงท่าน ได้สอนให้ได้เรียนรู้หลายๆ อย่าง จนสามารถนำรูปส่งเข้าประกวดกับเขาได้รางวัลมาหลายรางวัล เช่นรางวัล ภาพถ่ายขาวดำรูปช่างฟ้อนเทียน ที่ใช้กล้องฟิล์มธรรมดา ถ่ายในกลางคืนแล้ว ได้แสงเทียนสาดส่องใบหน้าช่างฟ้อน แบบโรมานซ์ ยิ่งนัก เป็นต้น

          จนกระทั่ง ลุงท่านได้ให้โอกาส เอารูปงานต่างๆ ส่งมาเป็นข่าวด้วย จนได้รับรางวัลนักข่าวภูธร ได้เข็มไทยรัฐ รุ่นก่อนโน้น ประมาณ ช่วงปี 2527-2529 นั่นแหละ จากนั้นก็ไม่ได้มุ่งมั่นต่อการเป็นนักข่าวมากนัก เพราะไม่ค่อยมีรายได้อะไร มีแต่การอาสา สื่อสารข่าวให้ชาวบ้านได้รับรู้แล้ว ตัวตนเราเองต้องหาอาชีพอื่นมาเลี้ยงตัว

          จนต้อง ไปอยู่ทำงานที่กรุงเทพฯ เลยห่างเหินลุงเจริญท่านไป นับเวลากว่า 25 ปี จึงมาได้ข่าวว่า ท่านจากไปแล้ว ไปสู่สรวงสวรรคาลัย ที่ใครๆ ต้องได้ไปอีกสักวันข้างหน้า ไม่มีใครรอดพ้น                         ด้วยความเคารพและอาลัย ขอกราบสดุดีท่าน ให้เป็นครูของอาชีพสื่อของกระผม อีกท่านหนึ่ง ซึ่งครูท่านนี้ไม่เคยเรียกค่าเล่าเรียน ค่าสอน มีแต่ให้ แม้แต่ข้าวห่อติดตัวไปทำข่าว ขอให้คุณลุงท่าน ไปดีครับ…