หน้าหลัก » บทความเคาะสนิม

จีนมาใครได้ใครเสีย

Author by 8/09/14No Comments »

เคาะสนิม180          เพราะคนจีนมีมาก เป็นพันล้านคน พอคนมีกำลังซื้อมากๆ ก็แห่กันมาเที่ยวไทยกันมโหฬาร จังหวัดที่นิยมมาเที่ยว คือ เชียงใหม่ ซึ่งมองเผินๆ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ชาวต่างชาตินิยมมาเที่ยว        และมีค่าครองชีพค่อนข้างสูง แต่คนจีนก็สามารถเลือกที่จะใช้บริการที่พัก และอาหารในแหล่งแบ็กแพ๊ค เกทส์เฮาส์คืนละ 150 บาท ก๋วยเตี๋ยวข้าวผัดกะเพราะจานละ 35-40 บาท ใช้เงินวันละ 500 บาทก็อยู่ได้

นอกจากนั้น ยังมีแก๊งหาเงินจากคนจีน ด้วยการจัดทัวร์ศูนย์เหรียญ (0) ไม่ต้องจ่ายซื้อทัวร์ แต่สามารถไปเที่ยวได้ โดยทั้งหมดจะถูกพาไปช็อปปิ้ง หรือซื้อของราคาแพงๆ ของปลอมของเลียนแบบบ้าง อาหารการกินถ้าจะต้องจ่ายก็ราคาสูง ทัวร์ศูนย์เหรียญในอดีตที่เคยหลอกคนจีนมาซื้อของกำไรค่าน้ำมหาศาล กลายเป็นปมปัญหาใหญ่ระดับชาติมาแล้ว วันนี้โผล่กลับมาอีก

สำนักงานส่งเสริมวิสาหิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.) จึงมาเปิดสัมมนาที่เชียงใหม่เรื่อง “จีนเทียวเชียงใหม่ ใครได้ใครเสีย” นายชาวันย์ สวัสดิ์-ชูโต รอง ผอ.สสว.เป็นประธาน มีศูนย์เตือนภัยธุรกิจภาคเหนือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ดำเนินการ มีการศึกษาผลกระทบต่อธุรกิจ SMEs ในจังหวัดเชียงใหม่ จากการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวชาวจีนห้วงที่ผ่านมา และคาดการณ์ว่าหลังจากเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนปีหน้า นักท่องเที่ยวชาวจีนจะเพิ่มขึ้นจากปีละ 2 หมื่นเป็น 5 หมื่นคน

สรุปการสัมมนาเห็นว่า เป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยทุกภาคส่วน จึงไม่ควรแข่งลดราคาลงมาจนขาดทุน ที่สุดจะพากันขาดทุนทั้งหมด ที่สำคัยยังต้องรักษาไว้ซึ่งศิลปวัฒนธรรม อัตลักษณ์ การบริการ อาหารเครื่องดื่มที่มีคุณภาพและปลอดภัย ต่อไปยังจะต้องมีคู่มือการปฏิบัติให้นักท่องเที่ยวได้ศึกษา และเข้าใจถึงพฤติกรรมการบริโภค บรรจุภัณฑ์ ราคา รวมทั้งรสนิยมของลูกค้าจีน เพื่อรองรับตลาดที่ควรจะเป็น

          อย่างไรก็ตาม ผลจากการศึกษาวิจัยของศูนย์เตือนภัยธุรกิจภาคเหนือ ชี้ว่าปี 2556 ลูกค้าจีนเพิ่มขึ้นร้อยละ 10-60 ขณะที่ผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 แต่กลับพบว่ารายได้เพิ่มขึ้น         ไม่ถึงร้อยละ 20 ส่วนผลกระทบมีทั้งด้านบวก และลบ บวกคือ    รายได้ด้านท่องเที่ยวและบริการเพิ่มขึ้น แต่ด้านลบพบว่าร้านค้าสกปรก ลูกค้ามีระดับหายไป และโดยทั่วไปพบผู้ประกอบการมีความพร้อมรองรับบริการแก่ลูกค้าชาวจีนน้อยมาก ทั้งด้านภาษาในการ   สื่อสาร ป้ายอธิบาย ซึ่งยังไม่พบการโฆษณาผ่านสื่อของจีนในเรื่องเหล่านี้

คงต้องมาว่ากันต่อถึงผลกระทบในความเห็นของผู้ประกอบการต่อไปอีกวันครับ.